ความรู้เดิม ๆ ที่เรามีอยู่ไม่สามารถนำมาใช้ในการปฏิบัติงานได้ เพราะงานในปัจจุบัน ไม่ใช่งานแบบเดิม ๆ แต่เป็นงานใหม่ ที่ไม่เคยมี ไม่เคยทำมาก่อน ความรู้เก่า ๆ ไม่ทันสมัยเสียแล้ว..ใช้การณ์ไม่ได้!!!
วันนี้มีคำสั่งให้จัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี ตามแผนปฏิรูปองค์การ ซึ่งไม่เคยทำมาก่อน จำเป็นต้องมาวางแผนว่าจะทำอย่างไร จึงจะดำเนินการได้
ประการแรก เราจะต้องมีความรู้เรื่องแผนปฏิรูปองค์การเสียก่อนว่า มีการปฏิรูปเกี่วกับเรืองใดบ้าง มีกี่ประเด็น แต่ละประเด็นมีการดำเนินการกี่โครงการ แต่ละโครงการมีกิจกรรมใดบ้าง
จากที่เข้าไปดูแผนปฏิรูปองค์การ มีเรื่องที่จะปฏิรูปองค์การจำนวน ๔ ด้าน คือ
๑.ด้านโครงสร้างสำนักงาน
๒.ด้านการบริหารจัดการองค์กร
๓.ด้านระบบบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล
๔. ด้านกระบวนงาน
หากมาดูประเด็นในการปฏิรูปองค์การ จะมีทั้งหมดจำนวน ๙ ประเด็น คือ
๑) ด้านโครงสร้างองค์กร
๒) ด้านการนำองค์กรซึ่งรวมถึงเรื่องการกำหนดวิสัยทัศน์ การสร้างและหล่อหลอมค่านยม รวมถึงการบ่มเพาะวัฒนธรรมองค์กรที่พึงประสงค์
๓) ด้านการกำกับและตรวจสอบ ที่หมายถึงระบบการตรวจราชการ และการกำกับตรวจสอบโดยคณะกรรมการอัยการ
๔) ด้านการประเมินคุณภาพการดำเนินงานขององค์กร
๕) ด้านบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์
๖) ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
๗) ด้านความเป็นระบบขององค์กร
๘) ด้านกระบวนงานในส่วนกลาง
๙) ด้านกระบวนงานในต่างจังหวัด
นอกจากนี้ คณะทำงานฯ ยังได้วางกรอบหรือธงนำในการปฏิิรูปองค์การ โดยกำหนดองค์ประกอบไว้ เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการปฏิรูปองค์การในครั้งนี้ คือ
๑) การนำและขับเคลื่ององค์กรที่เข้มแข็ง
๒) การจัดรูปและวางโครงสร้างองค์กรที่สอดรับกับบทบาทหน้าที่
๓) ระบบบริหารจัดการต้องมีความทันสมัย คล่องตัว โดยมีระบบกำกับและตรวจสอบ
๔) กระบวนงานที่กระชับ และมีการรำระบบดิจิทัลมาเสริมสร้างความรวดเร็ว แม่นย่ำ และโปร่งใส
๕) มีระบบบริหารจัดการ และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่สามารถสรรหา และพัฒนาบุคลากรขององค์กรให้มีคุณภาพ ทักษะ และทัศนคติตรงตามคุณสมบัติที่พึงประสงค์ขององค์กร
จะเห็นว่าในการปฏิรูปองค์การดังกล่าว มีการปฏิรูปทั้งด้านเรืองโครงสร้าง บุคลากร กระบวนงาน การบริหารจัดการ อีกทั้งเรื่องการนำองค์กรด้วย
การจัดทำโครงการ และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในแต่ละปี จึงจะต้องให้สอดคล้อง และมุ่งไปสู่เป้าหมายดังกล่าว
การจัดทำแผนนั่เป็นเรื่องง่าย แต่การที่จะขับเคลื่อนแผนให้ไปสู่เป้าหมาย เป็นเรื่องที่ยากยิ่งครับ !!!
เราจะดำเนินการต่อไปอย่างไร คงจะต้องพิจารณาหาวิธีการต่อไปอีก
สิ่งที่เราจะต้องเร่งรีบ และดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือการหาองค์ความรู้เรื่องการจัดทำแผนปฏิบัติการดังกล่าว ว่าเราจะไปหาองค์ความรู้จากที่ใด จากใคร และมีองค์ความรู้เรื่องใดที่เราจำเป็นต้องไปสืบค้นหา และนำมาใช้การจัดทำแผนปฏิบัติในครั้งนี้
วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561
วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561
เส้นความยากจน
การยุติความยากจนทุกรูปแบบ เป็นเป้าหมายหนึ่งในการพัฒนาความยั่งยืน โดยความสมัครใจของไทย ตามเป้าหมายการพั?ฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) จำนวน ๑๗ เป้าหมาย ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งประเทศไทยได้ดำเนินการโดยความสมัครใจ
การดำเนินการตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)ของประเทศไทย ดำเนินการโดยผ่านคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (กพย.) โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ
ด
เป้าหมายที่ ๑ ยุติความยากจนทุกรูปแบบในทุกที่ โดยประเทศไทยมีเป้าหมายในการลด้ความยากจนลง ๒๕.๘ ล้านคนในปี พ.ศ.๒๕๔๓ ให้เหลือร้อยละ ๗.๒ หรือ ๔.๘ ล้านคน ในปี พ.ศ.๒๕๕๘ โดยแบ่งเป็นชาย และหญิงอย่างละร้อย ๓๘ และเป็นเด็กประมาณร้อยละ ๒๔
สำหรับความยากจนแล้ว ยังไม่มีเส้นความยากจนที่แน่นอน แต่ความยากจน หมายถึง ความขาดแคลน ไม่มี ไม่พอ ไม่สบาย ไม่ว่าจะเป็นการไม่พอกิน ไม่มีเงิน ไม่มีงาน ไม่มีที่ทำกิน มีหน้สิน ขาดโอกาส หรือป่วยไข้ ประสบภัพิบัติ ส่งผลให้ขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน ความยากจนจึงไม่ได้หมายถึงความยากจนนในเชิงเศรษฐกิจ คือการมีรายได้น้อย การบริโภคน้อย แต่ยังรวมถึงการขาดโอกาสด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล และโอกาสทางมิติต่าง ๆ
การแก้ไขปัญหาความยากจน จึงได้กำหนดไว้ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (๒๕๖๐ - ๒๕๗๙ ) โดยน้อมนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยุความยากจนนทุกรูปแบบในทุกที่
วิธีการโดยการปลูกฝังให้ครัวเรือนที่ยากจนเรียนรู้และคิดค้นวิธีการจัดการชีวิตและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนและเหมาะสม โดยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิตดังกล่าว มีการจัดตั้งหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ เพื่อเป็นการสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขในชุมชน เป็นต้น
นอกจากนั้นรัฐบาลยังให้สวัสดิการด้านสังคม เช่น เงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อย การจัดโครงการจัดหาที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การขจัดความยากจนดังกล่าว ควรจะมีการสร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชนในการจัดทำอาชีพและหารายได้โดยพึ่งตนเองเป็นสำคัญ การที่รัฐบาลให้สวัสดิการในรูปแบบต่าง ๆ นั่น อาจจะไม่ทำให้เกิดความยั่งยืนได้ ควรจะหาแนวทางให้ประชาชนพึ่งตนเองให้ได้ก่อน
การสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน เป็นวิธีการหนึ่งที่ควรจะทำ โดยการจัดทำอาชีพที่ประชาชนมีความถนัด หาตลาดให้ และปลูกฝังค่านิยมความเป็นไทยอีกส่วนหนึ่ง ก็จะทำให้การขจัดความยากจน ได้ลดลงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
การที่ประชาชนเรามีค่านิยม และวัฒนธรรมในการบริโภคนิยม ไม่ยึดมั่นในความพอเพียง และสันโดษ จึงมีส่วนทำให้ประชาชนมีการก่อหนี้สินเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ..การที่จะทำให้การขจัดความยากจนลงได้ จะต้องหางานให้ประชาชน ได้มีรายได้ที่พอเพียง และปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องอีกด้วยครับ!!!
การดำเนินการตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)ของประเทศไทย ดำเนินการโดยผ่านคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (กพย.) โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ
ด
เป้าหมายที่ ๑ ยุติความยากจนทุกรูปแบบในทุกที่ โดยประเทศไทยมีเป้าหมายในการลด้ความยากจนลง ๒๕.๘ ล้านคนในปี พ.ศ.๒๕๔๓ ให้เหลือร้อยละ ๗.๒ หรือ ๔.๘ ล้านคน ในปี พ.ศ.๒๕๕๘ โดยแบ่งเป็นชาย และหญิงอย่างละร้อย ๓๘ และเป็นเด็กประมาณร้อยละ ๒๔
สำหรับความยากจนแล้ว ยังไม่มีเส้นความยากจนที่แน่นอน แต่ความยากจน หมายถึง ความขาดแคลน ไม่มี ไม่พอ ไม่สบาย ไม่ว่าจะเป็นการไม่พอกิน ไม่มีเงิน ไม่มีงาน ไม่มีที่ทำกิน มีหน้สิน ขาดโอกาส หรือป่วยไข้ ประสบภัพิบัติ ส่งผลให้ขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน ความยากจนจึงไม่ได้หมายถึงความยากจนนในเชิงเศรษฐกิจ คือการมีรายได้น้อย การบริโภคน้อย แต่ยังรวมถึงการขาดโอกาสด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล และโอกาสทางมิติต่าง ๆ
การแก้ไขปัญหาความยากจน จึงได้กำหนดไว้ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (๒๕๖๐ - ๒๕๗๙ ) โดยน้อมนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยุความยากจนนทุกรูปแบบในทุกที่
วิธีการโดยการปลูกฝังให้ครัวเรือนที่ยากจนเรียนรู้และคิดค้นวิธีการจัดการชีวิตและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนและเหมาะสม โดยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิตดังกล่าว มีการจัดตั้งหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ เพื่อเป็นการสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขในชุมชน เป็นต้น
นอกจากนั้นรัฐบาลยังให้สวัสดิการด้านสังคม เช่น เงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อย การจัดโครงการจัดหาที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การขจัดความยากจนดังกล่าว ควรจะมีการสร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชนในการจัดทำอาชีพและหารายได้โดยพึ่งตนเองเป็นสำคัญ การที่รัฐบาลให้สวัสดิการในรูปแบบต่าง ๆ นั่น อาจจะไม่ทำให้เกิดความยั่งยืนได้ ควรจะหาแนวทางให้ประชาชนพึ่งตนเองให้ได้ก่อน
การสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน เป็นวิธีการหนึ่งที่ควรจะทำ โดยการจัดทำอาชีพที่ประชาชนมีความถนัด หาตลาดให้ และปลูกฝังค่านิยมความเป็นไทยอีกส่วนหนึ่ง ก็จะทำให้การขจัดความยากจน ได้ลดลงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
การที่ประชาชนเรามีค่านิยม และวัฒนธรรมในการบริโภคนิยม ไม่ยึดมั่นในความพอเพียง และสันโดษ จึงมีส่วนทำให้ประชาชนมีการก่อหนี้สินเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ..การที่จะทำให้การขจัดความยากจนลงได้ จะต้องหางานให้ประชาชน ได้มีรายได้ที่พอเพียง และปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องอีกด้วยครับ!!!
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
