วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561

การประชุมเป้าหมายการพัฒนาที่ยังยืน

ตามที่สำนักงานกิจการยุติธรรม ร่วมกับ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กำหนดจัดประชุมทางวิชาการว่าด้วยกระบวนการยุติธรรมและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
เป้าหมายที่ ๑๖ ภายใต้หัวข้อ “
SDG 16 สังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยก : Peace,Justice
and StrongInstitutions “ในวันศุกร์ที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๑ ณ ห้องประชุม Grand Ballroom 2
โรงแรมรามาการ์เด้นส์
กรุงเทพมหานคร โดย
ได้เข้าร่วมประชุมทางวิชาการดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว จึงขอรายงานผลการประชุมวิชาการ โดยสรุปดังนี้
                       ๑.พิธีเปิดการประชุม :ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดการประชุมทางวิชาการ และนายวัลลภ นาคบัว ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม เป็นผู้กล่าวรายงาน
                      ๒.วัตถุประสงค์ : เพื่อเป็นเวทีให้ความรู้เกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ ๑๖ สังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยก ทั้งในมิติประเทศไทยและมิติระหว่างประเทศ
การผนวกหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งเป็นรากฐาน
ของการพัฒนาในบริบทประเทศไทย อีกทั้งเป็นเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม
                    ๓. เนื้อหาการประชุม : การประชุมทางวิชาการครั้งนี้ สืบเนื่องมาจาก สำนักงานกิจการยุติธรรม ได้จัดจ้างคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาวิจัย
เรื่องกระบวนการยุติธรรมและเป้าหมายการพัฒนาทียั่งยืน เป้าหมายที่ ๑๖ ที่สำนักงานกิจการยุติธรรมเป็นหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนดังกล่าว

/ร่วมกัน....
ความเป็นมา : เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๕๘ องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือSustainnabie Development Goals(SDGs)  ถือว่าเป็นวาระใหม่ของการพัฒนาร่วมกันของ ๑๙๓ ประเทศภาคีสมาชิก รวมถึงประเทศไทย ที่ได้ลงนามรับรองเอกสาร “Transforming Ourworld : The 2030 Agenda For Sustainnabie Development” วาระการพัฒนาใหม่ ซึ่งประกอบด้วย
 ๑๗ เป้าหมาย และ ๑๖๙ เป้าประสงค์ ที่ทุกประเทศหวังว่าจะบรรลุให้ได้ร่วมกันภายใน พ.ศ.๒๕๗๓
วาระการพัฒนา ๑๗ เป้าหมายได้แก่
๑.เป้าหมายที่ ๑ : ยุติความยากจนทุกรูปแบบและทุกที่
๒.เป้าหมายที่ ๒ : ยุติความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับโภชนาการและส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน
๓.เป้าหมายที่ ๓ : สร้างหลักประกันการมีสุขภาพดีและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคนในทุกวัย
๔.เป้าหมายที่ ๔ : สร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียมและสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต
๕.เป้าหมายที่ ๕ : บรรลุความเสมอภาคระหว่างเพศและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้หญิงและเด็กหญิงทุกคน
๖.เป้าหมายที่ ๖ : สร้างหลักประกันให้มีน้ำใช้ และมีการบริหารจัดการน้ำและ
การสุขาภิบาลอย่างยั่งยืนสำหรับทุกคน
๗.เป้าหมายที่ ๗ : สร้างหลักประกันว่าทุกคนเข้าถึงพลังงานสมัยใหม่ในราคาที่สามารถซื้อหาได้ เชื่อถือได้ และยั่งยืน
๘.เป้าหมายที่ ๘ : ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน การจ้างานเต็มที่และมีผลิตภาพ และการมีงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน
๙.เป้าหมายที่ ๙ : สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีความต้านทานและยึดหยุ่น
ต่อการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมและยั่งยืนและส่งเสริมนวัตกรรม
๑๐.เป้าหมายที่ ๑๐ : ลดความไม่เสมอภาคภายในและระหว่างประเทศ
๑๑. เป้าหมายที่ ๑๑ : ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความทั่วถึง ปลอดภัย พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และยั่งยืน
๑๒.เป้าหมายที่ ๑๒ : สร้างหลักประกันให้มีรูปแบบการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน
๑๓.เป้าหมายที่ ๑๓: ดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบ


๑๔.เป้าหมายที่ ๑๔ : อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากร
ทางทะเลอย่างยั่งยืน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

๑๕.เป้าหมายที่ ๑๕ : ปกป้องฟื้นฟูและส่งเสริมการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน การต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย หยุดยั้งการเสื่อมโทรมของดิน และหยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
๑๖.เป้าหมายที่ ๑๖ : ส่งเสริมสังคมที่สงบสุขและครอบคลุมที่เอื้อต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนให้ทุกคนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและสร้างสถาบันที่มีประสิทธิภาพ มีความรับผิดชอบ และทุกคนสามารถเข้าถึงในทุกระดับ
๑๗.เป้าหมายที่ ๑๗ : เสริมสร้างความแข็งแกร่งของกลไกการดำเนินงานและฟื้นฟูหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
การดำเนินการตามเป้าหมายที่ ๑๖ ส่งเสริมสังคมสงบสุขและครอบคลุมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนให้ทุกคนเข้าถึงความยุติธรรม และสร้างสถาบันที่มีประสิทธิผล รับผิดชอบ และครอบคลุมในทุกระดับ ประกอบด้วย ๑๒ เป้าประสงค์
๑.ลดความรุนแรงทุกรูปแบบ
๒.ยุติการแสวงหาประโยชน์อย่างไม่ถูกต้อง ความรุนแรงและการทรมานทุกรูปแบบที่มีต่อเด็ก
๓.ส่งเสริมหลักนิติธรรม และการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม
๔.ลดการลักลอบเคลื่อนย้ายอาวุธและเงิน รวมถึงต่อสู้กับองค์กรอาชญากรรม
๕.ลดการทุจริตและการรับสินบนทุกรูปแบบ
๖.พัฒนาสถาบันที่มีธรรมาภิบาล
๗.สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจต่าง ๆ
๘.การมีส่วนร่วมของประเทศที่มีการพัฒนา
๙.กำหนดสถานะทางกฎหมายสำหรับทุกคน
๑๐. สร้างหลักประกันการเข้าถึงข้อมูลและปกป้องเสรีภาพขั้นพื้นฐาน
๑๑.เสริมความแข็งแกร่งของสถาบันในการป้องกันความรุนแรงและต่อสู้กับการก่อการร้ายและอาชญากรรม
๑๒. ส่งเสริมและบังคับใช้กฎหมาย/นโยบายที่ไม่เลือกปฏิบัติ


ผลการดำเนินงานตามเป้าหมายที่ ๑๖ โดยประเทศไทยได้มีการพัฒนาระบบป้องกันอาชญากรรมที่มีประสิทธิภาพ และมุ่งให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่เป็นอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมาย การเสริมสร้างธรรมาภิบาลในภาครัฐ และการพัฒนาประเทศในภาครวม

ด้านความสงบเรียบร้อยและความยุติธรรม รัฐบาลได้เห็นชอบกรอบการป้องกันอาชญากรรม มีแนวทาง ๖ ด้าน ได้แก่
๑)     การป้องกันอาชญากรรมโดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย
๒)     การป้องกันอาชญากรรมโดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน
๓)     การป้องกันอาชญากรรมโดยการลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ
๔) การป้องกันอาชญากรรมโดยการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสจะกระทำผิด
๕)     การป้องกันอาชญากรรมโดยการลดโอกาสการตกเป็นเหยื่อ
๖)  การพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากรในการป้องกันอาชญากรรม
ด้านการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม โดยให้ความช่วยเหลือผ่านทางกองทุนยุติธรรม การปฏิรูประบบทนายความอาสา ทนายความขอแรง และที่ปรึกษากฎหมาย และความร่วมมือกับกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF)
ด้านการค้ามนุษย์ ประเทศไทยได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์เป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติ ดำเนินนโยบายต่อต้านการค้ามนุษย์แบบองค์รวม ไม่ยอมรับการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบอย่างสิ้นเชิง
๓.เนื้อหาจากวิทยากร
          ภาคเช้า
๓.๑ การบรรยายหัวข้อ “ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ ๑๖ :Peace,Justice and Strong Institution จากวิทยากร จำนวน 3 ท่าน ได้แก่ ดร.เกียรติ อนันต์ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. นางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ
และดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตน์
 ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยสรุปได้บรรยายถึงความเป็นมาและรายละเอียดของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 16 ส่งเสริมสังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยก ทั้งในมิติของประเทศไทยและมิติต่างประเทศ พร้อมทั้ง พูดถึงบทบาทการนำเสนอผลการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับชาติ โดยสมัครใจ และการผนวกหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SEP for SDGs) ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศไทยมาเป็นเวลานานกว่า 70 ปี ทั้งนี้ วิทยากรทุกท่านได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของเป้าหมายที่ 16 ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะนำพาให้เป้าหมาย SDGs เป้าหมายอื่นๆสำเร็จได้

 
                   ภาคบ่าย
๓.๒ การเสวนา หัวข้อ ถอดบทเรียนการดำเนินงานภายใต้เป้าหมายที่ 16 ในบริบทของประเทศไทย”จากวิทยากร จำนวน 4 ท่าน ได้พูดถึงการดำเนินงานของหน่วยงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายที่ 16 ได้แก่
                    -นายพิเศษ นาคะพันธุ์ ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. ได้พูดถึงการดำเนินการของประเทศในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องและจริงจัง อาทิการแก้กฎหมายเพิ่มโทษให้เจ้าหน้าของรัฐที่กระทำความผิด รวมถึงการสร้างสังคมที่ไม่ทน
ต่อการทุจริต (
Zero Tolerance) อันเป็นผลให้เห็นได้ตามข่าวที่มีการแจ้งเบาะแสอันนำมา
ซึ่งการตรวจสอบหรือการดำเนินคดีกับผู้บริหารระดับสูงที่ทุจริต เป็นต้น ซึ่งการดำเนินการนี้สอดคล้องกับเป้าประสงค์ที่
16.3 หลักนิติธรรม 16.5 การลดทุจริต 16.6 ธรรมภิบาล เป็นต้น
                    - นายสาโรช นักเบศร์ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการและโครงการในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา สำนักงานอัยการสูงสุด ได้พูดถึงการพัฒนาระบบงานเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิง เด็ก และบุคคลในครอบครัว โดยเป็น
การนำยุทธศาสตร์ต้นแบบและมาตรการเชิงปฏิบัติของสหประชาชาติมา
implementation ซึ่งเป็น
การดำเนินการประสานสหวิชาชีพและชุมชนร่วมขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก เน้นไปที่การให้
การคุ้มครองแบบเป็นรูปธรรม ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวนั้น สอดคล้องกับเป้าประสงค์ที่
16.2
ยุติความรุนแรงต่อเด็ก
16.3 การเข้าถึงความยุติธรรม เป็นต้น
                     - นางสาวนรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้พูดถึงการดำเนินงานด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของ
ประเทศไทย (
Business and Human Rights) ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนตามหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN guilding principles on business and human rights) 3 เสาหลัก ได้แก่ Protect Respect Remedy ทั้งนี้ ปัจจุบัน กคส. ได้ดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติ
ว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า
NAP โดยให้รัฐวิสาหกิจเป็นต้นแบบในการดำเนินการเรื่องนี้ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าประสงค์ที่ 16.3 หลักนิติธรรม 16.10 สิทธิมนุษยชน เป็นต้น
                   - นางสาวชลธิช ชื่นอุระ ผู้แทนจากสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ได้พูดถึงการอนุวัติข้อกำหนดกรุงเทพ (Bangkok rule) ซึ่งว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำและมาตรการที่ไม่ใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง โดย TIJ ร่วมกับกรมราชทัณฑ์ คัดเลือกเรือนจำต้นแบบที่เป็นไปตามข้อกำหนดกรุงเทพ ซึ่งปัจจุบันมีเรือนจำต้นแบบ ที่ผ่านการคัดเลือกทั้งหมด 10 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าประสงค์ที่ 16.3 หลักนิติธรรม 16.10 สิทธิมนุษยชน เป็นต้น
ทั้งนี้ วิทยากรได้เน้นย้ำว่า การดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ใช่เป็นการเพิ่มภาระให้หน่วยงาน หากแต่หน่วยงานดำเนินการเรื่องนั้นอยู่แล้ว เพียงนำมาเสนอในกรอบของ SDG เท่านั้น
๔.ประโยชน์ที่ได้รับ:ผู้เข้าร่วมประชุมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ที่ประเทศไทยจะต้องดำเนินการตามเป้าหมายทั้ง ๑๗ เป้าหมาย และทราบผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามเป้าหมายที่ ๑๖ โดยเฉพาะสำนักงานอัยการสูงสุด ที่ต้องรับผิดชอบตามเป้าประสงค์ที่ ๑๖.๒ ยุติความรุนแรงต่อเด็ก 16.3 การเข้าถึงความยุติธรรม 

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561

การใช้กฎหมาย

ปัจจุบันการใช้กฎหมายมีปัญหามากมาย เนื่องจากการนำไปใช้ของผู้ที่ทำงานในกระบวนการยุติธรรม ก่อให้เกิดปัญหาติดตามมมา บางคนบอกว่า...ไม่ไดรับความเป็นธรรม

ปัญหาอีกประการหนึ่ง คือการตีความกฎหมายที่แตกต่างกัน ส่งผลให้การใช้กฎหมายที่แตกต่างกัน
การตีความกฎหมาย ตามหลักกฎหมายอาญาต้องแปลหรือตีความโดยเคร่งครัด
กล่าวคือการตีความกฎหมายต้องตีความตามความมุ่งหมายแห่งกฎหมายที่ปรากฎจากบัวบทกฎหมายและทำให้ความหมายสมบูรณ์ตามเจตนา
ตัวอย่างเช่น- การลักกระแสไฟฟ้าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์(ฎ 887/2501)
   
- การต่อพ่วงสายโทรจากตู้โทรศัพท์สาธารณะมาใช้และใช้โทรศัพท์ฟรี มีความผิดฐานลักทรัพย์(ฎ180/2542)

นอกจากนี้กฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลังแต่ถ้าเป็นกรณีกฎหมายย้อนหลังได้ ถ้าไม่ใช่เรื่องโทษ
ดังนั้น การใช้กฎหมายจึงมีแง่มุมหลายด้าน การใช้จึงควรมีใจที่เป็นธรรมเสียก่อน ผลของการใช้จึงจะเกิดความเป็นธรรม และสังคมไม่เดือดร้อนตามมาครับ!!!

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561

ปัญหาการใช้ระบบสารสนเทศ



   เนื่องจากหน่วยงานฯ ได้มีการนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในการปฏิบัติงานหลายระบบงานด้วยกัน และในการเข้ารับการอบรมหลักสูตรหนึ่งของสำนักงานฯได้มีการทำเอกสารวิชาการ เรื่อง โครงการพัฒนาเพื่อก้าวไปสู่สำนักงานอัจฉริยะ โดยทำการศึกษา วิเคราะห์ ปัญหา และอุปสรรคในการใช้งานระบบสารสนเทศ จำนวน ๒ ระบบ ได้แก่ ระบบงานสารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์ และระบบงานสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ 

ในการศึกษาได้นำทฤษฎีก้างปลา(Fishbone Diagram) ในการวิเคราะห์หาปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหา ได้พบว่ามีสาเหตุมาจากปัญหาเรื่องบุคคลากร(Man) กระบวนงาน((Method) เครื่องมือและอุปกรณ์(Machine) ผลิตภัณฑ์ (Material)และสภาพแวดล้อม(Environment)
      
หลังจากนั้นได้นำทฤษฎี  SIPOC มาออกแบบกระบวนงานเพื่อนำไปแก้ไขปัญหา จากการสรุปผลการศึกษา วิเคราะห์สภาพปัญหา สาเหตุของปัญหา แนวทางแก้ไข ในด้านบุคลากร  ดังนี้
 ปัญหาด้านบุคลากร(Man)
          ๑) อัตรากำลังไม่เพียงพอ
          ๒) การเปิดหน่วยงานเพิ่มขึ้นตามนโยบายรัฐบาล โดยไม่ได้รับจัดสรรบุคลากรเพิ่มขึ้น
          ๓) บุคลากรเฉพาะด้านคอมพิวเตอร์ มีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนบุคลากรที่ใช้งานในระบบ IT (สัดส่วนประมาณ 3500:15 เท่ากับบุคลากรของ สทส. 1 คน : จำนวนผู้ใช้งานระบบ 233 คน)
          ๔) มีการโยกย้าย/ปรับเปลี่ยนงานโดยไม่ได้รับการจัดสรรทดแทน หรือจัดสรรทดแทนไม่ทันต่อความต้องการ
           ๕) ขาดการวางแผนและบริหารจัดการอัตรากำลังภายในสำนักงานต่างๆ อย่างเหมาะสม เช่น การมอบหมายงานไม่เท่าเทียมกัน มากบ้างน้อยบ้าง หรือใช้คนไม่เหมาะสมกับงาน หรือนำคนไปใช้ผิดประเภท และมีระบบอุปถัมภ์
) บุคลากรที่มีอยู่ภายในสำนักงาน ปฏิบัติงานไม่เต็มศักยภาพของตนเอง ขาดความรับผิดชอบและทุ่มเท ทำให้การปฏิบัติราชการไม่เต็มที่
๗) การจัดสรรงบประมาณในการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการธุรการซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการปฏิบัติงาน ไม่เพียงพอต่อความจำเป็นตามภารกิจ
๘) ยังไม่สามารถนำเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีอยู่มาใช้ทดแทนแรงงานคนอย่างเต็มรูปแบบ

สาเหตุของปัญหาแต่ละประเด็น 

 บุคลากรขาดความรู้ ความเข้าใจ และมีความรู้ไม่เพียงพอในการปฏิบัติงาน
 ๑) บุคลากรเฉพาะด้านคอมพิวเตอร์ มีจำนวนน้อยมาก (มีเพียงจำนวน ๔ คน) ไม่เพียงพอ
 ในการให้บริการฝึกอบรมหรือให้ความรู้ในแต่ละด้านที่ต้องใช้ในการปฏิบัติงานรวมถึงไม่สามารถแก้ไขปัญหา
ในเรื่องที่เกี่ยวข้องได้ทันต่อสถานการณ์
  ๒) ขาดงบประมาณในการจัดฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง
 ๓) บุคลากรขาดการใฝ่รู้ปฏิบัติงานตามที่เคยปฏิบัติต่อๆ กันมา เฉื่อยชา ไม่มีการติดตามหลักเกณฑ์วิธีการดำเนินงานที่มีการปรับเปลี่ยน
 ๔) มีการโยกย้ายสับเปลี่ยนหน้าที่ในการปฏิบัติงาน ทำให้การทำงานไม่ต่อเนื่อง และเกิดข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงาน
 ๕) ขาดผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เกี่ยวกับการพัฒนาระบบให้มีความสมบูรณ์
  ๖) ขาดการสร้างองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ
  ๗) ขาดการสื่อสารที่ดีในองค์กร

          บุคลากรไม่ให้ความสำคัญ/ไม่ให้ความร่วมมือในการลงข้อมูลให้ครบถ้วน
    ๑) ยึดติดกับวิธีการปฏิบัติงานแบบเดิมๆ เช่น นิติกรไม่ยอมลงสารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์ในส่วนที่เกี่ยวข้องหรือใช้ระบบกระดาษควบคู่กับสารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์
    ) ผู้บริหารของสำนักงานต่างๆ ไม่กำกับ ติดตามดูแล สร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน อย่างจริงจัง เนื่องจากมีการเปลี่ยนหัวหน้าหน่วยงานบ่อย
 ๓) การประเมินผลการปฏิบัติราชการไม่สอดคล้องต่อผลการดำเนินงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ฯ (เช่น ไม่ได้นำมากำหนดเป็นตัวชี้วัดในการประเมินผลการปฏิบัติงานทั้งในส่วนของข้าราชการธุรการและข้าราชการอัยการ)
    ๔) ขาดแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน
    ๕) ไม่มีมาตรการในการลงโทษที่ชัดเจนเฉียบขาด



บุคลากรปฏิบัติงานไม่ตรงกับลักษณะงาน หรือทักษะ หรือ Job Description
 ๑) ไม่มีการจัดทำ Job description ในแต่ละตำแหน่งและลักษณะงานที่ชัดเจน เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะงานของ อส.  
 ) บางสำนักงานอัตรากำลังน้อยทำให้บุคลากรต้องรับผิดชอบงานที่หลากหลาย และปริมาณงาน     ที่มากเกินไป
        )  ขาดการบริหารจัดการในสำนักงานที่ดีเช่น การบริหารจัดการระบบงาน หรืออัตรากำลังที่เหมาะสม

บุคลากรไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง
  ๑) ในแต่ละสำนักงานยังมีบุคลากรใหม่ ๆขาดความกระตือรือร้น เฉื่อยชา ในการทำงานรวมถึงไม่มีความรู้เกี่ยวกับระบบ IT
  ๒) ขาดการสร้างความรู้ความเข้าใจและการสื่อสารที่ดีทำให้ไม่ยอมรับสิ่งใหม่ๆ

การให้ความร่วมมือหรือประสานงานกันระหว่างข้าราชการอัยการและข้าราชการธุรการหรือเจ้าหน้าที่
 ๑) ข้าราชการอัยการ ไม่ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลที่จะใช้ในการลงสารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ข้อมูลการจัดการสำนวนค้างบ.6 หรือ รายงานอื่นๆ
 ๒) ผู้รับผิดชอบในการนำเข้าข้อมูล ไม่ติดตามความเคลื่อนไหวของข้อมูลที่ต้องนำมาลงในระบบ เช่น ผลคำพิพากษา หรือความเคลื่อนไหวต่างๆ ในการดำเนินคดี
 ๓) ขาดการสื่อสารที่ดีต่อกัน โดยข้าราชการธุรการบางส่วน ถูกจำกัดในการแสดงความคิดเห็น หรือติดตามงาน เนื่องจากการยึดลำดับชั้นการบังคับบัญชาและมีช่องว่างในการทำงานมาก
 ๔) บุคลากรภายในแต่ละสำนักงาน ขาดความรัก ความสามัคคี ต่อองค์กรและผู้ร่วมงาน

ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไข
                     ๑) กำหนดกรอบอัตรากำลังเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับโครงสร้างการแบ่งหน่วยงานใหม่ โดยจัดทำให้มีโครงการทบทวนวางแผนและบริหารกำลังคนให้เหมาะสม
   ๒) กำหนดตำแหน่งประเภท ระดับ สายงานคอมพิวเตอร์ ให้เหมาะสม
  ๓) กระจายอำนาจในการบริหารจัดการอัตรากำลังให้อธิบดีอัยการ บริหารจัดการอัตรากำลัง
ในหน่วยงานในสังกัดของตนเอง ให้เหมาะสมกับภารกิจของแต่ละหน่วยงาน
            ๔) จัดระบบงานภายในและกระบวนการปฏิบัติอย่างเป็นมาตรฐาน เพื่อให้การปฏิบัติงานมีความชัดเจนขึ้น
 ๕) จัดทำแบบบรรยายลักษณะงาน (job description) ของข้าราชการธุรการในทุกตำแหน่งงาน เพื่อให้เกิดความชัดเจน สามารถนำไปเป็นเครื่องมือบริหารจัดการอัตรากำลังได้
 ๖) มีการทดสอบสมรรถภาพบุคลากร
 ๗) จัดทำแผนพัฒนาบุคลากรรายบุคคล (IDP) เป็นประจำทุกปี
          ๘) ส่งเสริมและดูแลรักษาผู้มีสมรรถนะสูงหรือสายวิชาชีพที่จำเป็น โดยกำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกและจัดสรรสิ่งจูงใจต่างๆ เช่น สำนักงานที่มีผลงานดีเด่น หรือบุคลากรที่ปฏิบัติงานได้อย่างดีเยี่ยม เป็นแบบอย่างที่ดี
          ๙) ทบทวนและกำหนดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อรับเงินค่าตอบแทนพิเศษของข้าราชการธุรการ อย่างเป็นรูปธรรม โดยนำผลการปฏิบัติงานในด้านที่เกี่ยวข้องมาเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการประเมิน เป็นต้น
          ๑๐) กำหนดเส้นทางความก้าวหน้าทุกตำแหน่งให้มีความชัดเจน เพื่อให้บุคลากรยกระดับสมรรถนะของตนเอง ในการนำไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น
          ๑๑) ทบทวนและให้ความสำคัญในการบริหารงบประมาณในการจัดสรรเพื่อบรรจุแะแต่งตั้งข้าราชการธุรการ ให้สอดคล้องกับข้าราชการอัยการ
 ๑๒) กำหนดมาตรการในการให้บุคลากรนำระบบIT มาใช้ในการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อลดภาระงานและลดใช้กำลังคน พร้อมทั้งกำหนดระบบสร้างแรงจูงใจและบทลงโทษที่ชัดเจน
        ๑๓) กำหนดตำแหน่งประเภท ระดับ สายงานคอมพิวเตอร์ ให้เหมาะสม(+)
๑๔) จัดทำงบประมาณในการพัฒนาบุคลากรข้าราชการธุรการและเจ้าหน้าที่อื่น ให้สอดคล้องกับงบประมาณของข้าราชการอัยการ
          ๑๕) ส่งเสริมให้มีการสอนงาน แบบพี่เลี้ยง พี่สอนน้อง
          ๑๖) ส่งเสริมให้มีการจับคู่ทำงาน สามารถปฏิบัติงานทดแทนกันได้
          ๑๗) สร้างวิทยากรตัวคูณ
          ๑๘) นำระบบ VDO CONFERECE มาใช้ในการฝีกอบรมให้ความรู้แก่บุคลากร
          ๑๙) บริหารจัดองค์ความรู้ โดยจัดทำสื่อการเรียนการสอน หรือคู่มือการปฏิบัติงาน ที่เข้าใจง่าย เข้าถึงง่าย และเห็นได้บ่อย
          ๒๐) กำหนดมาตรการในการให้บุคลากรนำระบบIT มาใช้ในการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อลดภาระงานและลดใช้กำลังคน พร้อมทั้งกำหนดระบบสร้างแรงจูงใจและบทลงโทษที่ชัดเจน
๒๑) ส่งเสริมให้มีการสอนงาน แบบพี่เลี้ยง พี่สอนน้อง
        ๒๒) กระจายอำนาจในการบริหารจัดการอัตรากำลังให้อธิบดีอัยการ บริหารจัดการอัตรากำลังในหน่วยงานในสังกัดของตนเอง ให้เหมาะสมกับภารกิจของแต่ละที่
   ๒๓) จัดทำกรอบอัตรากำลังด้านคอมพิวเตอร์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่มีความรู้ความสามารถสูง เพื่อรองรับกับระบบที่จะเกิดขึ้น โดยอาจจัดจ้างผู้เชี่ยวชาญในรูปแบบพนักงานราชการ หรือจ้างเหมาบริการ ทดแทนการบรรจุข้าราชการ
          ๒๔) ส่งเสริมและดูแลรักษาผู้มีสมรรถนะสูงหรือสายวิชาชีพที่จำเป็น โดยกำหนดหลักเกณฑ์
การคัดเลือกและจัดสรรสิ่งจูงใจต่างๆ เช่น สำนักงานที่มีผลงานดีเด่น หรือบุคลากรที่ปฏิบัติงานได้อย่างดีเยี่ยม
เป็นแบบอย่างที่ดี
ความเชื่อมโยงของปัญหา(ประโยชน์)

                             การมีอัตรากำลังที่เพียงพอและมีศักยภาพในการปฏิบัติงานจะทำให้การปฏิบัติงานมีความถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลอย่างชัดเจน ความรับผิดชอบงานไม่หนักจนเกินไป เกิดความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน ทำให้บุคลากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความผูกพันกับองค์กรและงานที่รับผิดชอบ มีความพร้อมที่ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจในการทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร ถึงแม้ว่าจะนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ เพื่อความสะดวก รวดเร็ว ลดขั้นตอนการทำงาน สามารถสรุปรายงานข้อมูลได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว แต่อัตรากำลังของบุคลากรก็มีส่วนสำคัญ ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนการทำงานให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลยิ่งขึ้น
                    การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปฏิบัติงาน จึงจำเป็นต้องมีบุคลากรเฉพาะทางที่มีความรู้ความสามารถเชี่ยวชาญในงานอาชีพและจำนวนเพียงพอในการรองรับการให้บริการบุคลากรในองค์กร รวมถึงพัฒนาและขับเคลื่อนระบบงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์ และมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสร้างองค์ความรู้ให้แก่บุคลากรอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นการจัดอบรม หรือสร้างองค์ความรู้ในรูปต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน โดยต้องมีช่องทางที่สามารถให้ทุกคนเข้าถึงองค์ความรู้นั้นได้ง่ายซึ่งจะทำให้การทำงานถูกต้อง ครบถ้วน ไม่เกิดข้อผิดพลาด เมื่อบุคลากรมีความรู้ความเข้าใจในงานแล้ว จะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มศักยภาพ และสามารถถ่ายทอดงาน สอนงาน ทดแทนการทำงานกันได้อย่างดี ซึ่งจะทำให้สามารถลดคนและลดขั้นตอนการทำงาน และที่สำคัญลดการใช้กระดาษได้อย่างสมบูรณ์ รวมถึง สามารถสร้าง Big Data ที่สมบูรณ์ตอบสนองนโยบายรัฐบาล นำไปสู่สำนักงาน Automatic หรือ E-office
                    การขับเคลื่อนไปสู่สำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญ โดยการวางแผนกำหนดนโยบายที่ชัดเจน สร้างแรงจูงใจ หรือกำหนดบทลงโทษ และ มีการกำกับดูแลอย่างจริงจัง รวมถึงบุคลากรในองค์กรต้องให้ความร่วมมือรวมใจ ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม ค่านิยม เดิมๆ หากสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคลากรในองค์กรได้ จะทำให้สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นสำนักงาน Automatic /สำนักงานไร้กระดาษ/E-office อย่างสมบูรณ์
การจัดทำแบบบรรยายลักษณะงานของข้าราชการธุรการ จะทำให้การวางแผนบริหารจัดการอัตรากำลังเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีความชัดเจนในบทบาทหน้าที่ของตำแหน่งงาน มีหลักฐานอ้างอิง เกิดความคล่องตัว ไม่เกิดความเหลื่อมล้ำในการปฏิบัติงานและมอบหมายงานช่วยให้ผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าใจในบทบาทตำแหน่งหน้าที่ที่ชัดเจน ดังนั้น การที่บุคลากรรู้ Job Description ของตนเองจะทำให้ตระหนักรู้ว่าตนเองมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานสารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์ฯ อย่างไร รวมถึงผู้บริหารสามารถบริหารจัดการอัตรากำลังได้อย่างถูกต้องเกิดการยอมรับปรับเปลี่ยนจากการลงสารบบมือไปเป็นสารบบอิเล็กทรอนิกส์
                    การปรับเปลี่ยนทัศคติ ค่านิยม ของคนรุ่นเก่า จะทำให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะคนรุ่นเก่าจะมีความรู้และประสบการณ์ที่ดี เมื่อนำระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ จะทำให้งานมีคุณภาพ บุคลากรมีคุณภาพชีวิตที่ดี เกิด E-office ได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างฝ่ายบริหารและข้าราชการผู้ปฏิบัติงาน หรือระหว่างข้าราชการอัยการและข้าราชการธุรการ รวมถึงการมีกระบวนงานที่ชัดเจนจะทำให้การปฏิบัติงานราบรื่น สามารถขับเคลื่อนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          ในการใช้งานสารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์ฯ หากมีอัตรากำลังที่เพียงพอจะทำให้สามารถนำเข้าข้อมูลได้ทัน การเชื่อมโยงข้อมูลทั้งภายในและภายนอกองค์กร มีความสมบูรณ์ สามารถออกรายงานได้อย่างถูกต้องรวดเร็วแม่นยำ การสร้างองค์ความรู้ที่ถูกต้อง เข้าถึงง่าย ในการปฏิบัติงานระบบสารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์ และระบบงานสารบรรณ จะทำให้งานไม่เกิดข้อผิดพลาดสามารถนำเข้าข้อมูล เชื่อมโยงข้อมูล และออกรายงานได้อย่างถูกต้อง ครบทุกสารบบคดีและทุกเรื่อง   ดังนั้น การทำงานสารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์ฯ ต้องร่วมมือรวมใจกันหลายฝ่าย หากทุกฝ่ายให้ความสำคัญและเข้าใจในกระบวนงานของตนเอง ก็จะทำให้สามารถขับเคลื่อนให้ทุกสำนักงานสามารถปฏิบัติงานได้เต็มรูปแบบ โดยไม่ใช้ระบบมืออีกต่อไป การเชื่อมโยงข้อมูลทั้งภายในและภายนอกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานให้องค์กรอัยการ
หากมีการนำปัญหาดังกล่าวไปแก้ไข จะทำให้การใช้ระบบสารสนเทศมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และทำให้การบริการแก่ประชาชนมีความสะดวกรวดเร็ว ลดขั้นกระบวนงาน ประหยัดเวลา และงบประมาณ อีกทั้งสร้างความพึงพอใจให้กับผู้มารับบริการมากยิ่งขึ้น