แม้เหตุการณ์จะผ่านพ้นไปนานแล้ว แต่บทเรียนจากเหตุการณ์ดั่งกล่าว ยังมีหลากหลาย และนำออกมาเผยแพร่ผ่านเสื่อหลายแขนง และบทเรียนหนึ่งอ่านแล้ว สะท้อนภาวะความเป็นผู้นำของผู้ควบคุมเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นอย่างดี หากนำมาเผยแพร่ให้คนได้อ่านและคิดก็จะเกิดประโยชน์มิใช่น้อย จึงขออนุญาตนำบทความดังกล่าวมาบันทึกไว้ ณ ที่นี่ ขอขอบคุณผู้เขียนบทความนี้ไว้เป็นอย่างสูงครับ!!!
ถ้ำหลวง
กับสิ่งที่ผู้นำควรเรียนรู้จากผู้ว่าฯ เชียงราย
.
หากเปรียบภารกิจค้นหา 13 ชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน
จังหวัดเชียงรายเป็นการทำงาน ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คืองานมหาโหดโคตรหิน
.
ลองคิดภาพตามนะครับ งานนี้ต่อสู้กับภัยธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ ต้องทำอย่างเร่งด่วนระดับเสี้ยววินาทีแข่งกับเดดไลน์คือ
13 ชีวิตเป็นเดิมพัน
ต้องบริหารทีมงานจากหลายที่มาหลากเชื้อชาติกว่า 10,000 คน
ท่ามกลางความกดดันของสายตาที่จับจ้องจากทั่วโลกหลายร้อยล้านคน
ภายใต้ข้อมูลมหาศาลแสนสับสนที่สื่อมวลชนรายงานออกไป
.
ใครเป็นผู้บริหาร บอกได้คำเดียวว่านี่คืองานระดับ The
Impossible Job!
.
แต่แล้วเราก็ได้เห็นนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย มาเป็นผู้บังคับบัญชาการ
ซึ่งเหตุผลที่ท่านเป็นผู้สั่งการสูงสุดของภารกิจนี้ แทนที่จะเป็นหน่วยงานอื่นๆ
อย่างทหารหรือตำรวจ เพราะตามกฎหมายเมื่อจังหวัดได้ประกาศภัยพิบัติ ผู้ว่าฯ
จะรับหน้าที่บัญชาการโดยปริยาย
ซึ่งเชียงรายประกาศภัยพิบัตินับตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุแล้ว
.
ช่วงแรกผมยังแปลกใจกับความตรงไปตรงมา เอาจริงเอาจัง ทุ่มเทตลอด 24
ชั่วโมงของท่าน แต่พอนานเข้าผมเริ่มเห็นวิธีคิดในการบริหารงานที่น่าสนใจมาก
.
ในฐานะคนที่ดูการแถลงข่าวของท่านทุกวัน ท่านเป็นคนคิดเป็นระบบ
เด็ดขาด และพูดกระชับชัดเจน เหมือนฟังซีอีโอบริษัทใหญ่ๆ
แสดงวิสัยทัศน์หรือกลยุทธ์ประจำปี ทุกครั้งท่านจะเน้นย้ำเป้าหมายสำคัญที่สุดก่อน
แล้วค่อยแจกแจงแนวทางการช่วยเหลือที่มากล้นออกเป็นข้อๆ เข้าใจง่าย
พร้อมสรุปความคืบหน้าแต่ละแนวทางอย่างชัดเจน
ที่สำคัญคือไม่กลัวที่จะต่อว่าหรือตักเตือนคนที่ออกนอกลู่นอกทาง
แถมยังปิดจบด้วยมุมมองเชิงบวก
.
ผมลองลงรายละเอียดการบริหารของผู้ว่าฯ คนนี้เท่าที่สังเกตเห็นครับ
.
1. เป้าหมายชัด-action plan ชัด
.
ภารกิจนี้มีแผนงานชัดเจนมาก อธิบายสั้นๆ แปบเดียวก็เข้าใจ
ท่านให้สัมภาษณ์ทุกวันว่าแผนการมีแค่ 4 แนวทาง
โดยจัดลำดับชัดว่า ทางหลัก-สูบน้ำออกเปิดทางซีลเข้าพื้นที่ ทางรอง-หาโพรงหรือปล่อง
ทางเลือก1-เจาะผนังถ้ำ และทางเลือก2-ขยายปลายถ้ำ
โดยจะย้ำหนักแน่นว่าการสูบน้ำเปิดทางให้หน่วยซีลเข้าถึงตัวน้องๆ
คือแนวทางที่สำคัญที่สุด ในขณะที่แนวทางอื่นก็ไม่เคยทิ้ง แต่ทำงานคู่ขนานกันไป
.
action plan ที่ชัดเจน เข้าใจง่าย
ทำให้แบ่งหน้าที่และหัวหน้าที่รับผิดชอบแต่ละแนวทางง่ายขึ้น
การสื่อสารก็ทำได้สะดวก ความคืบหน้าแต่ละแนวทางในแต่ละวันจึงกระชับมาก ทำได้แค่ไหน
หรือทำไม่ได้เพราะอุปสรรคอะไร ลองฟังท่านสรุปแต่ละวันดูนะครับ จะเห็นภาพเลย
.
ระบบอีกอย่างที่เห็นชัดมากคือ
การลงทะเบียนเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานหลายพันคน
ใครขึ้นตรงต่อใครต้องรายงานหัวหน้างานคนนั้น ใครไม่ลงทะเบียนห้ามเข้า
มีการเซ็นชื่อเข้าออกทุกครั้ง เพื่อป้องกันการตกหล่น และทำงานทับซ้อนกัน
.
2. ทดลอง เรียนรู้ และทำซ้ำ
.
ที่ผมชอบที่สุดคือ
การซักซ้อมการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยในวันเสาร์ที่ผ่านมา ฟังดูอาจจะเฉยๆ
แต่ผมคิดว่าเราไม่ได้เห็นการทำงานอย่างเป็นระบบรอบคอบแบบนี้มากนักในประเทศไทย
ท่านให้เหตุผลที่ต้องซ้อมเพราะตอนนี้คนเอาแต่คิดว่าต้องหาให้เจอ
แต่ท่านมองข้ามช็อตว่า ถ้าเจอจริงๆล่ะ เราต้องทำอย่างไร
เราดูแลน้องๆให้ปลอดภัยได้ไหม
.
อุตส่าห์เจอน้องๆ แต่ถ้าดูแลพวกเขาไม่ได้ ทุกอย่างก็จบ
.
ท่านสรุปตอนท้ายของวันซ้อมแบบนี้ครับว่า การซักซ้อมดังกล่าวยังเจอปัญหาอยู่
จึงเตรียมที่จะปรับปรุงระบบและจัดระเบียบให้พื้นที่มีความพร้อมในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมากขึ้น
.
ที่สำคัญคือ ทีมงานได้ทำการคลิปดำเนินการทั้งหมด
เพื่อเป็นบทเรียนที่มีประโยชน์
เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในลักษณะนี้ครั้งแรกในเมืองไทย ทุกหน่วยงานต่างบูรณาการทำงานกันอย่างเต็มที่
.
ย้ำอีกครั้งครับว่า การซ้อมนี้มีการ ‘ถ่ายคลิป’
เพื่อเป็นบทเรียน บูรณาการการทำงานในครั้งต่อไป
ซึ่งล่าสุดรถสื่อมวลชนที่จอดตรงถนนได้ถูกเคลียร์หมดแล้ว
เปิดทางให้ขนย้ายน้องๆได้สะดวกหากพบเจอ
.
3. รู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดีสำหรับองค์กร
.
Peter F. Drucker ปรมาจารย์ด้านการบริหารจัดการชาวอเมริกัน
เคยเขียนบทความชื่อ What Makes an Effective Executive โดยบอกว่าผู้บริหารที่บริหารงานได้ประสิทธิภาพไม่จำเป็นต้องมีบุคลิกผู้นำแบบที่เราเห็นในหนัง
แต่จริงๆ แล้วพวกเขาจะทำงานบนพื้นฐานไม่กี่ข้อเท่านั้น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ
ตอบตัวเองได้ชัดว่า “อะไรที่ต้องทำให้สำเร็จ” และ “อะไรคือสิ่งที่ดีสำหรับองค์กร”
.
ท่านผู้ว่าฯ จะแยกแยะคัดกรองทุกแนวทาง ทุกความช่วยเหลือ
ทุกอุปกรณ์ที่ส่งเข้ามาครับว่าอันไหนเหมาะสม อันไหนใช้ได้จริงก็จะใช้
อันไหนไม่ได้ก็ต้องบอกว่าไม่ได้ ท่านให้สัมภาษณ์อย่างเด็ดขาดบ่อยๆว่า “ใครอยากมาก็มาได้ แต่ต้องมาถกหลักการกันก่อน
ว่าสิ่งที่นำเสนอมันทำได้หรือไม่ หรือว่าเป็นไอเดียที่จะถ่วงทีมให้ช้าลง
ไม่ใช่ว่าคนที่อยากช่วยจะมีประโยชน์ทั้งหมด ตอนนี้ความช่วยเหลือตอนนี้เยอะมาก
มีหุ่นยนต์ดำน้ำเป็นสิบจอดรอหน้าถ้ำ แต่มันใช้ไม่ได้ก็คือใช้ไม่ได้”
.
การรู้ว่าอะไรดีกับองค์กร ทำให้การทำงานแน่วแน่ ไม่ไขว้เขว
ก็อย่างที่ท่านบอกละครับว่า “ผมขอบคุณทุกความหวังดีนะครับ
แต่บางความช่วยเหลือมันอาจจะไม่เหมาะกับหน้างานจริงๆ”
.
4. โฟกัสที่โอกาส มากกว่าปัญหา
.
Peter F. Drucker บอกครับว่าผู้นำที่ดีคือคนที่ไม่ได้แค่แก้ปัญหา
แต่พลิกปัญหานั้นเป็นโอกาส ตัวอย่างหนึ่งที่ผมชอบมากของท่านผู้ว่าฯ
คือวิธีการจัดการกับปัญหาสื่อนำเสนอข้อมูลกระจัดกระจาย ข่าวมั่วข่าวปลอมเยอะ
แทนที่จะไล่ตักเตือนทีละสื่อ ทีมงานของศูนย์ปฏิบัติการดึงหน่วยงานประชาสัมพันธ์เข้ามาช่วยซะเลย
แล้วส่งเป็น press release ให้สื่อทุกวัน
ส่งแผนที่อินโฟสวยงาม พร้อมกับเปิด LINE account ตัวใหม่ @ข่าวจริงประเทศไทย สำหรับสื่อสาร
เป็นการบอกว่าศูนย์กลางของข้อมูลต้องมาจากที่นี่เท่านั้น
.
ปัญหาข่าวมั่วเริ่มหมดไป ด้านนักข่าวส่วนใหญ่ก็ชอบมากครับ
เพราะทำให้เข้าใจข้อมูลตรงกัน เชื่อถือได้ และไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งรวบรวมข้อมูล
เรียกได้ว่ายิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว
.
5. เห็นอกเห็นใจ รับฟังปัญหา
.
แม้จะเด็ดขาด ตรงไปตรงมา
แต่ผมก็เห็นความเห็นใจของท่านผู้ว่าอยู่บ้างเนืองๆ
ท่านบอกว่าตนไปเยี่ยมญาติของน้องๆ ละ 2 ครั้ง
เพื่อพูดคุยและรับฟังปัญหา อยากได้อะไรก็จะจัดมาให้ เช่น กินมังสวิรัติ
อยากได้เตียง-ผ้าห่มเพิ่ม หรือจังหวะหนึ่งที่กำลังแถลงข่าวแล้วเกิดฝนตก
ท่านก็ถามนักข่าวว่า “จะหลบฝนก่อนไหม” สร้างความประทับใจให้กับกองทัพสื่อมวลชนได้ไม่น้อย
.
6. ทำให้เห็น ไม่ใช่ดีแต่พูด
.
คำพูดแรกที่สะดุดหูคนทั้งประเทศคือ
"ใครที่บอกว่าไม่เสียสละพอที่จะทำงาน ใครจะกลับบ้านไปนอนกับลูกกับเมีย
เชิญเซ็นชื่อแล้วออกไปเลย ผมไม่รายงานใครทั้งสิ้น ใครจะทำงาน
วันนี้ขอให้พร้อมทุกนาที ให้คิดว่าเขาเป็นลูกเรา"
.
อาจจะฟังดูแรง แต่พอเวลาผ่านไป เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทำจริง
ใส่ใจ และทุ่มเทขนาดไหน ไม่ใช่ดีแต่พูด
.
“มีคนถามว่าทำไมผมต้องมายืนอยู่ตรงนี้ตลอด...มันเหมือนแม่ทัพ
รบแล้วเรากำลังจะพ่ายแพ้ เราจะเสียพื้นที่ ถ้าแม่ทัพไม่ยืนอยู่ข้างหน้า
ใครจะไปช่วยแม่ทัพรบ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องสู้กันตลอด เราจะเหน็ดเหนื่อย
อ่อนล้ายังไง เราก็จะสู้กันตลอด”
.
ผมไม่รู้ว่าตัวตนจริงๆ ท่านผู้ว่าเป็นคนอย่างไร
หรือคนทำงานใกล้ชิดจะคิดกับท่านแบบไหน แต่จากการสังเกตการทำงานตลอดกว่า 10 วันที่ผ่านมา แม่ทัพคนนี้สอนบทเรียนการบริหารงานผมหลายอย่าง
.
คิดให้ชัด
วางแผนให้เคลียร์
ทำงานเป็นระบบ
แล้วทุ่มเททั้งตัวและหัวใจไปกับมัน
.
Photo: THE STANDARD
.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น