วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ผู้บริหารงานมาก เพราะ...?

มีข้าราชการบ่นกันมากว่า ผู้บริหารมีงานมากมาย มีงานประชุมทั้งภายนอก และภายใน งานลงนามในหนังสือต่าง ๆ มีแฟ้มล้นโต็ะ ไม่มีเวลาที่จะขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ กลายเป็นนักปฏิบัติการระดับสูง ไม่ใช่...นักบริหารระดับสูง

การประชุมของคณะทำงานที่มีผู้บริหารเป็นประธาน จะนัดประชุมแต่ละครั้ง ต้องใช่เวลารอนาน เพราะต้องหาคิวล่วงหน้าเป็นเดือน ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปด้วยความล้าช่า

การทำงานของหน่วยงาน ปัจจุบันนิยมการแต่งตั้งคณะทำงานเสียส่วนใหญ่ จะทำอะไรสักอย่าง จะต้องแต่งตั้งคณะทำงาน คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ คณะทำงานย่อย และคณะอื่น ๆ อีกมากมาย

ถามว่า...ทำไมต้องแต่งตั้งคณะทำงาน คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะอื่น ๆ อีกมากมาย คงตอบว่า...เพื่อต้องการการมีส่วนร่วม หลายหัวดีกว่าหัวเดียว เพื่อความรอบคอบในการพิจาณาเรื่องต่าง ๆ และที่สำคัญจะได้มีคนมาร่วมรับผิดชอบร่วมกัน !!!

การขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ จึงเป็นไปดวยความอีดอาด เพราะต้องรอการประชุม เมื่อประชุมแล้ว ต้องมาจัดทำรายงานการประชุม ต้องเวียนแจ้งมติที่ประชุม ต้องรายงานมติที่ประชุมของคณะกรรมการให้ผู้บริหารพิจารณ เพื่อตัดสินใจ...มีขั้นตอนอีกมากมาย

การที่ผู้บริหารมีงานมากมาย เนื่องจากงานบางอย่างกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งกำหนดไว้ ต้องเป็นผู้บริหารสูงสุดเท่านั้น จะสั่งได้

งานบางอย่าง ผู้บริหารสามารถมอบอำนาจหรือกระจายอำนาจได้ แต่ไม่ยอมกระจายอำนาจ ต้องทำเองคนเดียว...ประเภทหวงอำนาจ

ระบบงานของประเทศไทย จะยึดตัวบุคคลเป็นสำคัญ หากผู้บริหารสูงสุดไม่เอาด้วยก็ไม่ทำ จะทำอะไรต้องผ่านผู้มีอำนาจเท่านั้น ถ้าผู้บริหารสูงสุดไม่เอาด้วย ทุกอย่างก็จบ!!!

วัฒนธรรมขององค์กร เคารพระบบอาวุโส จะทำอะไร ต้องดูคนที่อยู่สูงกว่าเป็นหลัก ไม่กล้าที่จะลงมือทำเอง หากผู้บริหารไม่เปิดไฟเขียว...ทุกอย่างก็จบ

เท่าที่ตรวจสอบดูในเรื่องการดำเนินคดีอาญาอย่าง มีเรื่องที่จะต้องเสนออัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาเป็นจำนวนมาก ลองไปตรวจสอบดูว่า ระเบียบการดำเนินคดี ได้กำหนดงานเรื่องใด ที่จะต้องเสนอผู้บริหารสูงสุด  ดังนี้

กระบวนงานตามระเบียบการดำเนินคดีอาญา พ.ศ.๒๕๔๗
ที่ต้องเสนอรองอัยการสูงสุด/อัยการสูงสุด

๑)การรายงานข้อบกพร่องของกฎหมาย                                            (ข้อ ๑๒)
๒) คดีสำคัญ กรณีอธิบดีอัยการร่วมดำเนินคดี                                    (ข้อ ๑๕)
๓) การรายงานคดีสำนวนค้าง                                                            (ข้อ ๑๖)
๔) พนักงานอัยการเข้าร่วมสอบสวน                                                   ( ข้อ ๒๖)
๕) พนักงานสอบสวนบกพร่อง/ไม่ให้ความร่วมมือ                             ( ข้อ ๒๗)
๖) การสอบสวนคดีนอกราชอาณาจักรฯ                                           ( ข้อ ๒๘)
๗) หารสั่งคดีนองราชอาณาจักรฯ                                                       ( ข้อ ๒๙)
๘) การดำเนินชั้นอุทธรณ์-ฎีกา คดีนอกราชฯ                                     (ข้อ ๓๐,๓๑)
๙) การสั่งเพิกถอนยุติคดี (อธิบดีสั่ง)                                                  ( ข้อ ๕๔)
๑๐)  การโต้แย้งการโอนสำนวนคดี                                                    (ข้อ ๕๙)
๑๑) สำนวนคดีที่ชี้แย้ง                                                                      (ข้อ  ๖๔,๖๕)
๑๒) การดำเนินคดีผู้ต้องการกันเป็นพยาน                                        ( ข้อ ๗๙)
๑๓) คดีวิสามัญฆาตกรรม/การรายงาน                                             ( ข้อ ๘๙,๙๑)
๑๔) การสั่งคดีเอกภาพ                                                                    ( ข้อ ๙๒)
๑๕) ความผิดกรรมเดียวอาจถูกดำเนินคดีหลายครั้ง                             (ข้อ ๙๓)
๑๖) การถอนฟ้อง                                                                                 ข้อ ๒๑๔)
๑๗) คดีเห็นแย้งชั้นอุทธรณ์-ฎีกา                                                         (ข้อ ๑๔๗)
๑๘) รายงานผลคดีที่ อสส.สั่งฟ้อง/ชั้นอุทธรณ์-ฎีกา                              ( ข้อ  ๑๔๙)
๑๙) การแนะนำตักเตือนอัยการศาลสูง                                             (ข้อ ๑๔๙)
๒๐) คดีที่อัยการสูงสุดชี้ชาด                                                               (ข้อ ๑๕๑)
๒๑) การรับรองอุทธรณ์/ฎีกา                                                                (ข้อ ๑๕๒)
๒๒) รายงานข้อบกร่องอัยการศาลสูง                                                      (ข้อ  ๑๕๓)
๒๓) ขออนุญาตฟ้อง                                                                             (ข้อ ๑๖๗)
๒๔) การคุ้มครองเด็กไม่มีในกม.                                                          (ข้อ ๑๗๗)
๒๕) ผอ.สถานพินิจไม่ปฏิบัติตามพนักงานอัยการ                            (ข้อ  ๑๘๕)
๒๖) รายงานผลคดีศาลฎีกา                                                               (ข้อ ๑๙๖,๑๙๘)
๒๗) รายงานผลคดีสำคัญ                                                                   (ข้อ ๑๙๗)
๒๘) สำเนาคำพิพากษาคดีชี้ขาด                                                        (ข้อ ๑๙๙)
๒๙) การพิจารณาคำพิพากษาศาลฎีกา                                            (ข้อ ๒๐๐)
๓๐) การรื้อฟื้นคดีอาญา                                                                      (ข้อ ๒๐๔)
๓๑) การแจ้งผลคดีรื้อฟื้นคดีอาญา                                                    (ข้อ ๒๑๐)
๓๒) แก้ต่างคดีอาญาที่หน่วยงานรัฐเป็นจำเลย                                  (ข้อ ๒๑๓)
๓๓) รายงานคดีสำคัญ                                                                  (ข้อ ๑๒๘)

จะเห็นว่า แค่ระเบียบการดำเนินคดีอาญา ซึ่งเป็นภารกิจหลักขององค์กรเท่านั้น ยังมีจำนวนเรื่องที่จะต้องเสนอผู้บริหารสูงสุด จำนวนมาก ในแต่ละปีมีคดีเข้าสูการพิจาณา ปีละประมาณ ๗ - ๘ แสนกว่าคดี ไม่ร่วมคดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะมีคดีขึ้นสู่ผู้บริหารเป็นจำนวนมาก

การที่จะลดงานของผู้บริหารลง คงจะต้องมีการแก้ไขกฎหมาย การกระจายอำนาจ การสร้างวัฒนธรรมองค์กร การปรับปรุงกระบวนงานการนำระบบเทคโนโลยีมาสนัลสนุน  และการพัฒนาบุคคลากรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญน่าจะทำ..เปลี่ยนทัศนคติเสียที ที่ว่า..อัศวินม้าขาว ...วีระบุรุษ..ครับ

โลกปัจจุบัน ต้องทำงานกันเป็นทีม มีการบูรณาการกันแล้ว








ลงนามถวายพระพร

เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๑ ได้เข้าร่วมพิธีถวายสัตย์ปฎิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและเป็นพลังของแผ่นดิน  โดยมีท่านนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง



ปีนี้ จะแปลกกว่าทุกปี เนื่องจากมีการจัดพิธีรวมกันของเหล่าข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม โดยให้ข้าราชการพลเรือนตำแหน่งตั้งแต่ระดับอำนวยการสูง และเชี่ยวชาญขึ้นไปและหัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมพิธี มีจำนวนปะมาณ ๒,๐๐๐ คน

ตามกำหนดการที่สำนักงานฯได้กำหนด นัดเวลา ๐๕.๓๐ นาฬิกา ออกจากอาคารรัชดาภิเษก ให้ไปถึงอาคารหลักเมืองเวลา ๐๖.๐๐ นาฬิกา หลังจากนั้นเดินทางไปลงทะเบียนที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สำนักงาน กพ. ได้มีการสาธิตและ มีการชี้แจงขั้นตอนการทำพิธี สาธิตการแสดงความเคารพ การวันทยาหัต์ที่ถูกต้อง  การปฎิบัติตนของข้าราชหารทีสวมหมวก และไม่สวมหมวก

กรณีข้าราชการที่สวมหมวก จะต้องแสดงความเคารพด้วยวันทยาหัตถ์ ส่วนผู้ที่ไม่สวมหมวกจะต้องแสดงความเคารพโค้งคำนับ  ส่วนผู้หญิงต้องถอนสายบัว

ในพิธีจะมีถ่ายทอดสดผ่านสถานีวิทยุและโทรทัศน์ไปทั่วประเทศ  โดยพธีจะเริ่มพร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกา มีการร้องเพลงชาติ เสร็จแล้วประธานในพิธีจะเปิดกรวยดอกไม้แสดงความเคารพ นำกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตน และข้าราชการที่เข้าร่วมพิธีกล่าวตามประธาน และร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นอันเสร็จพิธี

หลังจากนั้น ได้เดินทางไปรวมกันที่อาคารหลักเมือง แล้วนั่งรถเดินทางเข้าไปยังศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อลงนามถวายพระชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระเจ้าอยู่หัว ๖๖ พรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๑



ในการลงนามถวายพระพรในครั้งนี้ มีคณะผู้บริหาร และข้าราชการเข้าร่วมพิธีลงนามเป็นจำนวนมาก และมีการถ่ายภาพร่วมกัน เพื่อเป็นที่ระลึก


                                         ถ่ายภาพร่วมกับคณะผู้บริหาร และคณะข้าราชการ

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

คนยุคใหม่..เขาทำอะไร

ในอดีต  คนเราจะอยู่ได้ต้องมีปัจจัยสี่ คืออาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค

คนในปัจจุบัน หากขาดเครื่องมือสื่อสาร ขาดมือถือ แทบใจขาดตาย กลายเป็นปัจจัยที่ ๕ ของชีวิตเสียแล้ว

ชีวิตในครอบครัว ในอดีต พ่อ แม่ ลูก จะทานอาหารด้วยเช้า - เย็น หลังอาหาร ก็จะได้พูดคุยกันประสาพ่อ แม่ ลูก ๆ

ในอดีด สมัยผู้เขียนเป็นเด็ก หลังทานอาหารเย็นคุณพ่อ จะเล่านิทานให้ฟังก่อนนอนทุกคืน ทำให้ได้ทราบประวัติความเป็นมาของอดีตของชาติไทย วัฒนธรรมไทย และประเพณีท้องถิ่นต่าง ๆ

ปัจจุบัน วิถีชีวิตดังกล่าว ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว ทุกคนต่างมีโลกของตัวเอง คุยกับคนที่ไม่เห็นหน้า และเอาใจคนที่ไกลตัว วัน ๆ พูดคุยกับคนที่อยู่ไกล และใจกับคิดถึงคนที่เราไม่รู้จัก

คนในครอบครัวเดียวกัน นับวันจะพูดคุยกันน้อยลง แต่พูดกับคนทีี่ไม่รู้จักมากขึ้น
เพราะอะไร...ท่านลองมาฟังผลการสำรวจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ATDA) ได้สรุปผลการสำรวจเกี่ยวกับการใช้วิตประจำวันของคนใยุคปัจจุบันไว้ว่า...


สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA เปิดเผยถึงผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใข้งานอินเตอร์เน็ตประเทศไทย ปี พ.ศ.๒๕๖๑ พบว่า พฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดังนี้
-           คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยนานขึ้น ๑๐ ชั่วโมง ๕ นาที/วัน
-           กลุ่มเจนวาย (Gen Y) หรือกล่มคนอายุตั้งแต่ ๒๑ – ๓๘ ปี
-           ยูทูบ                ๙๘.๘%
-           ไลน์     ๙๘.๖%
-           เฟซบุ๊ก  ๙๖%
-           เมสเซนเจอร์ ๘๘.๔%
-           อินสตาแกรม ๖๗.๒%
-           พันทิป ๖๔.๒%
-           ทวิตเตอร์ ๔๓%
-           วอทส์แอพ ๑๐.๖ %
-           คนไทยใช้เฟซบุ๊ค,อินสตาแกรม,ทวิตเตอร์ และพันทิป สูงมาก ถึง ๓ ชั่วโมง  ๓๐ นาที/วัน
-           ยูทูบ, และไลน์  ๒ ชั่วโมง ๓๕ นาที
-           เมสเซนเจอร์ ,ไลน์  จำนวน  ๒ ชั่วโมง/วัน

ส่วนการเปลี่ยนผ่านการใช้ชีวิตประจำวันไปสู่ชิวิตดิจิทัลใช้อินเทอร์เน็ต เพื่อกิจกรรมทางออนไลน์ จำนวน ๕ ลำดับ ดังนี้
-           การส่งข้อความ             ๙๔ %
-           การจองโรงแรม             ๘๙.๒%
-           การจองตั๋วโดยสาร       ๘๗.๐%
-           การชำระค่าสินค้า         ๘๒.๘ %
-           การดูหนัง                       ๗๘.๕ %

คงได้คำตอบแล้ว่า...คนยุคปัจจุบัน วัน ๆ เขาทำอะไรบ้าง แต่ละวันใช้ชีวิตไปกับการใช้เครื่องมือดังกล่างมากขึ้น โอกาสที่จะมีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ คนในครอบครัว และเพื่อน ๆ จะน้อยลง ทำให้น่าเป็นห่วงว่า...อนาคตของชาติจะเป็นเช่นไร ..ความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ ความเอื้ออาทรต่อกัน จะมีให้เห็นหรือไม่..!!!

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

พลังบวก

👍ได้รับข้อความทางไลน์จากน้องในห้องทำงานคนหนึ่ง อ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์ หากปล่อยทิ้งไปเกรงจะลืม ยามใดที่ต้องการอ่าน ยากที่จะค้นหามาอ่านซ้ำ ๆ ได้อีก จึงขออนุญาตนำมาบันทึกไว้ น่าจะเกิดแก่ผู้ที่ได้อ่านทั่วไป เหนือสิ่งอื่นใด สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อกีด้วย

ลองอ่านดูครับ ทำได้รับรองว่าวิเศษจริง!!!!

5 พลังบวก ดึงดูดสิ่งดีๆเข้ามาสู่ชีวิต!!

1. พลังของความสุข

ทำตัวเองให้มีความสุขสดใสไว้เสมอ ยิ้มให้ตาเป็นประกาย เรื่องไม่ดีทั้งหลายทิ้งไว้กับอดีต อย่าเอาความโกรธ ความเครียด ความเศร้า มาทำลายความสุขในปัจจุบัน เลือกรับข้อมูลข่าวสารเฉพาะเรื่องที่ดีๆ อยู่ห่างๆคนคิดลบพูดลบ ให้ฝึกคิดบวกบ่อยๆและมองโลกในแง่ดีไว้เสมอ....

2. พลังของความรักความเมตตา

ให้ความรักและความเมตตาแก่ทุกคนที่พบเจอ ให้รอยยิ้มที่อบอุ่น ให้ความจริงใจ ให้คำพูดอันไพเราะ ให้ความใส่ใจ เมื่อมีใครทำให้เราเสียใจ ให้อภัยเขาไปด้วยจิตเมตตา หากเขาทำผิด กฎแห่งกรรมก็จะลงโทษเขาเอง อย่าเอาตัวเราไปผูกโกรธกับเขา อวยพรให้เขามีชีวิตที่สวยงาม...

3. พลังของความดี

ช่วยเหลือใครได้ให้ช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อใครได้ให้เอื้อเฟื้อ แต่อย่าทำให้ตัวเองเดือดร้อน ทำงานในหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด ทำดีทั้งต่อหน้าและลับหลัง พูดถึงผู้อื่นในทางที่ดีเสมอ  และให้ทำดีโดยไม่ต้องหวังผล เดี๋ยวผลแห่งความดีนั้นจะตามหลังมาเอง...

4. พลังของความกตัญญูรู้คุณ

ระลึกคุณต่อผู้คนและสิ่งของ โดยกล่าวคำว่า ขอบคุณบ่อยๆ... ขอบคุณพ่อแม่ที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเรามา ขอบคุณครูบาอาจารย์ ประสิทธิ์ประสาทวิชา ขอบคุณสามี/ภรรยา/บุตรธิดาที่น่ารักของเรา ขอบคุณเจ้านายที่ให้โอกาสเราทำงาน ขอบคุณลูกน้องที่ช่วยเหลืองานเราเป็นอย่างดี ขอบคุณลูกค้าที่ซื้อของจากเรา ขอบคุณธรรมชาติที่มอบสิ่งดีๆให้กับเรา และผู้คนบนโลกใบนี้...

5. พลังของความกระตือรือร้น 

เดินเหินเคลื่อนไหวร่างกายให้รวดเร็ว ทำอะไรให้กระฉับกระเฉง มีพลังชีวิตที่เต็มเปี่ยม มีความมั่นใจในตัวเอง กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ พูดจาฉะฉานชัดถ้อยชัดคำ  ทำอะไรให้ว่องไว ขยันขันแข็ง ทำงานเสร็จอย่างรวดเร็วและคุณภาพดีเลิศเกินความคาดหมาย ให้บริการแก่ผู้อื่นด้วยความฉับไวด้วยความเต็มใจ ...

หากทำได้ทั้ง 5 ข้อนี้ จะเป็นพลังดึงดูดสิ่งดีๆให้หลั่งไหลเข้ามาสู่ชีวิตของเราอย่างง่ายดายและน่าอัศจรรย์!

เป้นไงบ้างครับ อ่านแล้ว อย่าลมนำไปใช้ล่ะ...ผู้เขียนก็จะพยายามเช่นกัน..สู้ๆๆๆ

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

คำพูดทรงพลังในปฏิบัติการ...ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน

เหตุการณ์นักกีฬาทีมหมูป่าอคาเดมี ติดอยู่ในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน เป็นเวลา ๑๘ วัน ที่ผ่านมา ได้สร้างเหตุการณ์หลายอย่างให้คนไทยและชาวโลกได้เห็นมากมาย เช่น

๑) ความรักความสามัคคีของคนไทย ปรากฎว่ามีการเข้าช่วยเหลือมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชนจากของไทยเองและนานาประเทศ

๒) ความเสียสละ บางหน่วยงาน บางกลุ่ม บางคน ยอมเสียสละแม้กระทั่งชีวิต แรงกาย แรงใจ และแรงทรัพย์เช่น... จ่าแซม ยอมสละชีพเพื่อแลกกับชีวิต ๑๓ ชีวิต... นายกสมาคมน้ำบาดาลไทย ยอมสละแรงกาย แรงใจ ทรัพย์สินเงินทอง เวลา โดยไม่ยอมรับเงินจากผู้ใด... กลุ่มเก็บหารังนก จากเกาะลิบง ยอมสละเวลา ทรัพย์ แรงกาย แรงใจ มาช่วยเหลือ โดยยอมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง... เป็นต้น

๓) ความห่วงใย ไม่น่าเชือว่าเหตุการณ์นี้ทำให้คนไทย และชาวโลก มีความห่วงใย และติดตามข่าวมากมาย ในดังกล่าวอยู่ในช่วงฟุตบอลโลก ก็ยังมีคนติดตามข่าวนี้มากพอ ๆ กับบอลโลกที่เดียว

๔) ความทันสมัย ในเหตุการณ์นี้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติการหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือทางการบริหาร วิทยาศาสตร์ที่ล้ำหน้า การใช้ดาวเทียมในการตรวจหาปล่องภูเขา การใช้โดรนในการทำข่าว และเทคนิคล้ำยุคอื่น ๆ

๕) เกิดวีระบุรุษ ในการปฏิบัติการในครั้งนี้ มีวีระบุรุษมากมายจากการเขาปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโค้ชเอก... ผู้บัญชาการเหตุการณ์... ผู้เสียสละชีวิต ผู้ที่ดำน้ำไปพบเด็ก ๑๓ ชีวิต... แม้กระทั่งตัวเด็กเอง ที่ทำให้ชาวโลกได้รู้เรื่องเกี่ยวกับเมืองไทย

๖) คำที่มีพลังในการปฏิบัติการ ในเหตุการณ์นี้มีผ้คนมากมายออกมาพูดให้กำลังใจ แต่มีสื่อนำมาเผยแพร่บางส่วนเท่านั้น จึงขอนำมาบันทึกไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้ลูกหลานในอนาคตได้รับรู้ รับทราบ ดังนี้...

๑) ใครอยู่ขอให้พร้อมทำงานทุกนาที ให้คิดว่าเขาเป็นลูกของเรา ทุกชีวิตมีค่าหมด ใครไม่พร้อมกับบ้านไปเลย..
นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าฯเชียงราย

๒) ผมต้องการชีวิต ๑๓ คน เพื่อเป็นรางวัลในการเจาะน้ำบาดาลของผม ผมไม่ต้องการเงิน...
นายสุรทิน ชัยชมพู นายกสมาคมน้ำบาดาลไทย

๓) ลุยเต็มที่ ภารกิจต้องสำเร็จ ไม่พบเราไม่เลิก...
พลเรือตรี อาภากร อยู่คงแก้ว ผบช.หน่วยสงครามพิเศษทางเรือ

๔) ได้มีการเปิดถ้ำให้แล้ว อีก ๒ วันก็จะกลับมา  ทุกคนปลอดภัย...
ครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร  วัดพระธาตุดอนเรือง รัฐฉาน พม่า

๕) เราจะปักหลักทำภารกิจจนกว่าจะเจอทั้ง ๑๓ ชีวิต  จะไม่กลับเด็ดขาด ค่าใช้จ่ายขอรับผิดชอบกันเอง ไม่อยากรบกวนผู้ใด..
.ทีมเก็บรังนกเกาะลิบ จ.ตรัง

๖) น้ำท่วมข้าง ๗ – ๑๐ ข้าวไม่ตายชั่งมัน ขอให้ ๑๓ คนปลอดภัยอย่างเดียว  ชาวบ้านห่วงเด็ก ๑๓ คนมากกว่าที่ข้าวของจะเสียหาย..
.ชาวนาจังหวัดเชียงราย

๗) ผมไม่ได้เก่งกล้ากว่าใคร เราทำงานกันตามแผน ในนาที่ที่เจอ ๓ ชีวิต ถ้าเชือกในมือสั้นกว่านั้น ๑๕ ฟุต ผมคงขึ้นจากน้ำมาเจอแต่ความมืดแล้วกลับไปที่โถง ๓ เพื่อเริ่มต้นใหม่....
จอร์น โวลันเธน นักดำน้ำถ้ำระดับโลกชาวอังกฤษ

๘)เป็นเรื่องยากที่เราจะไมตั้งความหวังไว้เลย เราเห็นความพยายามอย่างยิ่งใหญ่ของฝ่ายไทย ทุกคนทำงานอย่างหนักที่สุด....
ร.อ.หญิงเจสิกา เทตโฆษกทีมค้นหาจากสหรัฐอเมริกา

ข้อคิดดี ๆ เหล่านี้ คงจะทำให้ใครบางคนที่อ่านแล้ว คงจะนำข้อคิดดี ๆ เหล่านี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ในการต่อสู้กับชิวิต และเหตุการณ์ร้าย ๆ ในชีวิตของตนเองบ้าง

วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ระบบดี..แต่ไม่มีคนสานต่อ

มีคนถามว่า..ผู้นำคนเก่าได้จัดระบบงานไว้ดีมาก แต่พอโยกย้าย ระบบงานดังกล่าวก็เละเหมือนเดิม จะทำยังไงถึงจะมีการสานต่อระบบงานดี ๆ ต่อไป

ผู้เขียนเคนมีประสบการณ์เช่นเดีนวกัน เคยไปปฎิบติงานที่หน่วยงานแห่งหนึ่ง ได้จัดทำระบบงานประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานไว้ โดยใช้สื่อว่า...จดหมายข่าวของสำนักงาน.. ได้จัดทำมาเป็นเวลากว่า ๓ ปี ประมาณ ๕๐ กว่าฉบับ



จดหมายข่าวดังกล่าวจะออกทุก ๑๕ วัน เพื่อรายงานข่าวความเคลื่อนไหว การดำเนินกิจกรรมแผน/งานโครงการ และกิจกรรมที่สำนักงานทำในแต่ละวัน นอกจากนี้ยังมีคอลัมน์งานวิชาการ คอลัมน์ถามตอบปัญหาในการทำงาน และภาพกิจกรรมข่าว เป็นต้น

แต่พอผู้เขียนย้ายออกมาก ระบบงานดังกล่าวก็ล้มหายตายจากไป ทุกอย่างเข้าสู่สภาพเดิม และคนที่เขาย้ายมาแทน ก็บอกว่าทำไม่ได้ ไม่เคยทำ..จบข่าว

อีกระบบการบริหารจัดการองค์กร มีโครงการหนึ่ง คือ..โครงการคัดเลือกสำนักงานดีเด่นประจำปี..มีการประกวดหน่วยงานภายในสังกัด เกี่ยวกับการบริหารจัดการ การให้บริการประชาชน และคุณภาพชีวิต หน่วยงานใดได้รับการคัดเลือกเป็นหน่วยงานดีเด่น ก็จะได้รับโลห์ และเงินรางวัล  รางวัดดีเด่น ๕,๐๐๐ บาท รองดีเด่น ได้ ๔,๐๐๐ บาท และ ๓,๐๐๐ บาท ตามลำดับ พร้อมโลห์รางวัล นอกจากนี้หน่วยงานดังกล่าวยังได้โค้วตาพิจารณาดีเด่นมากกว่าหน่วยงานอื่นอีกด้วย เพื่อเป็นบำเหน็จในการทุ่มเทการทำงาน

หลังจากผู้เขียนย้ายออกมา โครงการดังกล่าวก็ล้มหายตายจากไปอย่างไม่เป็นท่า ถามน้อง ๆ ที่เคยอยู่ด้วยกันบอกว่าไม่มีคนทำ และไม่กล้าทำ....จบข่าว

อีกโครงการหนึ่ง..โครงการจัดทำโล่ห์และเกียรติบัตรให้กับผู้เกษียณอายุประจำปี และจัดงานเลี้ยงในวันเกษียณอายุให้อีกด้วย และคนทีจะเกษียณอายุในปีใด เราจะให้ดีเด่นทุกคน เพื่อเป็นการตอบแทนคุณูปการที่เขามีต่อองค์กรและอยู่กับองค์กรตลอดมาจนเกษียณอายุ จัดทำโครงการดังกล่าวมาเป็นเวลาหลายปี

พอผู้เขียนโยกย้ายออกมา โครงการที่ว่าดังกล่าว ก็ล้มหายตายจากอย่างไม่เป็นท่า ไม่มีใครสืบสานต่อ ไม่ใครคิดจะทำต่อ เราเองก็เจ็บใจ ทั้ง ๆ ได้ว่างแนวทางไว้เรียบร้อยแล้ว

สาเหตุที่ไม่มีการสืสานบต่อน่าจะมีสาเหตุ ดังนี้

๑)คนที่มาแทนเขาไม่อยากรับผิดชอบ นโยบายใครนโยบายมัน ..จะหาว่าลอกเลียนแบบคนอื่น

๒) ระบบงานไม่เข้มแข็ง เพราะไม่มีอะไรรองรับการปฏิบัติดังกล่าว  คนที่มาทำหากผิดพลาดมาไม่มีระเบียบ คำสั่ง หรือกฎหมายให้อำนาจในการทำงานดังกล่าวไว้..ไม่ทำดีกว่า ปลอดภัยดี

๓) ขาดการทำงานเป็นทีม ในช่วงที่เราอย่พยายามสร้างคนมาร่วมทำ ก็ทำไปด้วยกัน มีปัญหาไรเกิดขึ้นเราสามารถปกป้องเขาได้ แต่พอเราย้ายไป คนทำงานไม่มีความมั่นใจว่า..จะปกป้องเขาได้หรือไม่ ไม่ทำดีกว่า...

๔) วัฒนธรรมในการทำงาน กล่าวคิือ โครงการที่กล่าวมาดังกล่าว ไม่ได้ทำต่อเนื่องกันมานาน ยังไม่ฝังลึกลงไปในวัฒนธรรมองค์กร และฝังในความเชื่อศรัทธาของบคลากร หากฝังลึกลงไปแล้ว ทุกคนก็จะถามว่า..ปีนี้ไม่มีโครงการนี้หรือ...ทำไมไม่ทำโครงการนี้ต่อ..เสียงดังกล่าวก็จะสะท้อนให้ผู้บริหาร หรือ คนที่รับผิดได้เกิดความตระหนักขึ้น ก็จะปลุกสำนึกให้เขาคิดถึงสิ่งดังกล่าวได้

ทุกอย่างที่กล่าวมา การที่จะสืบสานต่อนโยบายที่ดีให้ยืดยาวสืบไป การสร้างวัฒนธรรมองค์กร น่าจะเป็นคำตอบสุดท้าย..จบข่าว

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

การนำองค์กร

วันนี้ได้ลองสืบค้นว่าหน่วยงานของเรามีระบบการนำองค์กร โดยผ่านทางคณะกรรมการอย่างไรบ้าง และคณะกรรมการเหล่านั้น มีบทบาทอำนาจหน้าที่อย่างไร

ต้องยอมรับว่าทุกองค์กรจะต้องมีผู้นำ หรือผู้บริหารสูงสุด ที่จะเป็นผู้บริหารจัดการองค์การให้เดินทางไปสู่เป้าหมาย วิสัยทัศน์ และพันธกิจที่กำหนดไว้

แต่ผู้บริหารคนเดียว ก็ไม่สามารถจะกำกับ ควบคุม ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานภายในสังกัดได้ครบถ้วน สมบูรณ์ได้

ในแต่ละวันผู้บริหารระดับสูง จะต้องมีภาระกิจในการประชุมกับหน่วยงานภายใน  การประชุมหน่วยงานภายนอก การประชุมคณะกรรมการต่าง ๆ และงานประจำอีกมากมาย จึงไม่มีเวลามากพอที่จะมากำกับ ควบคุม ติดตามงานต่าง ๆ ด้วยตนเอง

ระบบการนำองค์กรจึงมีเครื่องมือหลายอย่างสำหรับให้ผู้บริหารระดับสูงนำมาใช้ ไม่ว่าจะในรูปของการกระจายอำนาจ กระจายงาน งานใดที่ไม่จำเป็นอาจจะให้หน่วยงานเอกชนเข้ามาทำ งานใดเป็นภารกิจหลักขององค์กร งานใดเป็นภารกิจสนับสนุน ก็มีการมอบอำนาจให้กับผู้อำนาจน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เมื่อมีการมอบอำนาจแล้ว จะต้องระบบการกำกับ ควบคุมติดตาม และประเมินผล เป็นระยะ เพื่อจะได้รับทราบผลการปฏิบัติงาน หากมีปัญหา หรืออุปสรรค จะได้เข้าแก้ไขได้ทันท่วงที อีกด้วย


เครื่องมือที่จะนำมาใช้ในการนำองค์กร มีหลายเครื่องมือ แต่ในที่นี่คงจะพูดถึงในส่วนที่หน่วยงานดำเนินการอยู่ โดยการบริหารจัดการผ่านในรูปคณะกรรมการ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่มากำกับ ควบคุม ติดตาม และวางแผน เพื่อนำผลการปฏิบัติงานนำเสนอผู้บริหารรดับสูง ในการพิจารณาตัดสินใจ ในเรื่องต่าง ๆ  ดังนี้

๑) งานด้านทรัพยากรมนุษย์ โดยผ่านคณะกรรมการอัยการ (กอ.) มีอำนาจในการบริหารงานบุคคลสูงสุด และบริหารงานของอส.โดยตรง

๒) งานด้านงบประมาณ โดยผ่านคณะกรรมการบริหารงบประมาณประปี (กบง.อส.) มีหน้าทีในการบริหารจัดการด้านงบประมาณของสำนักงาานฯ

๓) งานด้านการพัสดุ โดยผ่านคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.อส.) มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารสัญญา และการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงานฯ

๔) งานด้านพัฒนาระบบราชการ โดยผ่านคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.อส.) มีอำนาจหน้าที่ในการนำระบบริหารจัดการมาใช้ในสำนักงานฯ

๕) งานด้านพัฒนาบุคลากร โดยผ่านคณะกรรมการพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ มีอำนาจหน้าที่วางแผนการพัฒนาบุคลากร การกำหนดหลักสูตร การกำหนดคุณสมบัติผู้เข้ารับการอบรมฯ การงานแผนการพัฒนาบุคลากรรายบคคล

๖) งานบริหารพนักงานราชการ โดยผ่านคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ (กพร.อส.) มีอำนาจหน้าที่ในการวางแผน การบริหารจัดการเกี่ยวกับพนักงานราชการ

๗.) งานเกี่ยวกับยานพาหนะ โดยผ่านคณะกรรมการว่าด้วยรถราชการ (กร.อส.) มีอำนาจหน้าที่ในการจัดซื้อ จัดจ้างรถยนต์ราชการ การกำหนดระเบียบการใช้รถราชการ และการบริหารจัดการเกี่ยวกับรถราชการ

๘) งานด้านวิชาการ โดยผ่านคณะกรรมการวิชาการของสำนักงาน มีอำนาจหน่าที่ในการพัฒนางานด้านวิชาการสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การพัฒนากฎหมาย การวิจัย การออกระเบียบ หนังสือเวียน และคำสั่งต่าง ๆ ในการดำเนินงานขององค์กร

      นอกจากที่กล่าวมานี้ ยังมีคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ คณะทำงานอีกมาย บางคณะก็จัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะกิจ บางคณะก็ตั้งโดยคณะกรรมการชุดใหญ่
     คณะกรรมการเหล่านี้ ถือว่าเป็นเครื่องมือของผู้บริหารระดับสูง ที่จะมาช่วยในการบริหารจัดการองค์กรให้ขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมา วิสัยทัศน์ และพันธกิจต่าง ๆ ที่กำหนดไว้

สนุกกับชีวิต

วันนี้ได้รับข้อความจากไลน์เพื่อน อ่านแล้วชอบมาก และผู้เขียนก็ใกล้จะเกษียณแล้ว นจึงเป็นข้อเขียนที่มีประโยชน์มาก ๆ ท่านที่เขียนข้อความดังกล่าว คือ..ท่านมล.สิทธิชัย ไชยยันต์

คุณชายเขียนเมื่ออายุ 65 และเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต แลผู้อ่านสามารถนำไปประพฤติปฏิบัติได้ จึงขออนุญาตนำข้อเขียนของท่านมานำเสนอไว้ที่นี่ เรื่อง...คู่มือสนุกกับชีวิต...ครับ

วันนี้ผมอายุครบ 65 ปี เป็นโอกาสดีที่จะได้เผยเคล็ดลับในการใช้ชีวิตแบบไม่ปกติในโลกที่บิดเบี้ยว

 อ่านที่คนอื่นเขียนแล้วไม่ถูกใจ ไม่ใช่ชีวิตแบบที่ผมต้องการ เขาเขียนได้ ผมก็เขียนๆได้นี่นะ

1 เมื่อคุณอายุถึง 65 คุณไม่ต้องมองย้อนอดีต มองไปก็ทำอะไรไม่ได้ และก็ไม่ต้องฝันถึงอนาคต คุณเหลือเวลาไม่มากที่จะล่าฝัน

วัยนี้คุณต้องอยู่กับปัจจุบัน จะอยากทำอะไร ก็ลงมือทำ ไม่ทำตอนนี้ก็ไม่มีเวลาจะไปทำตอนไหนแล้ว

วัยนี้ไม่ต้องห่วงอนาคต ให้ทำปัจจุบันให้สุขใจที่สุด วันนี้คือวันสำคัญที่สุด พรุ่งนี้คือรางวัลพิเศษ

2 คุณต้องสร้างเงื่อนไขให้ตัวคุณอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งคนอื่น โดยเฉพาะในเรื่องการเงิน ถ้าเจ็บป่วยคุณต้องมีประกันสุขภาพหรือมีเงินไว้รักษาตัว อย่าหวังพึ่งลูกหลาน

3 ในขณะที่คุณไม่ไปพึ่งลูกหลาน คุณก็ต้องมีแผนในการเลี้ยงลูกที่ดี เมื่อลูกโตแล้ว อย่าให้เขาต้องมาพึ่งคุณ ต่างคนต่างไม่ต้องพี่งกันในเรื่องเงินจะดีมากๆ

ถึงยามนี้คุณต้องปล่อยวางกับลูกหลาน คุณเลี้ยงเขาอย่างดีที่สุด ส่งเขาเรียนอย่างดีที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้แล้ว ชีวิตเขาต้องดำเนินไปตามครรลอง คุณไม่อยู่ค้ำฟ้ามาดูแลเขาตลอดไป

เขาอาจประสบความสำเร็จมากแต่ไม่มีเวลามาหาคุณ หรือเขาไม่เอาเรื่องเอาราวสักอย่างแต่รักคุณดี

คุณต้องยอมรับในสิ่งที่เป็นอยู่ ไม่ต้องน้อยใจ คุณจะให้ลูกเป็นอย่างที่คุณต้องการทุกอย่างไม่ได้หรอก

4 เลี่ยงการทำชีวิตให้ชีวิตอยู่ในภาวะเก็บกด  ด้วยการไม่กดเก็บ คุณจะทำอะไรก็ตาม อย่ากลัวคนว่า อย่าใส่ใจคนนินทา วันที่คุณป่วย นักนินทาไม่มาดูแลคุณ คุณไม่มีเงินใช้ นักนินทาไม่ให้เงินคุณ นักด่าไม่เคยช่วยอะไรคุณ มีแต่ด่าซ้ำ

5 อย่ากลัวที่จะเริ่มอะไรใหม่ วัยนี้ไม่มีเวลาฝัน คิดแล้วต้องทำ ไม่มีเวลาเหลือให้ฟังนักหัวเราะเยาะ ใครอยากหัวเราะให้เขาหัวเราะไป เขาทำอย่างอื่นไม่เป็น การทำงาน ไม่ว่างานอะไรจะช่วยให้สมองได้มีโอกาสบริหาร ไม่เบื่อ

6 ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ผมสุขภาพดีเพราะออกกำลังกาย วิ่งเดินสัปดาห์ละหลายกิโลเมตร ถ้าไม่ออกกำลังกาย ไม่มีสุขภาพที่ดีแน่นอน

7 ในแวดวงของคุณ มีคนจนกว่าคุณและรวยกว่าคุณ มีคนตำแหน่งใหญ่กว่าและเล็กกว่า ถ้าคุณมองแต่คนที่ดีกว่าคุณ ชาตินี้คุณไม่มีวันเป็นสุข ถ้ามองแต่คนแย่กว่าคุณ ก็จะทำให้คุณพอใจที่เหนือกว่าเขา

ไม่ต้องมองใคร ถ้าคุณปลูกต้นไม้สักต้น หมั่นให้ปุ๋ย รดน้ำให้ดี ไม่ต้องไปสนใจต้นไม้บ้านอื่น ให้ต้นไม้ของคุณงอกงามดีเท่านั้นพอ มันอาจสวยที่สุดในหมู่บ้านในสายตาคนอื่นก็ได้

8 หาหมอประจำ ผมเป็นหลายโรคจึงต้องไปตรวจร่างกายทุกสามเดือน และทำให้ได้รู้ว่าร่างกายกำลังถูกโรคอะไรใหม่ๆคุกคามบ้าง รู้แต่เนิ่นๆก็รักษาง่าย ขนาดไปหาหมอบ่อย บางโรคยังหาเจอยาก ถ้าผมไม่หาหมอบ่อย ป่านนี้อาจตายไปแล้ว

9 คบหาสมาคมกับเพื่อน และคนที่เคยรู้จัก ยามนี้ใครที่ยังคบคุณอยู่เป็นคนรักคุณจริงทั้งนั้น ลูกน้องไม่มาหาเพราะหวังตำแหน่ง เพื่อนไม่มาหาเพราะอยากพึ่งพิง เขามาเพราะอยากคบจริง

10 อย่าหาเหาใส่หัว รู้จักพูดว่าไม่ เมื่อใจมันไม่อยาก เช่นคนยืมของ ยืมเงิน ขอของ ขอความรัก ถ้าใจมันไม่อยากให้ ปากต้องบอกว่าไม่

11 กินทุกอย่างที่อยากกิน ถ้าสงสัยให้ถามหมอ บางอย่างคุณอาจกินไม่ได้ ถ้ากินได้แล้วคิดเองว่าไม่ควรกินก็น่าเสียดาย

12 เดินทางไปทุกที่ที่อยากไปและพอมีเงินจะไปได้ ไปแล้วจะรู้ว่าโลกนี้มีอะไรที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย และจะมีความสุขที่ได้พบคนและสถานที่แปลกๆ

สิบสองข้อชีวิตสนุก ขอให้มีความสุขกับชีวิตทุกคนครับ

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ข้อคิดจากกรณีถ้ำขุนน้ำนางนอน

มีเพื่อนส่งไลน์การแสดงความคิดเห็นของท่านองคมนตรีท่านหนึ่ง ซึ่งให้ความเห็นและแง่คิดสำหรับคนไทยทุกคน กรณีการปฏิบัติการช่วยเหลือทีมหมู่ป่า จำนวน ๑๓ ชีวิต ที่เข้าไปติดอยู่ในถ้ำขุนน้ำนางนอน เห็นว่าข้อคิดและความเห็นดังกล่าว จะเกิดประโยชน์ต่อผู้อ่านและผู้ได้พบเห็น เพื่อนำไปเป็นข้อคิดสกิดใจ  จะทำให้หลาย ๆ คนที่ยังสงสังอยู่ อาจจะได้คำตอบ จึงขออนุญานนำเนื้อหาดังกล่าวมาเสนอดังนี้..

จากท่านองคมนตรี ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย

การช่วยเหลือที่ถ้ำหลวงในครั้งนี้ จริงอยู่เราสูญเสียทรัพยากรมากมาย เพื่อกอบกู้ 13 ชีวิต
ทุกอย่างที่เราเสียไป มันไม่ใช่เสียเปล่า แต่เราได้อะไรกลับคืนมา มากมายเหลือเกินจากเหตุการณ์นี้

1) ท่ามกลางปัญหา เราได้เห็นว่า ประเทศไทยมีคนที่ความสามารถในการจัดการได้ดี และมีความเป็นผู้นำสูงมาก อย่างท่านผู้ว่าฯเชียงราย เมื่อเกิดเหตุ ท่านวางแผน และจัดการปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เห็นว่า คนที่จะมาถึงตำแหน่งนี้ได้ ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

2) เราได้เห็น ความเด็ดขาดของผู้ว่า โดยเฉพาะที่บอกว่า คนที่อยากมาช่วย ใครอยากมาก็มาได้ แต่ต้องมาถกหลักการกันก่อน ว่าสิ่งที่นำเสนอมันทำได้หรือไม่ หรือว่าเป็นไอเดียที่จะถ่วงทีมให้ช้าลง  ไม่ใช่ว่าคนที่อยากช่วยจะมีประโยชน์ทั้งหมด ซึ่งผู้มีอำนาจเด็ดขาด ต้องเลือกใช้คนให้ถูก ไม่ใช่รับความช่วยเหลือไปเสียทุกอย่าง

3) แน่นอน ใครๆก็รู้ว่าการค้นหาเด็กให้พบคือสิ่งสำคัญ แต่ ผู้ว่าฉลาดมาก ที่ให้ความสำคัญก่อนกับ "คนที่เข้าไปช่วย" อะไรที่เสี่ยงภัย เช่น  ดำน้ำในสภาวะเสี่ยงเกินไป หรือ การเสี่ยงว่ายน้ำโดยมีโอกาสเสี่ยงไฟดูดไฟช็อต ผู้ว่าจะไม่ยอมให้หน่วยซีลลงน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องถูกต้องแล้ว การช่วยหนึ่งคน ไม่ได้แปลว่าต้องเอาชีวิตของอีกคนเข้าไปแลก

4) เราได้เห็นว่า กลยุทธ์อะไรก็ตาม ต้องมีแผนสำรองอยู่เสมอ ในตอนแรกแผนดั้งเดิม คือให้หน่วยซีล เข้าถ้ำไปเรื่อยๆ เพื่อไปหาทั้ง 13 คนที่ติดถ้ำ แต่สุดท้าย เราก็มีแผนสอง คือตรวจเช็กปล่องด้านบนภูเขา ว่าจะสามารถหย่อนตัว ทะลุถึงถ้ำได้เลยหรือไม่ และแผนสามคือไอเดียการเจาะภูเขา การไปถึงจุดหมาย ไม่จำเป็นต้องมีแผนเดียว แต่การเปิดรับทุกหนทางที่เป็นไปได้ ก็ยิ่งมีโอกาสไปถึงเป้าหมายเร็วขึ้น

5) เราได้รู้จักหน่วยซีล ว่าคืออะไร บางคนไม่รู้เลยว่าที่ไทยก็มีด้วย ได้รู้ว่า SEAL ย่อจาก (SEa - Air - Land) คือหน่วยรบที่ปฏิบัติงานได้ทั้งในทะเล บนอากาศ และภาคพื้นดิน เป็นหน่วยทหารที่มีสภาพร่างกายแข็งแกร่ง ผ่านการฝึกหฤโหด และในยามคับขัน ความยอดเยี่ยมของหน่วยซีล ก็สามารถเป็นประโยชน์กับภารกิจได้

6) เราได้รู้จักภูมิศาสตร์ของประเทศไทยมากขึ้น หลายคนรู้จักถ้ำหลวงเป็นครั้งแรก ได้รู้ว่าขุนน้ำนางนอนอยู่ตรงไหน ได้รู้ว่าเชียงรายก็มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจแบบนี้ด้วย ได้รู้จักคำว่า "ถ้ำ" ในความหมายใหม่ บางถ้ำมันยาวเป็นกิโล และคดเคี้ยวเหมือนเขาวงกต

7) เราได้ความรู้เรื่องการเอาชีวิตรอดมากขึ้น ได้รู้จัก "กฎ 333" ว่าในภาวะใดบ้างที่คุณจะมีชีวิตรอดได้ คือ ขาดอากาศหายใจได้ 3 นาที ,  ขาดน้ำดื่มได้ 3 วัน , ขาดอาหารได้ 3 สัปดาห์ ถ้ามากกว่านี้ก็จะตาย (แต่แน่นอนนี่เป็นแค่กฎคร่าวๆไม่ได้ใช้ได้กับทุกคน) ได้ความรู้ว่า แม้จะไม่มีอาหาร แต่ร่างกายมนุษย์ สามารถดึงพลังงานสำรองที่สะสมในรูปไขมันมาใช้ได้

8) เราได้เห็นความเสียสละของคนในพื้นที่ ยอมให้สูบน้ำเข้าเทือกสวนไร่นา ทั้งๆที่พวกเขาเริ่มทำกสิกรรมกันแล้ว ไม่มีใครอยากทำให้ตัวเองวุ่นวาย และเสียผลประโยชน์ แต่สุดท้าย เมื่อมันเป็นเรื่องความเป็นความตาย ทุกคนเข้าใจดี ซึ่งนี่คือการเสียสละอย่างแท้จริง

9) เราได้เห็นความสามารถของสื่อมวลชน ในเงื่อนไขที่จำกัด ไม่มีอะไรพร้อมสักอย่าง คุณสามารถนำเสนอให้ สื่อของตัวเองมีความน่าสนใจได้ หรือไม่ คุณมีมุมมองที่เฉียบขาดมากกว่าที่อื่นหรือเปล่า และที่สำคัญ คุณจะเคารพกติกาที่เจ้าหน้าที่ตั้งไว้ หรือจะกล้าแหกกฎเพื่อได้ข่าวที่เหนือกว่าช่องอื่น

10) เราได้เห็น ทักษะการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กที่มีประสิทธิภาพ อย่างทวิตเตอร์ของ Mthai การนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา รวดเร็วฉับไว ไม่ต้องสร้างดราม่า ก็สร้างความนิยมได้เช่นเดียวกัน

11) เราได้รู้ว่า สิ่งที่เราหวัง สิ่งที่เราคิด กับสิ่งที่เกิดขึ้นหน้างาน มันไม่เหมือนกันเลย หลายๆอย่างเราคิดได้ แต่ในสถานการณ์จริงมันทำไม่ได้ มีคนบอกว่า ทำไมเราไม่ห้อยอาหารลอยน้ำไปให้ถึงมือเด็ก มีคนอธิบายว่า เพราะในถ้ำน้ำมันไม่ได้ไหลตรงๆเหมือนแม่น้ำ เอาของลอยน้ำ ก็ไปติดโขดหิน เด็กไม่ได้รับแน่นอน หรือ มีบางคนถามว่าทำไมไม่ระเบิดถ้ำ ก็มีคนอธิบายว่า ระเบิดแล้วถ้าหินถล่มลงมาจนปิดทางเข้าออกทั้งหมดล่ะ แบบนี้เด็กตายเลยไหม  เราได้เข้าใจว่า สิ่งที่จินตนาการ มันอาจทำไม่ได้ในชีวิตจริง

12) เราได้รู้ว่า ในสังคมนี้ มีคนอยากเอาหน้ามากมาย บางคน รู้ว่าตัวเองไม่มีทักษะอะไรที่จะช่วยได้ (คือจะบอกว่า มาเป็นกำลังใจ อยู่ตรงไหนก็ส่งใจไปได้จริงไหม) แต่ก็อยากเอาตัวไปให้สื่อได้เห็นว่ามาลงพื้นที่แล้ว  ในทางตรงกันข้าม มีคนจำนวนมากยอมทำงานหนักเป็นมดงาน เพื่อให้ภารกิจได้เดินหน้าต่อ แต่คนเหล่านี้ ไม่ได้ต้องการป่าวประกาศใดๆ  เขาต้องการผลสำเร็จ ไม่ใช่ชื่อเสียงของตัวเอง

13) เราได้เห็นว่าในประเทศไทย ความเชื่อ กับ วิทยาศาสตร์มันสามารถไปด้วยกันได้อย่างประหลาด ในขณะที่ทีมงานกำลังจะเจาะถ้ำ ก็ยังต้องขออนุญาตจากเจ้าป่าเจ้าเขา  หรือขณะที่ เราใช้เทคโนโลยีโดรนที่ล้ำยุคในการช่วยค้นหา แต่อีกด้านเราก็เห็นภาพชาวบ้านกราบไหว้ ครูบาบุญชุ่ม ที่เข้าไปทำพิธีเปิดตา มันเป็นส่วนผสมที่ไม่น่าเชื่อ แต่ก็เกิดขึ้นกับประเทศไทยจริงๆ

14) เราได้เห็นว่า ในยามที่ทุกคนกำลังสับสน ย่อมมีคนหาโอกาสฉวยผลประโยชน์เสมอ คนที่อ้างให้โอนเงินเข้าบัญชีตัวเอง อ้างขอเงินไปช่วย 13 ชีวิตติดถ้ำ แบบนี้มีเยอะ คนเสพข่าวสารต้องระวังให้ดี อย่าใจดี จนขาดสติ ต้องเช็กให้รอบคอบ เพราะคนชั่วโลกนี้มันมีเยอะ คนแบบนี้ต้องไม่ตายดีแน่

15) เราได้เห็นว่า ทุกความสามารถมีประโยชน์ ช่างไฟฟ้า นักขุดเจาะน้ำบาดาล ช่างต่อท่อ แพทย์ นักปีนเขา ทหาร นักข่าว พ่อครัว ช่างภาพ ล่าม นักวิทยาศาสตร์ ทีมกู้ภัย นักดำน้ำ นักดนตรี นักธรณีวิทยา ฯลฯ ในยามจำเป็น ทุกคนสามารถใช้ทักษะของตัวเอง เพื่อเป้าหมายสูงสุดร่วมกัน มันแสดงให้เห็นว่า ไม่มีอาชีพไหน เหนือกว่าอาชีพไหน ทุกคนสามารถสร้างสรรค์สังคมได้ในทางของตัวเอง

16) เราได้เห็นคนจินตนาการเยอะเหลือเกิน บางคนบอกว่าเด็กไปพัวพันกับคดียาเสพติด บางคนคิดไปขนาดว่า จริงๆเจอตัวเด็กตั้งนานแล้ว แต่ปล่อยออกมาไม่ได้ เพราะกำลังเคลียร์เรื่องยาเสพติดอยู่ มีทฤษฎีสมคบคิดมากมาย แต่สุดท้ายก็เหมือนอย่างที่ผู้ว่าบอกนั่นแหละ "ขอให้งดใช้จินตนาการ"  และอย่างที่ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5 บอก "ถ้ำหลวงไม่ใช่พื้นที่สีแดง" คือ การคิดเรื่อยเปื่อย มีโทษมากกว่าประโยชน์นะ

17) เราได้เห็นว่า ในช่วง 3-4 วันแรกของเหตุการณ์ทุกคนยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ทุกอย่างชุลมุนไปหมด แต่หลังจากนั้น ทุกอย่างก็เริ่มมีระบบระเบียบมากขึ้น รถราที่ใครจะขึ้นไปบนเขาก็ได้ โดนกันไว้ด้านล่าง เจ้าหน้าที่จัดรถโดยสาร รับส่งคนขึ้นลง ทำให้การจราจรไม่ติดขัด ขณะที่ ทีมงานก็มีการซักซ้อมอย่างดี ถ้าหากพบเด็กแล้วจะทำอย่างไร ทุกอย่างมีแบบแผนเป็นระบบ ไม่มั่วซั่ว อย่าดูถูกความสามารถของเจ้าหน้าที่เลย เขาก็พยายามทำทุกอย่างให้ง่ายที่สุดต่อการจัดการล่ะ

18) เราได้เห็น น้ำใจของชาวต่างชาติ บางคนมาช่วยผ่านทางรัฐบาลส่งมา บางคนเดินทางมาด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน การที่ท่านแสดงถึงน้ำใจที่มี เราขอคารวะทุกท่าน มา ณ ที่นี้ มันทำให้เห็นอีกด้วยว่า ในยามวิกฤติ ไม่มีกำแพงของเชื้อชาติ

19) เราได้รู้ว่าข่าวสารสมัยนี้ไปเร็วมาก เรื่องเกิดแค่ 1 วัน ทั้งโลกรู้แล้วว่ามีเหตุคนติดถ้ำที่ไทย ซึ่งทำให้คนทั้งโลกจับตาดูอยู่ ทุกๆการกระทำ ทุกๆการตัดสินใจ จะเป็นบทพิสูจน์ให้โลกเห็นเลยว่า ประเทศไทย มีฝีมือแค่ไหน ในการรับมือกับปัญหา

20) หลายคนไปด่าเด็ก ว่าเด็กพวกนี้ไม่ควรได้รับการสรรเสริญอะไรทั้งนั้น เป็นเด็กซน แล้วทำให้คนอื่นเดือดร้อน คือทำไมใจร้อนรีบด่าจัง ยังไม่รู้ที่มาที่ไปอะไรเลยไม่ใช่หรอ ยังไม่รู้ว่าทำไมเขาต้องเอาตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์นั้น น้ำขึ้นอย่างไร ต้องเอาตัวรอดแบบไหน ไม่มีใครรู้เหตุการณ์จริงๆเลย ได้แต่คาดเดาไปเรื่อย แล้วการที่ไปต่อว่าเด็กๆแบบนั้น มันยุติธรรมหรือ

21) และสมมติว่า เด็กๆผิดจริง ผมอยากให้คิดแบบนี้ครับ ว่าใน 13 คน (แม้จะมีโค้ชอยู่ก็เถอะ) แต่เด็กๆโดยรวม ส่วนใหญ่อายุระหว่าง 13-16 ปี พวกเขาก็ยังเด็ก ยังไม่มีประสบการณ์ชีวิต ยังทำอะไรไม่ทันคิด ตอนเราเป็นเด็ก เราไม่เคยทำผิดพลาดกันหรอ? เราก็เคยกันทั้งนั้น ผมเชื่อว่าเด็กพวกนี้ เขาเองไม่อยากให้คนอื่นลำบากหรอก เขาแค่ประเมินสถานการณ์ผิดไป ไม่รู้ว่าน้ำมันจะท่วมถ้ำได้ขนาดนั้น ชนิดที่ร้อยวันพันปี ไม่เคยท่วมแบบนี้ ไปมาหลายครั้งก็ไม่เคยเจอท่วม มันเป็นความผิดพลาดที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดขึ้น มันเป็นแจ๊กพ็อตพอดี  คือไม่ต้องชมน่ะใช่ ตักเตือนได้ แต่ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปด่าเขาเหมือนกัน

22) สิ่งที่แต่ละองค์กรพยายามมอบให้เด็ก อย่างสโมสรเอสซีจี เมืองทองฯ อยากให้ทีมหมูป่า มาดูบอลที่สโมสร และได้โอกาสฝึกกับทีมเยาวชน หรือ สโมสรเชียงราย เตรียมให้ตั๋วดูบอลฟรีตลอดชีวิต มันไม่ใช่การมอบรางวัลให้คนทำผิด แต่มันเป็นการส่งกำลังใจให้ครอบครัวของเด็กต่างหาก ให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนมีแรงใจสู้ต่อว่า เจ้าจงรอดกลับมาเถอะนะ มีสิ่งดีๆรออยู่มากมาย อย่าเพิ่งมาจบชีวิตตอนนี้เลย

23) ใครอยากเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงตาย คุณเอาตั๋วดูบอล มาแลกกับชีวิตทั้งชีวิต เป็นคุณ คุณเอาหรอ มีคนบอกว่า จากนี้ถ้าเด็กคนไหนอยากได้อะไร ก็คงวิ่งไปติดถ้ำ เพื่อให้คนช่วยออกมา แล้วจะได้มีผู้ใหญ่มาให้ของรางวัลมากมาย คือ ก็อยากเห็นเหมือนกัน ว่าใครจะเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงกับของตอบแทนแบบนี้

24) อีกอย่าง ถ้าเด็ก "รอดชีวิต" จริงๆ การที่พวกเขาติดอยู่ในสถานการณ์ลำบากขนาดนี้  แล้วยังประคับประคองสติ จนรอดชีวิตได้ไม่คลุ้มคลั่งไปก่อน มันก็เป็นเรื่องน่าทึ่งนะ น่านั่งพูดคุยกับเขา ว่าในสถานการณ์บีบคั้น เขาคิดอะไร ถึงรอดตายมาได้ น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับอีกหลายๆคนได้เลย

25) รวมถึงเรื่องสภาพร่างกายด้วย ว่าในสภาพที่มีอาหารน้อย น้ำน้อย ทุกอย่างจำกัดหมด พวกเขามีอาการอย่างไรบ้าง และทำอย่างไรถึงรอดชีวิตมาได้ เป็นประสบการณ์ใหม่ ที่อนาคตถ้ามีคนโชคร้ายเจอเรื่องแบบนี้อีก จะได้พอมีแนวทางว่าต้องทำอย่างไร

26) ในครั้งนี้ ประเทศไทยแลกอะไรไปหลายอย่าง  เงินทอง กำลังกาย ทรัพยากร แม้แต่ธรรมชาติ ป่าเขาอยู่ของมันดีๆ ก็จำเป็นต้องถูกตัดไม้ ระเบิดหิน เพื่อเพิ่มโอกาสในการช่วยเหลือทุกคนให้รอดปลอดภัย เราเสียอะไรไปเยอะมากจริงๆ

27) แต่สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเรื่องนี้ก็มากมายเช่นกัน กับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นครั้งแรก ได้ประสบการณ์ ได้ความรู้ ได้อุทาหรณ์ ได้เห็นมุมมองจากคนทุกสาขาอาชีพ และได้เห็นคนทั้งประเทศรวมใจกันเป็นหนึ่ง

28) และเด็กๆ ถ้ารอดมาได้ พวกเขาจะได้รับรู้แน่นอนว่า คนทั้งชาติต้องแลกกับอะไรมาบ้าง เพื่อให้เขามีชีวิตต่อไป เขาจะใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทอีกเลยต่อจากนี้ และทั้ง 13 คน ก็จะกลายเป็นอนาคตของประเทศชาติเราต่อไปในทางใดทางหนึ่ง

29) ที่สำคัญที่สุดอีกข้อคือ เรื่องนี้จะเป็นข้อเตือนใจให้วัยรุ่น และเยาวชนของชาติคนอื่นๆ ให้คิดอ่านอะไรให้รอบคอบมากขึ้น และต้องตระหนักเลยว่า ต้องมีสติให้มาก เพราะเวลาเกิดเรื่องขึ้นมา ไม่ใช่แค่ตัวเองที่ลำบาก พ่อแม่ก็เป็นห่วง แถมคนอีกมากมาย ต้องมาลำบากเพื่อตัวเอง

30) แน่นอน ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว แทนที่จะหัวเสีย ไปโมโหว่า "มันไม่ควรเกิดขึ้นแต่แรก" หรือ "ทำไมเด็กไม่อ่านป้ายคำเตือน"  ก็ยอมรับความจริงตรงๆไหมว่ามันเกิดขึ้นแล้ว และ ย้อนคิดดีกว่า ว่าเราจะเก็บเกี่ยวอะไรได้บ้างจากเหตุการณ์นี้

จริงไหม?

ขอให้ผู้ช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ และผู้ประสบภัยทุกคนปลอดภัย

#ถ้ำหลวง #ทีมหมูป่า #HOPE     credit : องคมนตรีเกษม วัฒนชัย

ใจเป็นใหญ่

ไม่น่าเชื่อว่า คนเราจะอยู่ในถ้ำได้นานถึง 9 วัน และยังมีสุขภาพแข็งแรงดี มีขีวิตอยู่ได้ด้วยน้ำฝนที่หยดลงมาจากปล่องของถ้ำ

นอกจากนี้การใหสัมภาษณ์บางส่วนของหัวหน้าโค้ชที่พาเด็กเข้าถ้ำในครั้งนี้ ว่า...เคยบวชเรียนมาก่อน และเคยฝึกสมาธิมาก่อน ได้นำองค์ความรู้เหล่านี้มาใช้ในการ แก้ไขปัญหาดังกล่าว
ประสบการณ์ในครั้งนี้ ได้ให้บทเรียนแก่เราว่า...ใจนั่นสำคัญที่สุด แม้ในยามเข้าที่ที่คับขัน หากใจเรานิ่งสงบ ก็จะทำให้การใช้พลังงานน้อยลง ส่งผลให้ร่างกายอดเอาหารได้ยาวนาน ทำให้คนเราอดทนต่อสภาพแวล้มได้ป็นเวลายาวนานขึ้น

การฝึกสมาธิ นอกจากจะทำให้เรามีสติมีจิตใจเยือกเย็น และมีความสุขแล้ว ยังส่งผลให้มีความอดทน ความต้านทานกับสภาพที่หนาวเหน็บ และความหิวโหยอีกด้วย
จึงไม่แปลกใจ ที่พระธุดงค์ท่านดำรงชีพอยู่ป่าเขาได้อย่างเรา

ต้องยอมรับว่าในยามคับขันเช่นนั้น การควบคุมคนทั้ง ๑๒ คน ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีเทคนิคในการพูดปลอบใจ ทำให้ทุกคนมีพลังในการต่อสู้กับความเป็นความตายในภาวะวิกฤตเช่นนั้น ต้องเป็นคนที่มีจิตใจเยือกเย็น สุขุม รอบคอบ ถึงจะนำพาทุกคนให้รอดชีวิตได้

การฝึกสมาธิ จึงเป็นแนวทางอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้เราได้สร้างภูมิต้านทานไม่ว่าจะเกี่ยวโรคภัย ความยากลำบาก ความอดอยากหิวโหย ความหนาวเหน็บ และภัยพิบัติต่างๆ

การฝึกสมาธิทุกคนจึงควรหันมาให้ควรสนใจและฝึกกันให้มากๆ เพื่อตัวของเรานั่นเอง จากประสบการณ์นี้คงจะทำให้เราได้มีบทเรียน และนำบทเรียนนั่นมาฝึกฝนกับตนเอง หากเราตกอยู่ในภาะเช่นนั้น..จะเป็นเช่นไร..

ทุกข์...ควรกำหนดรู้


ในช่วงปฏิบัติการช่วยเหลือนักกีฬาทีมหมูป่า พุทธศาสนิกชนและญาติของผู้ประสบภัยอยู่ในภาวะที่จิตใจมีความทุกข์ ปรากฏว่ามีพระสงฆ์ผู้มากด้วยบารมี มีเมตตาต่อพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างมาก และพระสงฆ์ที่คนไทยชาวภาคเหนือ และประเทศพม่าให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก ท่านได้เดินทางมาจากวัดพระธาตุดอนเรือง เมืองพง สหภาพพม่า เพื่อมาโปรดและเป็นกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน และประชาชนทั่วไป ณ ถ้ำขุนน้ำนางนอน
นอกจากนี้ท่านยังได้ทำพิธีเปิดป่า ทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับเจ้าป่า เจ้าเขา และสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพื่อให้ค้นหาครั้งนี้ประสบพผลสำเร็จ และนักกีฬา ๑๓ ชีวิตปลอดภัย และได้กลับภูมิลำเนาโดยสวัสดิภาพ
เพื่อข้อคิดสกิดใจ และแนวทางในการดำเนินชีวิต ขอนำโอวาทธรรมของ ครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร
วัดพระธาตุดอนเรือง เมืองพง สหภาพพม่า มาเสนอดังนี้

“...ในโลกจักรวาลนี้ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร ทุกสิ่งทั้งปวงเกิดดับตามเหตุปัจจัยไหลไปผ่านมาและผ่านไป ไม่มีอะไรเหลืออยู่ ไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่นด้วยสิ่งใดทั้งโลกนี้และโลกหน้า จงตั้งจิตอุทิศชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนี้ ถวายเป็นพุทธบูชา น้อมจิตภาวนาให้รู้แจ้งในรูปนามและสังขารอันไม่เที่ยงทุกข์ เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตนเราเขาอะไร รู้แจ้งด้วยปัญญาตามความจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไร

พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า ทุกข์ควรกำหนดรู้ สมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์ควรประหาร นิโรธ ควรทำให้แจ้ง มรรคควรเจริญภาวนาให้เกิด ธรรมะทุกอย่างรวมอยู่ที่จิตดวงเดียว เมื่อจิตรู้ จิตตื่น จิตเบิกบานอย่างยิ่งแล้วย่อมพ้นจากทุกข์ การบำเพ็ญธรรมปฏิบัติธรรมนี้ไม่ได้หวังเพื่ออะไรเป็นอะไรสักอย่าง แต่เป็นไปเพื่ออยู่เย็นเป็นสุขในชีวิตประจำวัน เพื่อความหมดห่วงหมดอาลัยในโลกทั้งสาม เพื่อนิพพานเท่านั้น ขอให้ทุกคนตั้งใจจริงทำจริงปฏิบัติจริงต่อธรรมะ อย่าท้อถอยเอาชีวิตเป็นเดิมพันถึงจะตายด้วยการปฏิบัติธรรมก็ยอม ให้มีกำลังใจเข้มแข็ง และทำจิตให้อ่อนโยนอ่อนน้อมถ่อมตน

อย่าคิดว่าเราเป็นคนสำคัญให้ทำตนแบบปกติธรรมดาๆ นี่แหละดีที่สุด เมื่อเราคิดว่าเราเป็นคนสำคัญแล้ว เมื่อผู้อื่นไม่ให้ราคาเรา ไม่นับถือให้ความสำคัญเราแล้ว จิตใจเราจะเป็นทุกข์ร้อนรนสับสนวุ่นวายไปตามกระแสโลกธรรม ขอให้ตั้งใจให้ดีมีสติทุกเมื่อ ทุกขณะจิต เพียงแต่รู้เฝ้า ดูเฝ้าเห็นกายกับใจเคลื่อนไหวไปตามเหตุปัจจัย เป็นเพียงรูปธรรมนามธรรมเท่านั้น เป็นเพียงก้อนทุกข์ ก้อนธาตุ เท่านั้น ไม่ควรไปให้ราคาตัวเองและวัตถุธาตุ สิ่งใดไม่ควรมั่นหมายผูกพันกับสิ่งใดในโลก เราอยู่ในโลกอย่าหลงมายาของโลก ไม่ติดไม่ข้องแวะเกี่ยวกับสิ่งในใจ มีแต่ใจรู้แจ้ง ปล่อยวางสู่ความว่างสภาพเดิมของธรรมชาติแท้

ครูบาบุญชุ่มเทศน์ในตอนท้ายว่า... ขอให้ทุกคนจงตั้งจิตตั้งใจให้ดี เราจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ก็ยาก จะได้มาพบพุทธศาสนาก็ยาก จะพบพ่อดีแม่ดี ครูบาอาจารย์ที่ดีก็ยาก ได้สร้างบารมีมาถึงวันนี้ อายุเราจะยืนมาถึงวันนี้ไม่ใช่ง่าย เราป่วย เราไข้หลายครั้งเพราะว่าทุกดวงจิต ทุกชีวิต ทุกวิญญาณก็เป็นไปตามกฎของทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ มันไม่อยู่เหมือนเดิม ก็ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามธรรมชาติ ฉะนั้นเราได้ประคับประคองธาตุขันธ์ของเราอายุของเรามาถึงวันนี้บุญที่สุดแล้ว และเราจะอยู่ต่อไปอีกกี่ปี กี่เดือน กี่วัน กี่ยาม ก็แล้วแต่บุญกุศลของเรา แล้วแต่ธาตุขันธ์ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของสมมุติ เรายืมเขามาโดยมีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมและก็ประกอบด้วยขันธ์ทั้ง ๕ มีรูปธรรมนามธรรมเกิดดับอยู่ตลอด..”

ที่มา :  คมชัดลึก

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ไหว้พระ..เพื่อเป็นสิริมงคล

เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา ได้พาลูกสาวไปไหว้พระ และสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เพื่อเป็นสิริมงคล เนื่องจากลูกสาวคนเล็กได้สิ่งที่ต้องการสมความปรารถนา

วันดังกล่าว ได้ไปสักการะที่ศาลหลักเมือง เสร็จแล้วไปทำบุญไหว้พระที่วัดสุทัศน์เทพวราราม วัดราชบพิตร วัดราชประดิษฐ์ วัดโพธิ์ วัดระฆัง และไปถวายสังฆทานที่วัดมหาธาตุ

ในช่วงที่จะถวายสังฆทาน พระคุณเจ้าได้บอกว่า...วัดมหาธาตุแห่งนี้ เป็นวัดที่น้องชายของรัชกาลที่ ๑ เป็นผู้สร้าง ได้แแก่สมเด็จเจ่าพระยามหาสุรสิงหนาท ซึ่งรูปปั้นของท่าน และครอบติดตั้งบนศาลาดังกล่าว ได้มีการจัดทำไวตั้งแต่ ปีพ.ศ.๒๔๙๐

นอกจากนี้ด้านหน้าศาลายังมีอนุสาวรีย์ของพระองค์ท่านตั้งเป็นตระหง่าน และชาวไทยที่ผ่านเข้ามาในวัดได้สักการะพระรูปดังกล่าว

คุณแม่บอกว่า..วันนี้มีความสุขมาก ที่ได้มีโอกาสพาลูกสาวไปทำบุญสมดั่งที่ตั้งใจไว้ ลูกสาวพาเดินไปไกลมาก ไม่ยอมนั่งรถ แม้จะเหนื่อยแทบขาดใจ แต่ต้องอดทน..เพื่อลูก...


                                             คุณแม่ยิ้มอย่างมีความสุข


ลูกสาวทั้งสาม สดใส ร่าเริงกัน