วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2561

การพัฒนาที่ยั่งยืน

วันนี้ได้เข้าร่วมสัมมนา เรื่อง SDG 16 สังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยก ณ รน.รามาการ์เดนสิ
ถนนวิภาวดี กรุงเทพฯ
การพัฒนาที่ยั่งยืน 17 เป้าหมาย 169 เป้าประสงค์ ที่องค์การสหประชาชาติ ได้แระกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เมื่อเดือนกันยายน 2558
การพัฒนาที่ยั่งยืน 17 เป้าหมาย ได้แก่
เป้าหมายที่ 1: ยุติความากจนทุกรูปแบบในทุกที่
เป้าหมายที่ 2: ยุติความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหารและนกระดัยโภชนาการและส่เสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน
เป้าหมายที่ 3: สร้่างหลักประกันการีสุขภาพดีละส่งเสริมคามเป็นอยู่ที่ดี
เป้าหมายที่ 4: สร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการ

วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2561

อนัตตลักขณสูตร

วันนี้ เดินทางมาทำงานตามปกติ และได้สวดมนต์ประจำวันเหมือนทุกวันที่ผ่านมา เพื่อเป็นสิริมงคลก่อนที่จะปฏิบัติงาน ในการสวดมนต์ทุกครั้งจะสวดบทพระปริตร แต่วันนี้ ได้นำบทสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่เคยได้สวดมนต์ดังกล่าวถวายเป็นพระราชกุศลตลอดปี พ.ศ. ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา

พอสวดมนต์ไป คิดขึ้นมาได้ว่า น่าจะลองศึกษาบทสวดมนต์พระสูตรต่าง ๆ เพื่อจะได้รู้ความเป็นมา ความสำคัญ เนื้อฟา  และอานิสงค์ของบทพระสูตรแค่ละพระสูตร ก็จะทำให้คนสวดเกิดปัญญามากยิ่งขึ้น

วันนี้ จึงได้ศึกษาเกี่ยวกับอนัตตลักขณสูตร ว่ามีความเป็นมาอย่างไร เนื้อหา และความสำคัญของพระสูตรดังกล่าว ตลอดจนอานิสงค์ของการสวดมนต์พระสูตรนี้

อนัตตลักขณสูตร เป็นพระสูตรที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี หรือในเขตเมืองสารนาถ ประเทศอินเดียในปัจจุบันเมื่อพระชนมายุได้ 35 พรรษา


ธัมเมกขสถูป บริเวณป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองสารนาถ คือสังเวชนียสถานแห่งการประกาศธรรมยุคแรกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมถึงสถานที่พระประกาศอนัตตลักขณสูตร
พระสูตรนี้ โดยทรงแสดงต่อปัญจวัคคีย์ ในวันแรม 5 ค่ำ เดือน 8 หลังจากที่ พระพุทธองค์ได้แสดงปฐมเทศนาคือธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 จนพระอัญญาโกณฑัญญะบรรลุโสดาบัน และในวันต่อ ๆ มา คือในวันแรม 1 ค่ำ 2 ค่ำ 3 ค่ำ และ 4 ค่ำเดือน 8 ทรงแสดง “ปกิณณกเทศนา” ยังผลให้พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ บรรลุโสดาบันตามลำดับ และได้รับเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว [2] [3]
ในระหว่างที่ทรงแสดงปกิณณกเทศนา เพื่ออบรมพระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิอยู่นั้น พระอริยเจ้าทั้งหลายมิได้บิณฑบาตยังชีพ ต่างเร่งกระทำความเพียร เช่นเดียวกับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มิได้ทรงบิณฑบาตรเช่นกัน เพื่อทรงสั่งสอนอบรมพระอริยเจ้าจนกระทั่งแต่ละองค์สำเร็จมรรคผลขั้นต้นในที่สุด [4]
ครั้นเมื่อถึงวันแรม 5 ค่ำ เดือน 8 หลังจากสดับพระธรรมเทศนาอนัตตลักขณสูตรพระภิกษุปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้บรรลุพระนิพพานเป็นพระอรหันต์พร้อมกันทั้ง 5 รูป นับเป็นพระอรหันต์กลุ่มแรกในพระบวรพุทธศาสนา ดังปรากฏในเนื้อความของพระสูตรดังที่พระธรรมสังคาหกาจารย์ หรือ พระอาจารย์ผู้ทำสังคายนาร้อยกรองตั้งเป็นพระบาลีไว้ ได้กล่าวไว้ในตอนท้ายพระสูตรไว้ ดังนี้ [5]
" อิทมโวจ ภควา. อตฺตมนา ปญฺจวคฺคิยา ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุ. อิมสฺมึ จ ปน เวยฺยากรณสฺมึ ภญฺญมาเน ปญฺจวคฺคิยานํ ภิกฺขูนํ อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตานิ วิมุจฺจึสุ. เตน โข ปน สมเยน ฉ โลเก อรหนฺโต โหนฺติ."
ความว่า
"พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระสูตรนี้แล้ว พระปัญจวัคคีย์มีใจยินดี เพลิดเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาค. ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของพระปัญจวัคคีย์พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ครั้งนั้น มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก 6 องค์" 





เนื้อหาโดยย่อ


พระสูตรนี้มีใจความโดยย่อดังที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) ได้ทรงมีพระนิพนธ์ไว้ดังต่อไปนี้

ตอนที่ 1 พระบรมศาสดาได้ทรงแสดง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นอนัตตา มิใช่อัตตาตัวตน ถ้าทั้งห้านี้ พึงเป็นอัตตาตัวตน ทั้งห้านี้ก็ถึงไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลก็จะพึงได้ในส่วนทั้งห้านี้ว่า ขอให้เป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย แต่เพราะเหตุว่าทั้งห้านี้มิใช่อัตตาตัวตน ฉะนั้น ทั้งห้านี้จึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลก็ย่อมไม่ได้ส่วนทั้งห้านี้ว่า ขอให้เป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย [7]

ตอนที่ 2 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอบความรู้ความเห็นของท่านทั้งห้านั้น ตรัสถามว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งห้านี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง ท่านทั้งห้า ทูลตอบว่า ไม่เที่ยง ตรัสถามอีกว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ท่านทั้งห้ากราบทูลว่าเป็นทุกข์ ก็ตรัสถามต่อไปว่า สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือจะเห็นสิ่งนั้น [8]

ตอนที่ 3 พระพุทธเจ้าได้ตรัสรุปลงว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งห้านี้ที่เป็นส่วนอดีตก็ดี เป็นส่วนอนาคตก็ดี เป็นส่วนปัจจุบันก็ดี เป็นส่วนภายในก็ดี เป็นส่วนภายนอกก็ดี เป็นส่วนหยาบก็ดี เป็นส่วนละเอียดก็ดี เป็นส่วนเลวก็ดี เป็นส่วนประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี อยู่ในที่ใกล้ก็ดี ทั้งหมดก็สักแต่ว่าเป็นรูป เป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณ ควรเป็นด้วยปัญญาชอบตามที่เป็นแล้วว่า นี่ไม่ใช่ของเรา เราไม่ใช่นี่ นี่ไม่ใช่ตัวตนของเรา [9]

ตอนที่ 4 พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงผลทีเกิดแก่ผู้ฟังและเกิดความรู้เห็นชอบดั่งกล่าวมานั้นต่อไปว่า อริยสาวก คือ ผู้ฟังผู้ประเสริฐซึ่งได้สดับแล้วอย่างนี้ ย่อมเกิดนิพพิทา คือ ความหน่ายในรูป หน่ายในเวทนา หน่ายในสัญญา หน่ายในสังขาร หน่ายในวิญญาณ เมื่อหน่ายก็ย่อมสิ้นราคะ คือ สิ้นความติด ความยินดี ความกำหนัด เมื้อสิ้นราคะ ก็ย่อมวิมุตติ คือ หลุดพ้น เมื่อวิมุตติ ก็ย่อมมีญาณ คือความรู้ว่าวิมุตติ หลุดพ้นแล้ว และย่อมรู้ว่า ชาติ คือ ความเกิดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นที่จะพึงทำเพื่อความเป็นเช่นนี้อีกต่อไป [10]

ความสำคัญ



จุดมุ่งหมายของพระสูตรนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นถึงความเป็นอนัตตาของสรรพสิ่ง ให้เล็งเห็นว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ หรือขันธ์ 5 นั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรไปเป็นธรรมดา ไม่ควรที่จะเห็นโดยสำคัญด้วยตัณหา มานะ ทิฏฐิว่า นั่นเป็นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา [11]

ก่อนที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุธเจ้าจะทรงตรัสรู้ทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณนั้น ชาวโลกมีทิฏฐิสุดโต่งอยู่ 2 ประการ กล่าวคือ ฝ่ายสัสสตทิฏฐิ ที่เห็นว่าในปัจจุบันชาตินี้ก็มีอัตตา คือ ตัวตนเมื่อสิ้นชีวิตไปแล้วอัตตาคือตัวตนก็ยังไม่สิ้น ยังจะมีสืบภพชาติต่อไป มีชาติหน้าเรื่อยไปไม่มีขาดสูญ และฝ่ายอุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่า มีอัตตาตัวตนอยู่แต่ในปัจจุบันชาตินี้เท่านั้น เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้วอัตตาตัวตนก็สิ้นไป ไม่มีอะไรเหลืออยู่ที่จะให้ไปเกิด ดั่งที่เห็นว่า ตายสูญ

แต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศว่า ความเห็นทั้ง 2 ฝ่ายล้วนเป็น มิจฉาทิฏฐิ คือความเห็นผิด และทรงชี้ทางที่เห็นถูกไว้ว่า ตราบใดที่ยังไม่สิ้นความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 แล้ว อาทิ ยังยึดมันว่า รูปเป็นตัวตน หรืออัตตา เวทนาเป็นอัตตา สัญญาเป็นอัตตา สังขารเป็นอัตตา และวิญญาณเป็นอัตตา ก็ยังจะมีการเกิดดับไม่รู้จักจบสิ้นในสังสารวัฏ การยึดมั่นในขันธ์ 5 นี้ เรียกว่า "ปัญจุปาทานขันธ์" [12]

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) ทรงแสดงทัศนะไว้ว่า "ในสมัยพุทธกาลหรือสมัยไหน ๆ ก็คงเป็นเช่นนี้ ในปัจจุบันก็เป็นเช่นนี้ และพระปัญจวัคคีย์นั้นก็ย่อมมีความยึดถืออยู่เช่นนี้อย่างมั่นคง เพราะฉะนั้น เมื่อฟังธรรมจักร ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะจึงได้ดวงตาเห็นธรรมเพียงรูปเดียว เมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมอบรมอีก จึงได้ดวงตาเห็นธรรมจนครบทั้ง 5 รูป แต่ก็ได้เพียงดวงตาเห็นธรรม เท่ากับว่าเห็นทุกขสัจ ความจริงคือทุกข์ขึ้นเท่านั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงแสดงพระสูตรที่ 2 ชี้ลักษณะของอาการทั้ง 5 เหล่านี้ว่าเป็น อนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตนโดยชัดเจน" 

ความเชื่อ

อนัตตลักขณสูตร เป็นพระสูตรที่ยังให้เกิดพระอรหันต์ในคราวเดียวกันถึง 5 องค์ อีกทั้งยังเป็นพระอรหันต์กลุ่มแรก นับเป็นการลงหลักปักฐานพระธรรมวินัยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งสำคัญ เชื่อถือกันว่า พระสูตรนี้เป็นหนึ่งในพระสูตรสำคัญรวบรวมเอาหัวใจของพระบวรพุทธศาสนาไว้ อย่างครอบคลุม กว้างขวาง จึงขนานนามกันว่าเป็น "ราชาธรรม" เช่นเดียวกับ ธัมมจักกัปปวัตนสูตรและอาทิตตปริยายสูตร ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ และยังให้บังเกิดการประกาศพระศาสนาครั้งใหญ่ไปทั่วสากลจักรวาล และบังเกิดพระอรหันต์เป็นจำนวนมาก โดยหลวงปู่จันทา ถาวโร แห่งวัดป่าเขาน้อย จังหวัดพิจิตร พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่กล่าวว่า

...ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อนัตตลักขณสูตร และอาทิตตปริยายสูตร ทั้ง 3 สูตรนี้เรียกว่า ราชาธรรม เป็นธรรมอันยิ่งใหญ่ของศาสนาพุทธ ธรรมทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์มารวมอยู่ที่นี่ทั้งหมด...จาก ( th.wikipedia.org/wiki/อนัตตลักขณสูตร)

จะเห็นว่า หากเราได้มาศึกษาเกี่ยวพระสูตรต่าง ๆ ที่เรานำมาสวดหรือสาธยาย ก็จะเพิ่มพูนความรู้แก่ผู้สวดเอง และเพิ่มพูนปัญญา ความเข้าใจในเนื้อหา ความสำคัญ และอานิสงค์ของพระสูตรอีกด้วย!!!

วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ดื่มน้ำตอนเช้า..ดีจริงหรือ

ในช่วงเช้าที่ตื่นขึ้นมา จะต้องดื่มน้ำที่ต้มไว้แล้วประมาณ ๑ ขวดลิตร หรือประมาณ ๓ - ๕ แก้ว เป็นประจำทุำวัน หากวันใด ไม่ได้ดื่มจะทำให้การขับ่ายผิดปรกติ ผิดเวลา ท้องจะมีปัญหาตามมา

การดื่มน้ำดังกล่าวทำมาเป็นเวลานานแล้ว ตั้งแต่สมัยเป็นหนุ่ม เนื่องจากมีคนมาแนะนำว่า...การดื่มน้ำตอนเช้าจะทำให้ลำใส้สะอาด ล้างสิ่งสกปรกที่ตกค้างในลำใส้  นอกจากนั้นยังทำให้เราได้ขับถ่ายของเสียออกมาทุกเช้า

การดื่มน้ำยังทำให้เลือดเราใสสะอาด ทำให้เลือดไม่แข็งตัว  การไหลเวียนของเลือดก็สะดวกขึ้น ทำให้การล้างเลือดเสีย ตามไขข้อต่าง ๆ สะอาดขึ้น

ตามธรรมชาติ ที่ใด มีน้ำไหลเวียนตลอดเวลา ที่นั่นก็มีน้ำใสสะอาด มีหอยปูปลามาอาศัย ไม่มีความสกปรก มีของเสียตกค้าง และเกิดน้ำเสีย น้ำเน่า

บางตำราบอกว่า...สมัยผู้นำกองทัพประชาชนจีน ได้ยึดประเทศจีนได้ใหม่ ๆ ปรากฎว่า มีคนบาดเจ็บ ล้มตายเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดโรคระบาดตามมา  แต่ไม่มียารักษา เนื่องจากรัฐบาลเดิมได้ขนยุกยาไปด้วย  ไม่มีหลงเหลือให้กองทัพประชาชนจีนที่เข้ามายึด ได้เอาไว้ใช้ในการรักษาโรค ต้องหันมารักษาโรคด้วยสมุนไพร และวิธีธรรมชาติ

ผู้นำจึงได้หันมารักษาแบบธรรมชาติ โดยแนะนำให้ประชาชนมาดื่มน้ำตอนเช้า เพื่อเป็นการขับเชื้อโรคออกมาทางการขับถ่าย ล้างลำใส้ และยังเป็นยารักษาโรคแบบธรรมชาติอีกด้วย...ตามระบบนิเวศน์ธรรมชาติ




                                                อาหารธรรชาติของไทยเรา

ผู้เขียนหลังจากฝึกการดื่มน้ำตอนเช้ามาเป็นประจำ ทำให้สุขภาพแข็งแรง โรคภัย ใข้เจ็บลดน้อยลงมาก อาการปวดหลัง ปวดเอว และปวดตามข้อต่าง ๆ ลดลง นอกจากนี้เป็นยาป้องกันโรคไข้หวัดได้เป็นอย่างดี  ในยามฤดูฝนจะมีการแผร่เชื้อไข้หวัด คนอื่นเป็น เราก็จะไม่มีอาการเป็นเหมือนคนอื่น

การขับถ่ายจะเป็นปรกติ ทานอาหารได้อร่อย เลือดลมไหลเวียนดี สุขภาพจะสมบูรณ์ ทำงานเล็กน้อนก็จะมีเหงื่อออก ทำให้ผิวกายละเอียดมากขึ้น ไม่หยาบกร้าน

การดื่มน้ำตอนเช้า ควรจะดื่มที่ต้มสุกไว้แล้ว ไม่ควรน้ำเย็นจัด หรือน้ำดิบ เพราะผู้เขียนเคยดื่มมาแล้ว ปรากฎว่า ทำให้เกิดความเย็นในร่างกาย ส่งผลเสียต่อปอด ทำให้ผู้เขียนเกิดปอดอักเสบ ต้องนอนรักษาอญุ่หลายวันด..จึงไม่แนะนำให้ดื่มน้ำดิบ หรือไม่สุก

นอกจากนี้ การดื่มน้ำดังกล่าว เมื่อดื่มไปสักพัก ก็จะเริ่มขับถ่าย และฉี่ออกมาหลายครั้ง แรก ๆ ฉี่ก็จะมีสีเหลืองจาง ๆ หากฉี่ไป ๒ - ๓ ครั้ง น้ำฉี่จะมีสีใส สะอาด จะบ่งบอกให้เรารู้ว่า ลำใส้และท่อปัสสาวะของเราได้รับการล้างให้สะอาดแล้ว

ผุ้เขียนจะมีปัญหามาก ในยามที่อยู่กรุงเทพมหานคร ในการเดินทางไปโดยรถโดยสารประจำทาง จราจรติดขัดมาก ก็จะเกิดอาการปวดฉี่บ่อย ๆ ทำให้ไม่สะดวก ทำให้เกิดอาการปวดที่กระเพาะปัสสาวะ หากจะดื่มน้ำตอนเช้ควรจะดื่มแต่เช้า ๆ ก่อนเดินทางประมาณ ๒ ชัวโมงเป็นอย่างน้อย ไม่งั้นก็จะเกิดปัญหาในระหว่างการเดินทาง

ที่เล่ามาเพื่อจะให้ทุกท่านได้รับทราบว่า ดื่มน้ำตอนเช้าดีจริงหรือไม่ ถึงแม้จะพรรณาสรรพคุณอย่างไร ก็คงไร้ประโยชน์ หากไม่ลองนำไปปฎิบัติ เพราะจะทำให้เราได้สัมผัสกับอาการดังกล่าวด้วยตนเอง

สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ สิบมือคลำ ก็ไม่เท่าลองทำครั้งเดียวหรอกจะบอกให้ครับ!!!

 ลองฟังจากท่านอื่นมั่ง

วิธีดื่มน้ำรักษาโรค จากหนังสือพิมพ์จีน  เมื่อตื่นนอนตอนเช้า ความเข้มของโลหิตยังสูงและมีผลต่อระบบ ความดันโลหิตในร่างกาย แพทย์แนะนำว่าทันทีที่ตื่นนอนให้ดื่มน้ำทันทีหนึ่งแก้ว เพื่อลดความเข้มของโลหิต  พวกเราลองดูละกัน อีกอย่างที่พบมาก็คือ ท่านพุทธทาสก็ทำแบบนี้เหมือนกัน

  เมื่อเร็วๆ นี้ มีคนมากมายส่งเสริมวิธีดื่มน้ำ เพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพสมบูรณ์ นี่เป็นแบบนิยมอันดีงามอย่างหนึ่ง   ชีวิตที่ดำรงอยู่ได้นอกจากอากาศที่บริสุทธิ์ก็คือน้ำ น้ำหนักตัวของคนเรา 2 ใน 3 ส่วนเป็นน้ำจึงมีคนว่าคนประกอบด้วยน้ำ  น้ำสามารถปรับอุณหภูมิในร่างกายของคนได้  สามารถทำให้ไตทำงานเป็นปกติขับถ่ายสิ่งโสโครกให้ออกจากร่างกายได้   นายแพทย์แนะนำบ่อยๆ ว่าดื่มน้ำให้มากทุกๆ วัน
วิธีดื่มน้ำรักษาโรคต่างๆ
ตามที่มีผู้ได้ทดสอบมาแล้วได้ผลดี ตื่นเช้าลุกขึ้น ไม่ล้างหน้า ไม่บ้วนปาก แล้วดื่มน้ำสุก (น้ำอุ่นประมาณ 37องศาเซลเซียส) 5 แก้ว (ขวดวิสกี้บรรจุได้ 3 แก้ว) หรือน้ำหนักของน้ำ 1.26  ก.ก.เท่ากับ 5 แก้วรวดเดียว จะรู้สึกหายใจเหนื่อยอึดอัดไปหน่อย    หลังจากนั้นจะปัสสาวะบ่อยๆ การปฏิบัติยากลำบากเช่นนี้    หากผู้ที่ไม่มีความเชื่อมั่นอาจจะเลิกเสียกลางคัน   ผู้ที่ใช้สมองทั้งวันทั้งคืนในธุรกิจการค้า หาเวลาว่างไปออกกำลังมิได้ทุกเช้าควรปฏิบัติดื่มน้ำรักษาโรคแทนการออกกำลังกาย  เชื่อมั่นได้ว่าจะต้องปราศจากโรค 
เนื่องจากการดื่มน้ำทำให้ลำไส้ให­ญ่ผลิตโลหิตใหม่มากขึ้น  ซึ่งโลหิตใหม่นี้ผลิตขึ้นจากฝอยคล้ายสักหลาดที่อยู่ในลำไส้ให­ญ่ซึ่งทำหน้าที่ดูดธาตุอาหารต่างๆ  ผลิตให้เป็นเม็ดโลหิต เนื่องจากลำไส้เคลื่อนไหวไม่เต็มที่   เป็นเหตุให้โลหิตจางมีอาการรู้สึกเพลียและเป็นโรค เป็นการรักษายาก   ลำไส้ของใหญ่­่ยาว 8 เมตร ทำหน้าที่ดูดธาตุต่างๆ จากอาหาร     ถ้าลำไส้สะอาดอาหารที่ได้รับประทานเข้าไปผ่านการย่อยแล้วดูดไปผลิตให้เป็นโลหิตใหม่เป็นการเร่งให้เกิดพลังงานในร่างกายให้สมบูรณ์ขึ้น    โรคต่างๆ จะหายไปเองอายุก็ยั่งยืน มหาวิทยาลัยตามมณฑลต่างๆ ในประเทศจีนได้ผ่านการทดลองและประกาศเปิดเผยให้ทราบโดยทั่วกัน
วิธีดื่มน้ำรักษาโรคสามารถรักษาโรคดังต่อไปนี้ คือ ท้องผูก ปวดหัว เวียนศีรษะ  โลหิตจาง โรคประสาท ความดันโลหิตสูง อัมพาตทั้งกาย เป็นลม ปากเบี้ยว  โรคปวดตามข้อ โรคอ้วนพี ปวดในกระดูกเส้นเอ็น ปวดเมื่อย หูอื้อ ใจเต้น  มือเท้าอ่อนเพลีย โรคไอ โรคหืด หอบ หลอดลมอักเสบ วัณโรค เยื่อสมองอักเสบ โรคตับ  โรคไต เป็นนิ่ว กรดเปรี้ยวในกระเพาะอาหารมากเกินไป กระเพาะอืด  กระเพาะอาหารเป็นแผลเน่าเรื้อรัง โรคบิด โรคริดสีดวงทวาร โรคเบาหวาน สายตาอ่อน  โรคตาต่างๆ ตาออกเลือด สตรีประจำเดือนไม่ปกติ ระดูขาว มะเร็งในมดลูก  มะเร็งเต้านม จมูกอักเสบ เจ็บคอ และโรคผิวหนังต่างๆ
อย่างไรก็ตาม นอกจากการดื่มน้ำตามหลักที่ดีแล้ว การรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ และมีประโยชน์(มีโภชนาการที่ดี)  การออกกำลังตามสมควร  รวมถึงการทำจิตใจให้เข้มแข็ง  มีสติ  รู้จัการให้ การแบ่งปัน และหยิบยื่นโอกาสดีดีให้แก่ผู้อื่นบ้าง  รวมๆ แล้วน่าจะช่วยให้มีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีความสุขได้ แบบนี้ไม่ต้องลงทุนสูงก็ได้นะค่ะ  (จาก...บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  )

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561

การฝึกจิต

วันนี้ ตื่นประมาณตี ๐๕.๐๐ น. ได้ฝึกนั่งสามาธิ โดยเริ่มไหว้พระ สวดมนต์ด้วยบทอิติปิโส พาหุงมหากา เสร็จแล้ว ได้นำบทสวดคาถาเงินล้าน ของหลวงพอ่ฤาษี ลิงดำ วัดท่าซุง มาเป็นองค์ภาวนา

แรก ๆ จิตไม่สามารถรวมเข้าเป็นสมาธิ จิตใจจะยังวอกแวก เตลิดออกไปข้างนอก ทำให้การภาวนายังไม่คล่อง การหายใจก็ฝืด ไม่ลื่นไหล ทำให้การภาวนาติดขัด หายใจไม่เป็นจังหวะ ขาดความต่อเนื่อง

จิตของคนเราตามปกติจะชอบไหลลงไปทางต่ำ และวิ่งออกนอกกายตนเอง ไปยึดติดตามอารมณ์ต่าง ๆ ที่ชอบใจ และไม่ชอบใจ




ส่วนมากจิตใจจะชอบไปติดและเสาะหาแต่อารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับคนอื่น สภาพแวดล้อม และนำมาคิดปรุงแต่งไปต่าง ๆ นานา การหางานให้จิตทำ จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าของจิตนั่นจะต้องทำ

หากปรุงแต่งไปในทางทีดี มีประโยชน์ ก่อความสุข ความสบายใจ ความเยือกเย็นใจ และความสงบใจ ก็จะทำให้สุขภาพจิตใจมีอารมณ์ดี เพลิดเพลินไปตามการปรุงแต่งนั่น...มีความสุข

หากปรุงแต่งไปในทางที่ไม่ดี มีโทษกับตนเอง และผู้อื่น ทำให้จิตใจความเศร้าหมอง เครียด วิตก กังวล คิดไปในทางลบ มีการปรุงแต่งในทางร้าย ๆ ก็จะทำให้จิตใจมีความร้อนรน กระเสือกกระสน ไม่มีหลักจับ ก็จะส่งผลให้การกระทำออกมาทางกาย ใบหน้า เศร้าหมอง กลายเป็นคนเครียด คนวิตกจริต...มีความทุกข์

ก็ต้องพยายามดึงจิตใจเหล่านนั่นเข้ามาสู่บทที่เราสวดภาวนา ใช้เวลาสักพัก ก็จะเริ่มเข้าที่ มีการจดจ่อกับบทสวดที่เรากำลังสวดอยู่ การหายใจเป็นจังหวะ การภาวนาไม่ติดขัด เริ่มคล่องตัว สมาธิค่อย ๆ มีเพิ่มขึ้น ๆ ..หางานให้จิตทำ

เมื่อจิตเริ่มมีสมาธิ การสวดมนต์ก็จะเริ่มคล่อง จิตก็จะมุ่งไปจดจ่ออยู่กับบทที่เราสวด ทำให้การสวดมีจังหวะ คล่องแคล่ว สภาพของจิตใจขณะนั้น จะมีอาการอ่อนโยน ไม่กระด้าง จิตมีความนุ่มนวล  ละเอียดลงไป ทำให้กายเริ่มเบาสบาย จิตใจมีความสงบ ความเยือกเย็น เข้ามาแทนที่

เมื่อเรานั่งสวดภาวนาไปสักพักหนึ่ง ใจมีสมาธิมั่นคงขึ้น การสวดคล่องแคล่ว ไม่ตกหล่น ใจมีความเย์อกเย็น มีความสงบเกิดขึ้น สักพักหนึ่ง ใจจะเริ่มมีความสวางไสวเกิดขึ้น..จิตเริ่มทำงาน เกิดพลัง...

ทำให้ตัวเราเองเบา นั่งตัวตรง กายไม่หนัก จิตใจไม่หวั่นไหว จดจ่ออยู่กับบทสวดที่เรากำลังสวดอยู่ จิตใจจะสงบ เยือกเย็น การสวดก็จะมีความละเอียดมากยิ่งขึ้น จิตจะเพ่งและติดตามเสียงภาวนา ไม่มุ่งเอาปริมาณ แต่เน้นคุณภาพ

ขณะนั่งภาวนา แม้จะมีเสียงรบกวนเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเสียงเครื่องบิน เสียงรถจักรยานต์รับจ้าง เสียงบ้านข้าง ๆ กำลังทำกับข้าว หรือเสียงสุนัขของบ้านตรงข้าม เสียงเหล่านี้ก็จะไม่สร้างความรำคาญใจให้กับเราแต่อย่างใด ..จิตมีอาการเข็มแข็ง

ในระหว่างการนั่งพยายามจะแยกเสียง และจิตใจให้ออกจากกัน ได้ยินเพียงสักแต่ได้ยิน แล้วปล่อยผ่านไป ไม่นำเสียง หรือสิ่งที่กระทบดังกล่าว เข้ามาปรุงแต่งในทางดี หรือ ทางเลว จิตใจจะอยุ่กลาง ๆ ไม่ยินดี ยินร้าย ไม่ไปยึดเอาอารมณ์ข้างนอกมากยึดติดไว้กับจิตใจ ปลอ่ยให้ทุกอย่าง เป็นไปตามธรรมชาติของสรรพสิ่ง

เมื่อนั่งไปได้ตามเวลาที่กำหนด แม้คืนที่ผ่านมาจะนอนไม่ค่อยหลับ เพราะไปดื่มกาแฟมา แต่ร่างกายก็ไม่เหน็ดเหนื่อย ยังมีความสดชื่น กระฉับกระเฉง ตื่นไปทำงานตามปกติ

จิตตัง ทันตัง สุขาวหา : การฝึกจิต นำสุขมาให้ ...ดั่งที่พระพุทธตรัสไว้นั่นเอง

หากเราได้ฝึกจิตจนมีความมั่นคงแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหว กับสรรพสิ่งที่มากระทบใจของเรา เพราะสรรพสิ่งเรานั่นไม่สามารถมาทำลายเราได้ ถ้าเราไม่ยอมรับสรรพสิ่งเหล่านั่นเข้านั่งอยู่ในหัวใจของเรา !!!

การรบกับอารมณ์ที่มากระทบกับเรา หากจิตใจมีความเข้มแข็ง อารมณ์เหล่านั่นก็ไม่สามารถจะเข้ายึดหัวใจเราได้ แต่ยามใดที่ใจเราอ่อนแอ แม้คารมปากของคนอื่นมากระทบเข้า ยังทำใจของเราให้อ่อนไหว และแพ้พ่ายได้เลย..การฝึกจิตก็เพื่อสิ่งเหล่านี้นี่เอง !!!

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ความเชื่อ

ความเชื่อทำให้คนเราทำได้ทุกอย่าง
ทางพุทธศาสนา เรียกว่า " ศรัทธา "
การที่คนเราจะทำอะไร จะต้องมีความคิด ว่าดี ถูกต้อง หรือไม่
ทำไปแล้วจะเกิดผลอย่างไร เป็นไปตามความเชื่อที่ตนเชื่อเป็นสำคัญ



         ศรัทธา หมายถึงความเชื่อของเราที่มีต่อทางพระพุทธศาสนา และในตนเอง  มีการแยกศรัทธา ออกเป็น ๔ ประเภท

 ๑ : กัมมสัทธา เชื่อกรรรม และเชื่อผลของกรรม  โดยเชื่อว่า ทำดี ต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว

๒ :  วิปากสัทธา เชื่อผลของกรรม ทำอย่างไรต้องได้อย่างนั่น ไม่ช้าก็เร็ว

 ๓ : กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อว่า สัตว์มีกรรมเป็นของตัวเอง  สิ่งได้รับล้วนเกิดการกระทำของตนทั้งสิ้น ไม่มีผู้ใดทำให้ได้

 ๔ :  ตถาคตสัทธา : เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

นอกจากนี้พระอรรถถาจารย์ ยังจำแนกศรัทธาออกเป็น ๔ ระดับ กล่าวคือ

ระดับที่ ๑ : อาคมนสัทธา ความเชื่อ ความมั่นใจของพระโพธิสัตย์อันสืบเนื่องมาจากการบำเพ็ญสั่งสมบารมี

ระดับที่ ๒ : อธิคมนสัทธา ความเชื่อมั่นในพระอริยบุคคล ซึ่งเกิดจากการเข้าถึงด้วยการบรรลุธรรมเป็นที่ประจักษ์

ระดับที่ ๓ : โอกัปปนสัทธา ความเชื่อหนักแน่นสนิทแน่วเมื่อได้ปฏิบัติก้าวหน้าไปในการเห็นความจริง

ระดับที่ ๔ : ปสาทสัทธา  ความเชื่อเป็นเพียงความเลื่อมใส จากการได้ยินได้ฟัง


         จากการจำแนกศรัทธาดังกล่าว จะทำให้เรามองดูตนเองได้ชัดว่า เรามีศรัทธาในตนเอง ในพระพุทธศาสนา อยู่ในขั้นใด จะทำให้เราปลูกฝังให้มีเชื่อที่มั่นคงยิ่งขึ้นครับ !!!

วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561

คนมีค่า กับ คนไร้ค่า

มีเพื่อนส่งบทความมาทางไลน์ อ่านแล้วได้คติดีมาก หากนำมาบันทึกไว้กันลืม ก็จะเกิดประโยชน์ต่อตนเอง และคนที่ได้อ่าน หากมีประโยชน์บ้างต้องยกคุณความดีให้กับคนที่เขียนและส่งไลน์มาให้ครับ !!!
........
ชายชราคนนึง
รู้ตัวว่าอีกไม่นานว่าจะต้องจากโลกนี้ไป

เขามีทรัพย์สินมากมาย
ที่พร้อมจะยกให้ลูกชายทั้งสองของเขา
ในจำนวนที่เท่าๆกัน

แต่มีของมีค่าอยู่สิ่งนึงที่เขาเป็นห่วงมาก
และตัดสินใจยากว่าจะมอบให้ใครดูแล

เขาคิดหนักมาก
ว่าจะต้องตัดสินใจให้ใคร
เพราะทั้งสองก็เป็นลูกชายที่ดีทั้งคู่

วันนึงเขาเรียกลูกชายทั้งสองคนมาหา
แล้วมอบท่อนไม้ให้ลูกชายคนละ1ท่อน

แล้วบอกกับลูกชายว่า
เธอทั้งสอง จะทำอะไรกับมันก็ได้
ในอีก1อาทิตย์ ให้เอาผลงานของเจ้ากลับมาให้พ่อดู

1อาทิตย์ผ่านไป

ลูกคนที่หนึ่ง เทถุงถ่านลงที่หน้าบ้าน
ให้พ่อดูว่าท่อนไม้ที่พ่อให้มา เขาเอามันไปทำถ่าน

ลูกชายคนที่สอง
วางรูปม้าที่เกะสลักจากไม้ ให้พ่อของเขาดู
ว่าหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาเขาเอาท่อนไม้ที่พ่อให้
ไปแกะสลักเป็นม้าไม้สวยงาม

วันนั้นเองชายชรารู้ในทันทีว่า
เขาจะมอบสิ่งที่สำคัญให้ใครดูแล

เขาได้มอบเงินสดมหาศาล
ให้ลูกชายที่ทำถ่านจากท่อนไม้
และสั่งเสียไว้ว่า ให้ใช้จ่ายอย่างประหยัด

และได้มอบบริษัทเดินเรือสำราญ
กับเงินไม่มากนักให้ลูกชายคนที่สอง
ที่ทำม้าแกะสลักจ้ากท่อนไม้

ชายชราวัดสติปัญญาของลูกด้วยท่อนไม้
เพื่อดูว่าใครจะเดินหน้ากิจการต่อไปได้ดีที่สุด

และเมื่อชายชราจากไป
ลูกที่ทำถ่านจากท่อนไม้ก็ใช้ชีวิตของเขา
ด้วยเงินที่พ่อให้จนหมดก่อนที่ตัวเขาจะตายเสียอีก

ส่วนลูกชายคนที่ทำม้าแกะสลักจากท่อนไม้
ดำเนินการกิจการต่อจากพ่อจนร่ำรวยยิ่งกว่าเดิม

คนสองคนได้ไม้ไปคนละท่อนเท่าๆกัน
มีเวลาเท่าๆกัน แต่คิดกับไม้ไม่เหมือนกัน

ผลงานจึงออกมาไม่เหมือนกัน
และเมื่อผลงานไม่เหมือนกัน
รางวัลที่ได้รับก็ไม่เหมือนกัน

ในชีวิตจริงก็เหมือนกัน

เรามี24ชั่วโมงเท่ากัน
แต่เราใช้มันไม่เหมือนกัน

เรามีเฟสบุ๊คเหมือนกัน
คนนึงโพสต์ขายของยังไม่ทันลงจากที่นอน
เงินเข้าบัญชีเป็นพันๆ

อีกคนใช้เฟสบุ๊คไว้ด่าคนที่เขาไม่พอใจ
ใช้ดูชีวิตดารา ส่องเรื่องดราม่า

ชีวิตของคนทั้งคู่จึงมีคุณภาพต่างกัน

อย่าได้โทษโลกนี้ว่าไม่มีความยุติธรรม
เราทั้งนั้นที่...ทำตัวเอง

อย่าได้โทษว่าคนเรามีต้นทุนชีวิตไม่เท่ากัน
ตราบที่มีมือมีตีนเท่ากัน ต้นทุนชีวิตก็คือเท่ากัน

ทำท่อนไม้ของคุณเถอะ...
เพราะนั่นมันหมายถึง ผลตอบแทนในชีวิตคุณ

เอาท่อนไม้ไปทำถ่านก็ขายได้ถุงละ55บาท
เอาท่นไม้ไปทำม้าแกะสลักขายได้ตัวละ5,000

มันอยู่ที่คุณจะเอา55หรือ5,000...?

ไปสังเกตดูให้ดี
โลกนี้ มีแต่คนเก่งและคนสำคัญ
ที่ได้รับตำแหน่งสำคัญๆ

#โลกไม่มอบของล้ำค่าให้อยู่ในมือคนไร้ค่าหรอก

สิริทัศน์ สมเสงี่ยม

อยากอายุยืน...ทำไง

คนทุกคนปรารถนาอยากให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีอายุยืน มีลาภยศสรรเสริญ และมากล้นด้วยโภคทรัพย์  แม้จะร่ำรวยมหาศาลถ้าปราศจากสุขภาพที่แข็งแรง และมีอายุยืนแล้ว สิ่งที่มี และสิ้งที่ได้ก็ไร้ประโยชน์ ลองมาอ่านคำแนะนำของผู้มีอายุยืนท่านนี่ ครับ !!!

นายแพทย์ เฉก ธนะสิริ (อายุ 91 ปี)
เจ้าของผลงานหนังสือ อายุ 120 ปี ทำไมจะทำให้ไม่ได้

1. ผมเริ่มหันมาดูแลตัวเองอย่างจริงจังตั้งแต่อายุ 35 ปี ผมเป็นนักกีฬา ไม่เคยป่วย ไม่เคยเจ็บ ตอนทำงานคนอื่นเขาลาป่วยกัน ผมไม่เคยลา ผมวิ่ง ว่ายน้ำ ขึ้นเขาลงห้วยมาหมด พอเป็นอย่างนั้นผมก็มาตั้งเป้าหมายของตัวเองว่าอยากมีอายุยืนยาวถึง 120 ปี
.
2. ที่ผมตั้งเป้าหมายว่าอยากมีอายุถึง 120 ปี ก็เพราะ หนึ่งผมเป็นหมอ เลยอยากทดลองกับตัวเอง และสอง เป็นการทำให้ตัวเองไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่นอนป่วย ถ้าเป็นคนอื่นที่มีอายุขนาดนี้เขาป่วยตายกันไปเเล้ว แต่ผมยังเเข็งแรง ขับรถทางไกลไปหัวหิน ไปไหนมาไหนได้สบายๆ
.
3. ผมกินแบบช้าง ม้า วัว ควาย ไม่ได้กินแบบเสือ สิงโต หมา แมว เนื้อสัตว์ผมจะกินให้น้อยที่สุด กินเเต่ผัก กินผลไม้ ก็ทำให้แข็งแรงน่ะสิ ตลอดชีวิตผมให้เลือดไปทั้งหมด 114 ครั้ง ได้เลือดรวม 60 ลิตร ผมให้เลือดจนถึงอายุ 70 กว่าปีเพราะแข็งแรง คนปกติแค่อายุ 60 เขาก็หยุดให้เเล้ว เพราะกรุ๊ปเลือดผมเป็นเอบี หายาก มีน้อย
.
4. สุขภาพที่ดีมาจากการออกกำลังกายสม่ำเสมอ น้ำหนักส่วนสูงต้องเป๊ะ คนอ้วนๆ ตายเร็วทั้งนั้นแหละ สังเกตดีๆ คนอายุยืนรูปร่างจะสูงเพรียว แต่ถ้าอ้วน ความดัน เบาหวาน โรคไต โรคตับ โรคอะไรร้อยแปด สุดท้ายก็ตายเร็ว
.
5. ถ้าอยากดูแลสุขภาพตัวเอง เริ่มต้นง่ายๆ แค่ดูน้ำหนักกับส่วนสูง ผู้ชายสูงกี่เซนติเมตรให้เอา 100 ลบ แก้ผ้าชั่งน้ำหนักเลยนะ สมมติสูง 170 หัวเด็ดตีนขาดอย่าเกิน 70 กิโลกรัม ถ้าจะให้ดียิ่งไปอีกเอา 105 ลบ ส่วนผู้หญิงให้เอา 110 ลบ หุ่นนางงามอย่าง อาภัสรา หงสกุล สูง 170 น้ำหนัก 50 กิโลกรัม เห็นไหมเขาถึงได้เป็นมิสยูนิเวิร์ส
.
6. การวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุด ไม่ต้องมีสระว่ายน้ำ ไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไร นอกจากไปซื้อรองเท้ามาคู่หนึ่ง คนวัยทำงานควรหาเวลาออกกำลังกายอย่างน้อยๆ 3-4 วันใน 1 สัปดาห์ ก็ไปวิ่งสิ ให้ได้สักวันละ 5 กิโลเมตร วิ่งแล้วหัวใจก็แข็งแรง กล้ามเนื้อเเข็งแรง เหงื่อออก น้ำหนักตัวก็จะลดลง
.
7. คนเราก็มีอยู่สองอย่าง มีคิดผิดกับคิดถูก ที่บอกว่ายิ่งแก่ยิ่งหมดไฟในการมีชีวิต ก็คนแบบนั้นมันคิดไม่เป็นไง หรือไม่ได้คิด เอาแต่เที่ยวเตร่ กินเหล้าเมายา สูบบุหรี่ เที่ยวหามรุ่งหามค่ำ แต่ผมไม่ ทุกวันนี้สนุกจะตาย ทดลองใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ
.
8. คำว่า ‘ความสุข’ กับ ‘อายุยืน’ นั้นมาคู่กัน สุขอื่นใดยิ่งกว่าความสงบไม่มี พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ เพราะฉะนั้น เราก็ทำจิตใจให้สบาย สงบ ไม่เครียด ไม่จุ้นจ้าน ไม่หาเรื่อง ไม่โกรธ จิตใจมันก็สบาย แล้วสร้างแต่บุญสร้างแต่กุศล คนชั่ว คนใจบาปหยาบช้าไม่มีทางมีความสุขและอายุยืนยาวได้เลย คุณต้องทำจิตใจให้สบาย สร้างแต่บุญกุศล และทำแต่ความดี
.
9. ผมแทบไม่มีเรื่องที่เสียดายในชีวิต เพราะผมวางแผนไว้หมดทุกอย่าง ผมเริ่มต้นดูแลสุขภาพมาตั้งแต่อายุยังน้อยๆ วางแผนทุกอย่างตั้งแต่การออกกำลังกาย การกินอาหาร และพักผ่อนนอนหลับ เรื่องที่เสียดายเกือบจะไม่มี เพราะชีวิตมันคือการวางแผน ผมวางแผนไว้ตั้งแต่หนุ่มๆ และมันเป็นไปตามแผนหมดทุกอย่าง หนังสืองานศพก็มี ความหมายของการมีหนังสืองานศพของตัวเองคือการเตรียมตัวเตรียมใจ พูดง่ายๆ ว่าเตรียมพร้อมทุกอย่างไว้แล้ว คนเขียนคำไว้อาลัยให้เสร็จสรรพเรียบร้อยหมด
.
10. สิ่งที่มีคุณค่าสำหรับคนวัยผมก็คือการเห็นความก้าวหน้าของลูกหลานและเหลน ลูกทุกคนมีครอบครัวที่ดี เหมือนกับเราปลูกต้นไม้ เห็นต้นไม้ออกดอกผล ไม่มีด้วงไม่มีแมลงมาเกาะมันก็คือความสุข
.
11. ชีวิตคนเราไม่ต้องมีต้นแบบ ตัวเราเป็นต้นแบบของตัวเองได้ อย่างผมไง ผมดูแลสุขภาพ วางแผนชีวิตตัวเองมาตลอดตั้งแต่ยังหนุ่มๆ ไม่จำเป็นต้องหาต้นแบบจากที่ไหน

อ่านแล้วเป็นไงครับ...อย่าลืมนำไปใช้นะครับ!!!

…

การประชุมคณะอนุกรรมการปฏิรูปองค์การ อส.


        วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๑ ท่านสมสุข มีวุฒิสม รองอัยการสูงสุด เป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการปฏิรูปองค์การสำนักงานอัยการสูงสุด และคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง ครั้งที่ ๒ / ๒๕๖๑ ณ ห้องประชุม ๙๐๑ ชั้น ๙ สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร


                          
                ที่ประชุมได้รับทราบผลการคัดเลือกตัวแทนข้าราชการฝ่ายอัยการเป็นคณะอนุกรรมการปฏิรูปองค์การฯจำนวน ๑๘ คน  แยกเป็นตัวแทนข้าราชการอัยการ จำนวน ๑๐ คน และตัวแทนข้าราชการธุรการ จำนวน ๘ คน


                นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลความคืบหน้าของคณะทำงานปฏิรูปประเทศในส่วนที่เกี่ยวข้องสำนักงานอัยการสูงสุด และรายงานผลการดำเนินงานของคณะทำงานด้านกระบวนการขับเคลื่อนและนำองค์กร และด้านทรัพยากรมนุษย์ ทั้ง ๙ กลุ่ม
                      




                                      
                และที่ประชุมให้ความเห็นชอบในหลักการแนวทางการจัดทำแผนปฏิรูปองค์การสำนักงานอัยการสูงสุด และให้ฝ่ายเลขานุการดำเนินการแก้ไขในส่วนเนื้อหาที่คณะอนุกรรมการเสนอแนะ และไปจัดลำดับความสำคัญของการปฏิรูปในแต่ละด้าน พร้อมทั้งจัดทำแผนงาน/โครงการ ที่เกี่ยวข้องแล้วนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการในครั้งต่อไป


                        

                                         ประธานได้นัดประชุมครั้งต่อไปในวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๑ ณ ห้องประชุม ๙๐๑ ชั้น ๙ ในเวลาเดิม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นร่างแผนปฏิรูปองค์การของ อส. ตอไป

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ความสัมพันธ์ที่ดี

มีเพื่อนส่งไลน์เรื่องความสัมพันธ์ที่ได้เรียนรู้ เห็นว่ามีประโยชน์ จึฃขอบันทึกไว้ที่นี่

ความสัมพันธ์ที่ได้เรียนรู้
---
1. ลดจำนวนผู้คนในชีวิตลงบ้าง เพราะจำนวนไม่ได้นำมาซึ่งความสุขเสมอไป

2. ผู้คนที่แวดล้อมตามมาด้วยความคาดหวัง เราอาจเฮฮาสังสรรค์กับเพื่อนมากมาย แต่ช่วงเวลานั้นกลับไม่ได้เป็นตัวเอง เอาแต่พยายามทำให้คนเหล่านั้นรู้สึกดี

3. ให้เวลากับวงสนทนาเล็กๆ แต่ลึกซึ้ง อยู่กับคนที่เรารู้จักเขาเป็นอย่างดี และเขารู้จักเราเป็นอย่างดี วงสนทนาเช่นนี้ย่อมมีความเห็นอกเห็นใจ มีเมตตา และมิตรภาพที่แท้จริง

4. วงสนทนาที่ดีคือวงสนทนาที่ให้ความสำคัญของการ "ฟัง" ในวงนั้นเรามักได้ฟังความทุกข์ของกันและกัน เรื่องที่หน่วงใจ เรื่องเช่นนี้ทำให้เรารู้จักกันดีขึ้น

5. วงสนทนาที่เน้นจำนวนคนเหมือนลูกโป่งที่พองตัวขยายใหญ่ แต่ผิวบาง พร้อมจะแตกโพละได้ทุกเมื่อ ไม่เหนียวแน่น

6. ในวัยหนึ่งเราอาจต้องการมีเพื่อนมาก แต่เมื่อถึงอีกวัยหนึ่งเราจะพบว่า สิ่งที่ต้องการคือเพื่อนแท้-ซึ่งไม่ต้องมากมายอะไร น้อยแต่ลึกมีคุณภาพกว่ากว้างแต่ว่างโหวง

7. เพื่อนที่แท้คือคนที่เรากล้าร้องไห้ต่อหน้าโดยไม่กลัวว่าเขาจะตัดสินเรา บอกความลับให้เขาฟังได้ กระทั่งเรื่องที่เราผิดพลาดหรือสามารถสารภาพบาปกับเขา

8. เพื่อนแบบนี้มีไม่มาก และเมื่อพบแล้ว เราเองก็มักจะเป็นเพื่อนแท้ของเขาเช่นกัน

9. ถึงเวลาหนึ่งจึงเข้าใจว่าเรามุ่งเน้นความต้องการผิดไป เรามุ่งเน้น "ปริมาณ" ของความรักจากคนหลายคน แต่อันที่จริงเราอาจต้องการ "ปริมาณ" นั้นจากคนเพียงคนเดียว, หรือไม่กี่คน

10. เหมือนดอกไม้ปลอมทั้งช่อก็ไม่สวยเท่าดอกไม้จริงเพียงหนึ่งดอก มีเพียงดอกไม้จริงเท่านั้นมีมีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ

11. บ่อยครั้งที่หัวเราะเฮฮากับคนจำนวนมาก แล้วรู้สึกเงียบเหงาเมื่อต้องกลับบ้านตามลำพัง

12. ต่างกันกับวงสนทนาคุณภาพที่โอบอุ้มเราไว้แม้เราจะกลับไปอยู่ตามลำพังอีกหน แต่เรารู้สึกเสมอว่ามีคนที่ห่วงใยเราและพร้อมจะปลอบโยนเราเสมอ

13. การคุยที่เนิ่นนานอย่างลึกซึ้งอาจมีเสียงหัวเราะน้อย แต่กลับทำให้เราเข้าถึงความสุขที่แท้--ซึ่งไม่จำเป็นต้องหัวเราะ

14. อย่าได้กังวลว่ามีเพื่อนน้อย จงกังวลว่าไม่มีเพื่อนแท้

15. จะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็น "เพื่อนแท้" ไม่ยากเลย หากเรามีคนเช่นนั้นในชีวิต เราจะรู้สึกขอบคุณที่มีเขา และเขาเองก็มักขอบคุณที่มีเรา ในชีวิตเราอาจพบคนเช่นนี้แค่ไม่กี่คน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา แจกันสวยๆ ไม่ได้ต้องการดอกไม้ทั้งทุ่งมาประดับ หากต้องการดอกไม้ที่เหมาะกับแจกันนั้นต่างหาก เมื่อพบแล้ว ดอกไม้จะทำให้แจกันสวยขึ้น ขณะเดียวกัน-แจกันก็จะทำให้ดอกไม้สวยขึ้นเช่นกัน

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561

สุด แรงต้าน : การเพิ่มขึ้นของเทคโนโลยี

9 สิงหาคม 2561 ภาคบ่ายได้ฟังการสัมมนาเรื่อง สุดแรงต้าน: การเพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีและธุรกิจที่ทำให้เราเสพติดกันในปัจจุบัน

มีประเด็นที่วิทยากรได้พูดถึง กรณีเกมส์ทางออนไลน์ ซึ่งเกมส์ที่มีในระบบออนไลน์ต่างๆผู้ออกแบบเกมส์ใช้หลักการของพ่อค้ายาเสพติดมาใช้ โดยใช้วิธีการและเป้าหมายที่จะให้คนเล่น มีการการกระทำซ้ำๆ บ่อย ๆ จนมีพฤติกรรมเสพติด ด้วยเทคนิคเหล่านี้

สาเหตุที่ติดเกมส์ เพราะ

-การทำให้เกิดความท้าทาย และอยากชนะ โดยมีการเพิ่มความยากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อเป็นการท้าทาย ให้ผู้เล่นได้เกิดความท้าทายและเอาชนะตนเอง เมื่อชนะแล้วก็จะเกิดความภูมิใจ

- การให้รางวัล ในเกมส์จะมีการเพิ่มรางวัล ถ้าผุู้เล่น ได้เล่นเกมส์ทำได้ตามที่กำหนด จะทำให้ผู้เล่นได้รับรางวัล ผู้เล่นก็จะเข้าเล่นบ่อย ๆ ทำเพื่อต้องการรางวัล

- การตอบสนอง บางเกมส์ ถือจำนวนผู้ที่เข้ามาคอมเมนส์จำนวนมาก และนอกจากนั้นการเล่นต่าง ๆ ยิ่งมีคนเข้ามาชื่นชมมาก คนเล่นก็จะมีความสุขใจและเพลิดเพลินกับการเข้าติชมของคนที่ติดตาม

- มีการขยายขอบเขตบางเกมส์มีการเพิ่มจำนวน ขนาดมากยิ่งขึ้น จะทำให้คนเล่น ยิ่งทำได้มากเท่าใด ยิ่งมีความสนุกมากขึ้น

- มีเรื่องน่าตื่นเต้นเกมส์สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้เล่น ยิ่งเล่นยิ่งตื่นเต้น ทำให้คนเล่นลืมความเศร้า ความเครียด และ ลืมอดีต เล่นแล้วสร้างความตื่นเต้น สนุกมากยิ่งขึ้น

- มีปฎิสัมพันธ์กับสังคม ยิ่งมีคนเข้าอ่านมากเท่าใด จะทำมห้คนเราเข้าบ่อย ๆ เพื่อติดตามจำนวนคนผู้เข้ามาอ่านหรือคอมเมนส์

จะเห็นว่าคนที่ออกแบบเกมส์ จะมีหลักคิด และแนวทางในการสร้างความผูกพันให้กับผู้ใช้บริการ โดยเลียนแบบแนวคิดมาจากหลักการของพ่อค้ายาเสพติด ผู้เข้าเล่นเกมส์ จึงมีอาการเสพติดเฉกเช่นเดียวกันกับผู้ที่ติดยาเสพติด

ท่านลองคิดดูว่า ที่ท่านติดสิ่งเสพติดดังกล่าวเพราะเหตุใดบ้าง...น่าคิด!!!

พฤติกรรมการเสพติด

วันนี้ มาร่วมสัมมนา เรื่อง การเสพติด ย้อนอดีตสู่อนาคต:ปัญหาและทางออก ระหว่างวันที่ 9-10 สิงหาคม 2560 ณ ห้องวิภาวดีบอลบูม โรงแรมเซนทาราอกรนด์ กรุงเทพมหานคร

การบรรยายนอกจากพูดเรื่องเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว ยังพูดถึงสิ่งเสพติดอื่นๆ ด้วย และมีคำพูดหนึ่งที่พูดถึงคือ...พฤติกรรมการเสพติด..เป็นเรื่องใหม่


พฤติกรรมการเสพติด (Behavioral Additions) หมายถึงการกระทำกิจกรรมสิ่งหนึ่งบ่อย ๆ ซ้ำๆ หวังผลเพื่อความพึงพอใจเฉพาะหน้า แต่กลับทำร้ายทั้งตนเอง - ครอบครัว - สังคมในระยะยาว

พฤติกรรมมีหลายรูปแบบ ได้แก่เสพิดการกิน ติดบุหรี่ ติดสุรา ติดอินเตอร์เนต ติดสังคมออนไลน์ ติดโทรศัพท์ ติดเกม ติดการพนัน ติดช้อปปิ้ง ติดการมีเพศสัมพนธ์ ติดการออกกำลังกาย ติดการทำงาน

หากฟังตามที่บรรยายมา เราคนหนึ่งที่มีพฤติกรรมการเสพติดเช่นกัน เช่น ติดสังคมออนไลน์ นิดการ ออกกำลังกาย เป็นต้น

แต่เสพติดสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นผลดีต่อตนเอง ครอบครัว สังคม หากไม่มากเกินไป ก็น่าจะไม่มีปัญหา แต่ ที่เกิดปัญหาน่าจะเกิดจากการหมกหมุ่นและทำมากเกินไป ทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย จิตใจ ทำให้ตนเองเกิดโรคภัย ทำให้เกิดปัญหาครอบครัว และสังคมตามมา

ท่านลองคิดดูว่า ท่านเสพติดสิ่งใดบ้างในขณะนี้

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561

สิ่งเสพติด

สรุปจากการฟังบรรยรายพิเศษ
สาเหตุการเกิดสิ่งเสพติดคือ
_ปัจจัยภายนอก
_ปัจจัยภายใน
มีดารนำสิ่งสมัยใหม่เข้ามาในโลกเก่า ได้แก่ ไข้ทรพิษ และโรคสุราเรื้อรัง
สิ่งเสพติด ไม่มีเฉพาะยาเสพติดเท่านั้นแต่รวมถึงเสพติดอย่างอื่นด้วย เช่นความสุขการติดมือถือ ติดเกมส์ ติดการพนัน ล้วนเป็นสิ่งเาพติดทั้งสิ้น

ต่างประเทศ นำเรื่องยาเสพติดไปอยูในการควบคุมของกรัทรวงสาธารณสุข แต่ประเทศไทยนำมาอยู่กับฝ่ายความมั่นคง

ต้องเปลี่ยนทัศนคติเรื่องยาเสพติด ต้องคิดว่าเป็นทางโรคของสมอง จะแก้ำขปัญหาทางกระบวนกฎหมายไม่ได้

เหตุที่ทำชั่ว

มีเพื่อนท่านหนึ่งไดส่งไลน์นี่มาให้ จึงบันทึกไว้ เพื่อจะได้ทราบสาเหคุของการทำขั่วของคนเราจะมีปราก ฎในคัมภีร์ทางศาสนาไว้ในคัมภีร์อภิธรรมได้แจกแจงถึง สาเหตุที่ทำให้คนเป็นคนชั่วไว้ ๕ ประการ

๑. ชั่วเพราะสันดานเดิม

สันดานเดิมในที่นี้ ในบาลีจริง ๆ มุ่งเอากรรมชั่วที่สั่งสมไว้ในอดีตชาติ  หมายความว่า อดีตชาติเคยสั่งสมกรรมชั่วในลักษณะใดลักษณะหนึ่งเอาไว้จนเป็นนิสัยสันดาน ครั้นตายไปแล้วกลับมาเกิดใหม่ กรรมชั่วที่สั่งสมเอาไว้ก็ยังคงติดตามมา และกลายเป็นคุณสมบัติประจำตัวอีก เรียกว่ามีเชื้อชั่วติดตัวมา เช่น กรณีของพระเทวทัต แม้จะเกิดในราชสกุล แต่เพราะสันดานชั่วที่สั่งสมมามีกำลังมากกว่า ย่อมผลักดันให้กลายเป็นคนชั่วในที่สุด

ความจริงในข้อนี้ หากพิจารณาในปัจจุบัน ก็อาจพอเห็นร่องรอยได้บ้าง เช่น เด็ก(รวมถึงผู้ใหญ่) บางคนเกิดในครอบครัวดี พ่อแม่เป็นคนดีมีฐานะ เป็นที่นับหน้าถือตาของคนในสังคม แต่กลับมีความประพฤติตรงกันข้าม นั่นเป็นเพราะสันดานชั่วฝังอยู่ในกมลสันดาน

๒. ชั่วเพราะสิ่งแวดล้อมพาไป

สิ่งแวดล้อมนี้ได้แก่สภาพแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ข้างตัว ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนฝูง สังคม รวมถึงสถานการณ์ต่าง ๆ ที่มีส่วนกำหนด หรือบังคับให้ต้องเลือกกระทำความชั่วลักษณะใดลักษณะหนึ่ง อาจจะ
โดยเต็มใจ หรือไม่เต็มใจก็ได้




๓. ชั่วเพราะคบคนชั่ว

ในบาลีพระพุทธพจน์ทรงย้ำเรื่องของการคบคนไว้ว่า คบคนเช่นไรเป็นเช่นนั้น (ยํ เว เสวติ ตาทิโส) ในมงคลสูตรข้อแรกจึงสอนให้เรา "ไม่คบคนพาล” และ “เลือกคบแต่บัณฑิต” นั่นเป็นเพราะว่า ธรรมชาติของคนเรา เมื่อคบค้าสมาคมกับใครเป็นมิตรสหายแล้ว  ก็ย่อมเปิดโอกาสให้เกิดการหลอมอัธยาศัยให้เข้ากันได้โดยง่าย  การคบค้าสมาคมกับคนชั่วจึงเท่ากับเปิดช่องให้ผู้นั้นกลายเป็นคนชั่วตามไปด้วย คล้าย ๆ กับสำนวนอุปมาอุปมัยโบราณที่ว่า “กฤษณาห่อปลาเน่าก็พลอยเน่าเหม็นไปด้วย”

๔. ชั่วเพราะปฏิเสธสิ่งดีงาม

“ชั่วเพราะปฏิเสธสิ่งดีงาม” ผู้เขียนบทความนี้ แปลมาจากศัพท์บาลีว่า "ไม่ฟังธรรมของสัตบุรุษ" เหตุผลที่แปลเช่นนี้เพราะไม่ต้องการให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายของคำว่า “ฟังธรรม” คับแคบไปจนเหลือเพียงการฟังเทศน์ฟังธรรม และคนที่จะเทศน์จะแสดงก็เหลือเพียงพระสงฆ์เท่านั้น.

ความหมายของการ “ไม่ฟังธรรมของสัตบุรุษ” จริง ๆ แล้วมีความหมายถึงว่า ไม่ยอมรับฟังคำชี้แนะ ข้อเสนอแนะ คำตักเตือน คำสั่งสอนอันดีงามจากผู้ที่มีความรักความปรารถนาดีต่อตนเอง เป็นการปฏิเสธ หรือไม่ยอมรับคำสอน เช่น เด็กไม่ฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ นักเรียนไม่ฟัง
คำตักเตือนของครู เพื่อนปฏิเสธคำตักเตือนของเพื่อน เจ้านายไม่ฟังคำทักท้วงจากลูกน้อง ลูกน้องไม่ฟังคำตักเตือนจากเจ้านาย เป็นต้น

ผู้ที่ตกอยู่ในสถานะเช่นนี้ ย่อมมีโอกาสพลาดพลั้งกระทำในสิ่งที่เป็นความชั่ว ความเสียหายได้โดยง่าย

๕. ชั่วเพราะคิดผิด

ข้อนี้ เพ่งถึงความคิดความอ่านที่บุคคลนั้น ๆ ตั้งเอาไว้ในใจ อาจอยู่ในรูปของค่านิยม ทัศนคติ ความเชื่อ ความเข้าใจอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจกระทำหรือไม่กระทำ รวมไปถึงการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ หรือสนับสนุนการกระทำของตนให้เกิดความชอบธรรม เช่น ตนเองทำความผิด พอถูกจับได้ไล่ทันก็สร้างเรื่องว่าถูกกลั่นแกล้ง ถูกใส่ร้าย เป็นต้น

นอกจากนั้น ยังขยายขอบเขตไปถึงความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม เช่น เชื่อว่าบาป-บุญ คุณ-โทษ นรก-สวรรค์ไม่มี ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วกลับได้ดี เป็นต้น

ผู้ที่มีความเชื่อ หรือทัศนคติเช่นนี้ ย่อมเปิดช่องให้ทำความชั่วได้โดยง่าย และถือเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะพฤติกรรมทั้งหมดของคนเรา ล้วนแล้วแต่ออกมาจากความรู้สึกนึกคิดทั้งสิ้น

ในพระบาลี จึงมีพระพุทธพจน์เตือนใจเราไว้ว่า...
     
"จิตที่บุคคลตั้งไว้ผิด กระทำอันตรายได้มากกว่า ศัตรูผู้มุ่งร้ายต่อเรา"

ทั้งนี้เพราะศัตรู ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็ทำอันตรายเราเพียงชั่วครั้งชั่วคราว
และเราเองก็สามารถหาทางป้องกันได้

ขณะที่จิตที่ตั้งไว้ผิดนั้นทำอันตรายตลอดชีวิต แม้นตายไปแล้ว
ก็ยังสามารถตามเราไปทุกภพทุกชาติ

ตราบเท่าที่เรายังไม่ละวาง ความเห็นผิดนั้น.



ฝึกจิต..นำสุขมาให้

ทุกคนต่างปรารถนาอยากมีอายุยืนยาว
แต่การกระทำของตนเอง บางครั้งขัดแย้งกันเอง
ใจอยากมีอายุยืนยาว การกิน การดื่ม การกระทำกลับเป็นการบั่นทอนอายุให้สั้นลง
การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา เสพยาเสพติด การนอนดึก ไม่ชอบออกกำลังกาย ล้วนเป็นสาเหตุทำให้อายุสั้นลง
แม้บุคคลเหล่านี้ หากไปถามเขาว่า...อยากมีอายุยืนหรือไม่
ทุกคนล้วนตอบตรงกันว่า...อยากมีอายุยืน


หากถามว่า...ทำไมเขาถึงไม่ทำล่ะ
คงตอบว่า...แพ้ใจตนเอง ทำไม่ได้ ก็อยากตามใจปากไง
สารพัดต่างมีคำแก้ตัว ทำไม่ได้เพราะ.....
การฝึกเป็นวิธีการอย่างหนึ่งในการสร้างวินัยให้กับตนเอง
แรกๆก็คงลำบากไปบ้าง เปรียบดั่งการก้าวเดินก้าวแรก
ดูจะเหน็ดเหนื่อย หนักขา ก้าวไปอย่างยากลำบาก หากฝืนทำไปเรื่อยก็จะดีเอง
หากทำเป็นประจำ จะส่งผลให้ร่างกายเข้มแข็ง วันใดไม่ได้เดิน ไม่ได้ไปออกกำลังกาย...ใจเริ่มหงุดหงิด
ดั่งที่พระบรมศาสดาตรัสว่า...จิตตัง ทันตัง สุขัง เนติ...จิตที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้
การที่เราไม่สามารถบังคับใจตนเอง เพราะเราขาดการฝึกจิต หากมีกานฝึกจิตบ่อย ๆ ก็จะทำมีภูมิคุ้มกันในการแก้ไขปัญหา ยามที่จิตมีอาการ...จิตตก
จะทำให้เราสามารถนำจิตกลับคืนสู่สภาพปรกติรวดเร็วยิ่งขึ้น
การฝึกเท่านั้นจะทำให้เรา ทำได้ดั่งที่เราอยาก..เราคิด...


วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561

คดีครอบครัว..เป็นอย่างไร

คนส่วนมากจะคุ้นหู หรือ เคยได้ยินกันแต่ในเรื่องคดีอาญา คดีแพ่ง พอพูดถึงคดีครอบครัว ก็จะงง ๆ

คดีครอบครัว ได้แก่คดีที่ฟ้องหรือร้องขอต่อศาล หรือกระทำการใด ๆ ในทางศาลเกี่ยวกับผู้เยาว์ และครอบครัว การดำเนินคดีครอบครัวนั่น ส่วนใหญ่จะเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ยกเว้น คดีอุทลุม เท่านั่น

คดีดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นส่วนใหญ่ ที่จะต้องไปใช้สิทธิ์ในชั้นศาล



คดีที่มีการบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เกี่ยวข้องกับคดีครอบครัว  มีในกรณีดังต่อไปนี้

๑) ฟ้องคดีแทนเด็กปฏิเสธความเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของชาย (ปพพ.มาตรา ๑๕๓๙,๑๕๔๕)

๒) ร้องขอให้ศาลตั้งผู้แทนเฉพาะคดี เพื่อฟ้องคดีแทนเด็ก (มาตรา ๑๕๕๕,๑๕๕๖)

๓) ร้องขอให้ศาลสั่งให้ถอนอำนาจปกครอง (มาตรา ๑๕๘๒)

๔) ร้องขอให้ศาลตั้งผู้ปกครอง (มาตรา ๑๕๘๕,๑๕๘๖) และร้องขอให้ศาลสั่งถอนอำนาจตั้งผู้ปกครองและมีคำสั่งเกี่ยวกับผู้ปกครองต่อไป (มาตรา ๑๕๘๘)

๕) ร้องขอให้ศาลสั่งให้ผู้ปกครองหาประกันอันสมควรในการจัดการทรัพย์สินของผู้อยู่ในปกครอง (มาตรา  ๑๕๙๗,๑๕๙๘)

๖)  ร้องขอให้ศาลถอนผู้ปกครอง (มาตรา ๑๕๙๘/๘,๑๕๙๘/๙)

๗) ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้รับบุตรบุญธรรม (มาตรา ๑๕๙๘/๒๑,๒๒,๒๓) การเลิกรับบุตรบุญธรรม (มาตรา ๑๕๙๘/๓๑)

๘) ร้องขอให้ศาลตั้งผู้ปกครอง,อนุบาล,ผู้พิทักษ์ (มาตรา ๑๖๑๐)

๙)  ร้องขอให้ศาลสั่งให้เป็นไร้ความสามารถ และคำสั่งให้เพิกถอน (มาตรา ๒๙,๓๑)

๑๐) ร้องขอให้ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนยไ้ความสามรถ และสั่งเพิกถอน(มาตรา ๒๘,๓๒,๓๓)

๑๑) ร้องขอให้ศาลสั่งให้ทำไปพลางก่อนหรือตั้งผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ (มาตรา ๔๘,๔๙,๕๗)

๑๒) ร้องขอให้ศาลสั่งให้ตัวแทนทั่วไป หรือผู้รับอำนาจทั่วไปจัดทำบัญชีทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ (มาตรา ๕๐)

๑๓) ร้องขอให้ศาลมีสคำสั่ว่าเด็กไม่เป็นบุตร ( มาตรา ๑๕๓๙)

๑๔) ฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร (มาตรา ๑๕๔๔)

๑๕) ฟ้องให้ปิดมารดาให้การอุปการะและให้การศึกษาตามสควรแก่บุตร (มาตรา ๑๕๖๒,๑๕๖๔)

ส่วนคดีที่ไม่ถือว่า เป็นคดีครอบครัว ได้แก่คดีละเมิดเกี่ยวกับผู้เยาว์ คดีขอให้ศาลสั่งตั้'ผู้จัดการมรดก คดีที่ร้องขอให้เป็นคนสาบสูญ เป็นต้น

การดำเนินคดีครอบครัว จะดำเนินการโดยการยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นได้แก่ศาลคดีเยาวชนและครอบครัว หากมีผู้คัดค้านเข้ามา ก็จะดำเนินคดีดั่งคดีแพ่งที่มีข้อพิพาททั่วไป เช่นกัน

จะเห็นว่าการดำเนินคดีครอบครัว จะเป็นคดีเกี่ยวกับสถาบันครอบครัว ระหว่างบิดา มารดา กับบุตร และเกี่ยวกับสิทธิในด้านทรัพย์สินของบุตร ผู้เยาว์ นั่นเอง !!!

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ข้ามโอฆะ



วันนี้ ได้เข้าอ่านพระไตรปิฎก โฆตรณสูตร 
ซึ่งตามสูตรดังกล่าวได้พูดถึงเทวดาได้สอบถามปัญหา กับพระพุทธเจ้า เกี่ยวกับการข้ามโอฆะ
ว่าพระองค์ข้ามได้อย่างไร

คำว่า โอฆะ หมายถึงกิเลส ได้โอฆะ หมายถึงห้วงน้ำคือกิเลส มี ๔ อย่างคือ 

(๑) กาโมฆะ โอฆะคือกาม
 (๒) ภโวฆะ โอฆะคือภพ
(๓) ทิฏโฐฆะ โอฆะคือทิฏฐิ
 (๔) อวิชโชฆะ โอฆะคืออวิชชา (สํ.ส.อ. ๑/๑/๑๖)
 
 คนเราแต่ละคน ได้เวียนว่ายตายเกิดมาหลายภพ หลายชาติ 
ไม่สามารถที่จะหลุดพ้นจากสังสารวัฎฎ์ดังกล่าวได้


คนเราเกิดมาก็ต้องการที่จะค้นหาความหลุดพ้นดังกล่าว แต่ก็มีน้อยมากที่คนเราจะหลุดพ้นไปได้
ดั่งที่มีผู้รู้ท่านกล่าวว่า...คนบำเพ็ญธรรมมากพอๆ กับขนบนหลังควาย แต่ผ้สำเร็จเปรียบดั่งเขาควาย..


ข






เนื้อความตามพระสูตร มีว่า....

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของ
 ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี


 ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว
 เทวดาองค์หนึ่ง มีวรรณงาม ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มี
 พระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่
 ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

      เทวดานั้น ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลคำนี้
 กะพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ข้าพระองค์ขอทูลถาม พระองค์
 ข้ามโอฆะได้อย่างไร ฯ

      พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า... ท่านผู้มีอายุ เราไม่พักอยู่ ไม่เพียรอยู่
 ข้ามโอฆะได้แล้ว ฯ

      เทวดาถามว่า ...ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ก็พระองค์ไม่พักไม่เพียร ข้ามโอฆะได้
 อย่างไรเล่า ฯ

       พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า...ท่านผู้มีอายุ เมื่อใด เรายังพักอยู่ เมื่อนั้น เรายังจมอยู่โดยแท้
 เมื่อใดเรายังเพียรอยู่ เมื่อนั้น เรายังลอยอยู่โดยแท้ ท่านผู้มีอายุ เราไม่พัก เรา
 ไม่เพียร ข้ามโอฆะได้แล้วอย่างนี้แล ฯ

      เทวดานั้นกล่าวคาถานี้ว่า...
     นานหนอ ข้าพเจ้าจึงจะเห็นขีณาสวพราหมณ์ผู้ดับรอบแล้ว
     ไม่พัก ไม่เพียรอยู่ ข้ามตัณหาเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในโลก ฯ

   
จากพระสูตรดังกล่าว มีส่วนที่เราจะต้องทำความเข้าใจ ในคำที่พระองค์ตรัสว่า..เราไม่พักอยู่..เราไม่เพียรอยู่...
หากเราอ่านแค่นี้จะทำให้เรายากที่จะเข้าใจในพระดำรัสดังกล่าว

คำว่า "ไม่พักอยู่ " หมายถึงไม่แสวงหาความสุขในกามารมณ์ ซึ่งจัออยู่ในกามสุขัลลิกานุโยค

ส่วนคำว่า "ไม่เพียรอยู่ " หมายถึงไม่แสวงหาความทุกข์ด้วยการทรมานตนเองให้ลำบาก ซึ่งจัดอยู่ในอัตตกิลมถานุโยค

คงจะทำให้มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น!!!

การให้ทาน



การให้ทานที่ถูกต้องนั่น ตามสัปปุริสทานสูตร ได้กล่าวถึถึงองค์ประกอยการให้ทานที่ถูกต้องไว้
ว่าด้วยลักษณะทานของสัปบุรุษ มีดังนี้
1.ให้ของสะอาด
2.ให้ของประณีต
3.ให้ตามกาล
4.ให้ของสมควร
5.เลือกให้
6.ให้เนืองนิตย์
7.เมื่อให้จิตผ่องใส
8.ให้แล้วดีใจ

สัปบุรุษย่อมให้ทาน คือข้าวและน้ำที่สะอาดประณีตตามกาล สมควร เนืองนิตย์ ในผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้เป็นเนื้อนาบุญที่ดี บริจาคของมากแล้วไม่รู้สึกเสียดาย

ท่านผู้มีปัญญาเห็นแจ้ง ย่อมสรรเสริญทานที่สัปบุรุษให้แล้วอย่างนี้

บัณฑิตผู้มีปัญญา ผู้มีศรัทธา มีใจอันหลุดพ้นแล้ว บริจาคทานอย่างนี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลกอันไม่มีความเบียดเบียนอันเป็นสุข (องฺ. อฏฐก.37/127/405)

ดังนั้น การให้ทานของแต่ละคน แม้จะให้ทานอย่างเดียวกั ก็จะเกิดผลและอานิสงค์แตกต่างกัน เพราเสาหลักตุดังกล่าวนี้แล

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561

อนาคต...องค์กรจะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง

ปัจจุบันนี้ องค์กรต่าง ๆ มีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงกนมาก เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงของยุคโลกาภิวัฒน์ ปรับตัวทั้งด้านโครงสร้าง กระบวนงาน การพัฒนาบุคลากร และวัฒนธรรมขององค์กร หากไม่ปรับตัวก็จะกลายเป็นองค์กรที่ล้าหลัง หรือเรียนกว่า...องค์กรตกยุค!!!

ในซีกของรับบาลเอง ก็มีการปฏิรูปขนานใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปประเทศ ก็มีแผนปฎิรูปประเทศทั้ง ๑๑ ด้าน ออกมา มียุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี และมีกรอบยุคไทยแลนด์ ๔.๐ เป็นต้น

ในภาคของหน่วยงานราชการ แต่ละหน่วยงานก้มีการปฏิรูปองค์กร โดยมีการจัดทำแผนปฏิรูปองค์การของตนเอง ในด้านโครงสร้าง กระบวนงาน ทรัพยากรบุคคล และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นอกจากจะมีการปฏิรูปแล้ว ยังจะต้องมีการจัดทำแผนปฏิบัติการตามแผนปฎิรูปประเทศด้านต่าง ๆ ที่ตนรับผิดชอบอีกด้วย

ก็มีคำถามว่า...องค์กรในอนาคต จะพบกับการท้าทายและผลกระทบในเรื่องใดบ้าง เพื่อองค์กรต่าง ๆ จะได้เตรียมพร้อมในการรับสถานการณ์ดังกล่าว

ถ้าดูแนวโน้มในปัจจุบัน สิ่งที่องค์กรจะต้องได้รัผบกระทบและความท้าทาย จะเกิดจากปัจจัยภายนอก ๕ มิติ หรือที่เรียกว่า STEEP ดังนี้

๑. ผลกระทบด้านสังคม หรือ Social Effect  สภาพสังคมในปัจจุบนและอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกโฉมด้วยกระแสดจืดอล (Digital Disruption) ที่มีผลต่อการใช้ชีวิตปรจำวัน การสื่อสารระหว่างหน่วยงาน การสื่อสารแบบออนไลน์ หรือ Social Media เช่น Line/ E-Book/Mail  องค์กรที่ไม่มีการปรับตัว หรือเปลี่ยนวิธีการทำงาน ก็คงจะอยูไม่ได้ กลายเป็นองค์กรล้าสมัย หรือ...ตกยุค

๒. ผลกระทบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ Technological Effect  กระแสรดิจิดอล และการพัฒนาดิจิดอล องค์กรมีแนวโน้มที่จะใช้ข้อมูลมหาศาลในการวิเคราะห์ และความสามารถในการวิเคราะห์ ต้องมัการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปฏิบัติงาน เช่น นโยบาย ๔.๐ ของรัฐบาล การใช้ระบบารเงิน ระบบจัดซื้อจัดจ้าง ด้วยระบบ E ต่าง ๆ เช่น E-Budget/GFMIS  เป็นต้น

๓. ผลกระทบด้านเศรษฐกิจดิจิดอล ( Digital E - Commerce) จากกระแสดิจิดอล และกระแสสังคมยุคใหม่ ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในปัจจุบ้น และอนาคต จะมีระบบไร้เงินสด หรือ E-Banking Prompted Pay หรือระบบเงินดิจิดอล เช่น Bitcoin เป็นต้น

๔. ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ Environment Effect ภาวะโลกร้อนเริ่มปรากฎขึ่นมากมาย ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชน หากองค์กรใดดำเนินกิจการที่สร้างมลภาวะ ก็จะเกิดแรงต้านจากประชาชน การบริหารงานที่เป็นมิตรต่อสภาพสิ่งแวดล้อม กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญขององค์กรในยุคใหม่

๕. ผลกระทบด้านการเมือง หรือ Polical Effect การแทรกแซงทางการเมืองเปลี่ยนไป แต่ก่อนจะยึดบ้านเมืองด้วยกำลังและยุทโะปกรณ์ ใครมีอาวุธทันสมัยกว่า ถือว่าผู้นั้นมีอิทธิพล แต่ปัจจุบันการแทรกทางการเมืองจะผ่านมาทางระบบเศรษฐกิจ ประเทศใดมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกว่า ถือว่ามีอิทธิพลกว่า ปัจจุบันองค์กรต่าง ๆ จึงมีการปรับตัวและถูกบังคับให้มีการพลิกโฉมตามกรอบไทยแลนด์ ๔.๐ และนโยบายยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เป็นต้น

จากผลกระทบทั้ง ๕ ด้านดังกล่าว องค์กรต่าง ๆ จะต้องได้รับผลอย่างแน่นอน จำเป็นที่จะต้องมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้าง ด้านกระบวนงาน ด้านทรัพยากรบุคคล ด้านการยริหารจัดการ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และสิ่งสำคัญที่สุด คือ ..ผู้นำในอนาคต..จะต้องมีการปรับตัวอย่างมโหฬาร

หากไม่มีการปรับตัวแล้ว องค์กรนั่นก็จะกลายเป็นองค์กรล้าสมัย ไร้เงา และตกยุคไปครับท่าน!!!