มีหลายท่าน มีคำถามว่า..หลังจากการสอบมาแล้วควรทำอย่างไรบ้าง?
จากประสบการณ์ที่เข้าสอบมาหลายสนามที่ผ่านมา ขอเล่าประสบการณ์ให้ทุกท่านได้รับทราบบ้าง อาจจะเป็นหลักคิดให้ักับทุกท่านได้บ้าง
ในการสอบครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการสอบครั้งแรกในชีวิต ได้แก่การสมัครสอบคัดเลือกเข้ารับราชการในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ที่ดิน ที่สนามสอบของจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๒๓
การสอบครั้งนี้ มีการจัดสอบที่สนามจังหวัด ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ที่ดิน ๑ มีอัตราว่าง จำนวน ๖ อัตรา คุณสมบัติของผู้เข้าสอบจะต้องจบมัธยมศึกษาปี่ที่ ๓ (ม.ศ.๓) ขึ้นไป ผู้เขียนจึงได้นำคุณสมบัติจบระดับ ๔ เทียบเท่ามัธยมศึกษาปี่ที่ ๓ เดิมไปสมัครสอบ มีผู้เข้าสอบจำนวนประมาณ ๒,๐๐๐ คน
ในการสอบดังกล่าว มีเพื่อนไปสอบด้วยกันหลายคน หลังจากออกจากห้องสอบมาแล้ว เพื่อน ๆ ก็คุยกันว่าทำข้อสอบได้ มีโอกาสสอบติดแน่นอน เราฟังแล้ว เกิดใจไหวหวั่น และมาถามผู้เขียนว่าทำได้มัย ก็ตอบว่า..พอทำได้..แม้จะทำข้อสอบได้ดีก็ต้องไม่คุยโอ้อวดทับถมคนอื่น
อีกประการหนึ่ง ไม่ควรไปฟังเพื่อนคนอื่นคุยมาก จะทำให้เราเสียขวัญและจิตตก ทำให้ไม่สายใจเปล่า ๆ หากมีการสอบในวันอื่นอีก ควรจะทำสมาธิไปอ่านหนังสือเล่มอื่นต่อไป เพราะทุกอย่างมันผ่านไปแล้ว หากเราไปเสียใจก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ..ต้องทำใจ ปล่อยวาง...
หลังจากการสอบดังกล่าวผ่านไปแล้ว และมีการประกาศผลสอบ ปรากฎว่า..ผู้เขียนสอบได้ลำดับที่ ๑ เพื่อน ๆ ที่คุยไว้ปรากฎว่าสอบไม่ติดสักคน และหาว่าผู้เขียนไม่ยอมบอกข้อสอบอีก ทั้ง ๆ ที่อ่านหนังสือและติวด้วยกันนั่นเอง
จึงเห็นว่า หลังจากมีการสอบผ่านไปแล้ว ควรจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
๑.ประเมินตนเอง ; ควรประเมินการทำข้อสอบที่ผ่านมาว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ การบริหารเวลาทันภายในกำหนดหรือไม่ การอ่านหนังสือคอบคลุมเนื้อหาตามข้อสอบหรือไม่ เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาแก้ไขในอนาคต
๒.มีการวางแผน : มาพิจารณาว่าการสอบในครั้งนี้ มีบทเรียนใดที่เราจะต้องมีการแก้ไข ปรับปรุงบ้าง การอ่านหนังสือทันหรือไม่ เนื้อหาออกมาตามที่เราอ่านหรือไม่ มีข้อบกพร่องตรงไหน จะแก้ไขอย่างไร หากมีการเปิดสอบอีกครั้ง เราจะแก้ไขจุดบกพร่องดังกล่าวอย่างไร
๓. ต้องปฏิบัติตามแผน : เมื่อเรารู้จุดอ่อน หรือข้อบกพร่องแล้ว มีการวางแผนเพื่อพัฒนาปรับปรุงข้อบกพร่องดังกล่าว แล้วนำแผนดังกล่าวมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม เตรียมตัว เตรียมใจ อ่านหนังสือไว้แต่เนิน ๆ เพราะสนามสอบต่าง ๆ เนื้อหาความรู้ไม่ต่างกัน จะต่างกันตรงที่เป็นวิชาเฉพาะตำแหน่งเท่านั่น หากเป็นความรู้ทั่วไปจะเหมือนกันทุกสนาม การเตรียมตัวก่อนย่อมจะมีชัยไปครึ่ง
การสอบทุกสนาม ไม่ว่าจะเป็นสนามใดก็ตาม คนที่มีการประเมินตนเอง มีการวางแผนมาดี และปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ ย่อมประสบผลสำเร็จ ดั่งคำที่ว่า "คนที่เตรียมตัวมาดี มีความมั่นใจ ในสมองอัดแน่น " ย่อมมีชัยในทุกสนามครับ !!!
วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2563
วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2563
ชีวิตของผู้สูงวัยต้องเผชิญ
วันนี้ ได้รับเมล์จากเพื่อนสมาชิกในไลน์กลุ่ม ได้ส่งข้อความมาให้ อ่านแล้วปราฎว่า มีสภาพเป็นความจริงของผู้สูงวัยที่จะต้องเผชิญ ประกอบกับผู้เขียนอีกไม่กี่เดือนก็ต้องเผชิญเช่นกัน จึงขอนำมาบันทึกไว้เป็นข้อเตือนใจ และหากท่านอื่นได้อ่านแล้ว คงจะเกิดประโยชน์และนำไปใช้ในการดำรงชีวิตสืบไปครับ
*ความจริงที่ผู้สูงวัยต้องเผชิญ...!!!
1. ความสันโดษในบั้นปลายชีวิต
จำนวนคนรอบตัวเรา จะลดลงตลอดเวลา
-คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ รุ่นปู่ย่าตายายส่วนใหญ่หนีหายกันไปหมดแล้ว
-คนที่อยู่ในวัยเดียวกับเราก็จะเริ่มประสบปัญหาในการดูแลตนเอง
-คนรุ่นหลัง รุ่นลูกหลานก็กำลังง่วนกับชีวิตการทำงานและความเป็นอยู่ของพวกเขา
-คู่ชีวิตของเราเอง ก็อาจจะจากไปก่อนแล้ว เร็วกว่าที่เราคาดไว้
* ดังนั้นเราอาจ ถูกทิ้งไว้อยู่กับวันเวลาที่ว่างเปล่าคนเดียวก็เป็นได้ เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียวให้ได้ และยอมรับกับความสันโดษในบั้นปลายของชีวิตที่จะต้องเกิดขึ้น
2. *สังคม*จะเริ่มให้ความสำคัญกับเราน้อยลงไปเรื่อยๆ
-ไม่ว่าในอดีตเราจะเคยยิ่งใหญ่หรือมีชื่อเสียงมากขนาดไหนก็ตาม
-ความชราจะเปลี่ยนเราให้กลายเป็นเพียงชายแก่ๆหรือหญิงแก่ๆธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
-*สปอตไลท์จะหยุดฉายมาที่เรา และเราจะต้องหัดพอใจกับการยืนอยู่ในมุมห้องหรือเงามืดอย่างเงียบๆเพียงคนเดียว
-เราต้อง เรียนรู้ที่จะยอมรับและยินดีกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า โดยปราศจากการอิจฉาริษยาหรือคับแค้นใจใดๆทั้งสิ้น
3. ถนนสายเส้นทางชีวิตที่เหลืออยู่จะเต็มไปด้วยอันตรายต่างๆ
คือ โรคภัยไข้เจ็บ ที่พร้อมจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เช่นเส้นเลือดตีบตัน หรือแตกหัก สมองฝ่อ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ไธรอยด์เป็นพิษ อารมณ์แปรปรวน การหลงลืมหรือมะเร็ง เป็นต้น
***สิ่งเหล่านี้เราจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเจ็บป่วย หรือยอมรับมันและดำเนินชีวิตด้วยกุศโลบาย คือ
- *มีจิตใจและความคิดเป็นบวก
-*ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดินวันละ 30-45นาที เป็นประจำ
-*ควบคุมการกินอาหารที่ถูกสุขลักษณะ
-*พักผ่อนให้เพียงพอ
4. * เตรียมพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตติดเตียง*
เราจะถูกดูแลโดยคนอื่นเหมือนเมื่อแรกเกิดแต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ
ครั้งนั้นเราเคยมีแม่เป็นผู้ดูแล ด้วยความรักอย่างสุดหัวใจแต่เมื่อใกล้วันที่เราจะจากโลกนี้ไป เราไม่มีแม่เหลืออยู่แล้ว แต่อาจมีญาติที่ใกล้ชิดมาดูแล หรือ อาจมีพยาบาลมาดูแล แต่ต้องยอมรับว่า มันไม่เหมือนกับการดูแลของ แม่ที่ดูแลเราในวัยนอนแบเบาะแน่นอน
ดังนั้น จงฝึกอยู่นิ่งๆ อย่าจู้จี้ขี้บ่น อย่าทำตัวให้เป็นที่ลำบากของคนอื่น จงรู้สึกพอใจในสิ่งที่เราได้รับ
ได้เป็น
5.* ทรัพย์สมบัติ เงินทอง ที่มี หลีกเลี่ยงการนำไปลงทุน หรือ ให้ใครหยิบยืมเด็ดขาด เพราะ เราหมดเวลาแสวงหาเงินทองทรัพย์สมบัติใดๆแล้ว
*** ดังนั้น ผู้สูงวัยทุกคนจงมองชีวิตตามความเป็นจริงของมัน
-พอใจในสิ่งที่ได้รับ และยินดีกับสิ่งที่มีอยู่
-ใช้ชีวิตให้สนุกขณะที่ยังทำได้
- อย่าเอาเรื่องยุ่งเหยิงของสังคม เช่น เรื่องการเมือง หรือ แม้แต่เรื่องของลูกๆหรือหลานๆมาเป็นปัญหาของตนเอง
-จงใช้ชีวิตอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวและเรียบง่าย
-อย่าแสดงตัวว่า เก่งเพราะคิดว่า มีประสบการณ์สูงและผ่าน อะไรๆมามาก
- เมื่ออายุยิ่งมาก เรายิ่งต้องให้ความสำคัญกับการอ่อนน้อมและเคารพให้เกียรติผู้อื่น
***ชีวิตคนเรานั้นเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ควรปล่อยวาง จงใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสงบ สุขุม พอเพียงกับการเป็นผู้สูงวัย!!!
..................................
ชีวิตคือการเดินทาง!
*ความจริงที่ผู้สูงวัยต้องเผชิญ...!!!
1. ความสันโดษในบั้นปลายชีวิต
จำนวนคนรอบตัวเรา จะลดลงตลอดเวลา
-คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ รุ่นปู่ย่าตายายส่วนใหญ่หนีหายกันไปหมดแล้ว
-คนที่อยู่ในวัยเดียวกับเราก็จะเริ่มประสบปัญหาในการดูแลตนเอง
-คนรุ่นหลัง รุ่นลูกหลานก็กำลังง่วนกับชีวิตการทำงานและความเป็นอยู่ของพวกเขา
-คู่ชีวิตของเราเอง ก็อาจจะจากไปก่อนแล้ว เร็วกว่าที่เราคาดไว้
* ดังนั้นเราอาจ ถูกทิ้งไว้อยู่กับวันเวลาที่ว่างเปล่าคนเดียวก็เป็นได้ เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียวให้ได้ และยอมรับกับความสันโดษในบั้นปลายของชีวิตที่จะต้องเกิดขึ้น
2. *สังคม*จะเริ่มให้ความสำคัญกับเราน้อยลงไปเรื่อยๆ
-ไม่ว่าในอดีตเราจะเคยยิ่งใหญ่หรือมีชื่อเสียงมากขนาดไหนก็ตาม
-ความชราจะเปลี่ยนเราให้กลายเป็นเพียงชายแก่ๆหรือหญิงแก่ๆธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
-*สปอตไลท์จะหยุดฉายมาที่เรา และเราจะต้องหัดพอใจกับการยืนอยู่ในมุมห้องหรือเงามืดอย่างเงียบๆเพียงคนเดียว
-เราต้อง เรียนรู้ที่จะยอมรับและยินดีกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า โดยปราศจากการอิจฉาริษยาหรือคับแค้นใจใดๆทั้งสิ้น
3. ถนนสายเส้นทางชีวิตที่เหลืออยู่จะเต็มไปด้วยอันตรายต่างๆ
คือ โรคภัยไข้เจ็บ ที่พร้อมจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เช่นเส้นเลือดตีบตัน หรือแตกหัก สมองฝ่อ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ไธรอยด์เป็นพิษ อารมณ์แปรปรวน การหลงลืมหรือมะเร็ง เป็นต้น
***สิ่งเหล่านี้เราจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเจ็บป่วย หรือยอมรับมันและดำเนินชีวิตด้วยกุศโลบาย คือ
- *มีจิตใจและความคิดเป็นบวก
-*ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดินวันละ 30-45นาที เป็นประจำ
-*ควบคุมการกินอาหารที่ถูกสุขลักษณะ
-*พักผ่อนให้เพียงพอ
4. * เตรียมพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตติดเตียง*
เราจะถูกดูแลโดยคนอื่นเหมือนเมื่อแรกเกิดแต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ
ครั้งนั้นเราเคยมีแม่เป็นผู้ดูแล ด้วยความรักอย่างสุดหัวใจแต่เมื่อใกล้วันที่เราจะจากโลกนี้ไป เราไม่มีแม่เหลืออยู่แล้ว แต่อาจมีญาติที่ใกล้ชิดมาดูแล หรือ อาจมีพยาบาลมาดูแล แต่ต้องยอมรับว่า มันไม่เหมือนกับการดูแลของ แม่ที่ดูแลเราในวัยนอนแบเบาะแน่นอน
ดังนั้น จงฝึกอยู่นิ่งๆ อย่าจู้จี้ขี้บ่น อย่าทำตัวให้เป็นที่ลำบากของคนอื่น จงรู้สึกพอใจในสิ่งที่เราได้รับ
ได้เป็น
5.* ทรัพย์สมบัติ เงินทอง ที่มี หลีกเลี่ยงการนำไปลงทุน หรือ ให้ใครหยิบยืมเด็ดขาด เพราะ เราหมดเวลาแสวงหาเงินทองทรัพย์สมบัติใดๆแล้ว
*** ดังนั้น ผู้สูงวัยทุกคนจงมองชีวิตตามความเป็นจริงของมัน
-พอใจในสิ่งที่ได้รับ และยินดีกับสิ่งที่มีอยู่
-ใช้ชีวิตให้สนุกขณะที่ยังทำได้
- อย่าเอาเรื่องยุ่งเหยิงของสังคม เช่น เรื่องการเมือง หรือ แม้แต่เรื่องของลูกๆหรือหลานๆมาเป็นปัญหาของตนเอง
-จงใช้ชีวิตอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวและเรียบง่าย
-อย่าแสดงตัวว่า เก่งเพราะคิดว่า มีประสบการณ์สูงและผ่าน อะไรๆมามาก
- เมื่ออายุยิ่งมาก เรายิ่งต้องให้ความสำคัญกับการอ่อนน้อมและเคารพให้เกียรติผู้อื่น
***ชีวิตคนเรานั้นเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ควรปล่อยวาง จงใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสงบ สุขุม พอเพียงกับการเป็นผู้สูงวัย!!!
..................................
ชีวิตคือการเดินทาง!
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

