เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ได้ร่วมคณะกับผู้ตรวจการอัยการ เดินทางไปตรวจราชการสำนักงานอัยการต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ได้แก่ สำนักงานคดีปกครองจังหวัดอุดรธานี สำนักงานคดีแรงงานภาค ๔ สำนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี สำนักงานคดีศาลแขวงอุดรธานี สำนักงานอัยการคดีเยาวชนจังหวัดฯ และสสคชจ.อุดรธานี ณ ห้องประชุมสำนักงานฯอาคารหลังเก่า
ผู้ตรวจการอัยการ(ท่านเดชอุดม วีระวานิช) ได้ตรวจราชการและมอบนโยบายให้กับคณะข้าราชการฝ่ายอัยการ ได้แก่ อธิบดีอัยการ รองอธิบดีอัยการ อัยการพิเศษฝ่าย อัยการจังหวัด ผู้อำนวยการ และคณะข้าราชการ โดยเน้นนโยบายด้านการการติดตาม เร่งรัด ผลการปฏิบัติราชการฯ(ตัวชี้วัด) รอบ ๙ เดือน การดำเนินคดีอาญา การดำเนินคดีแพ่ง การจัดเก็บข้อมูลสถิติคดี และการลงสารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นไปตามนโยบายของสำนักงานอัยการสูงสุด
ด้านการดำเนินคดีอาญา เร่งรัดเรื่องการดำเนินคดีที่คั่งค้าง และดำเนินคดีให้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด ส่วนการดำเนินคดีแพ่ง ให้ดำเนินการล้างบัญชีค่าธรรมเนียมคดีแพ่งที่คั่งค้าง และการเบิกเงินค่าธรรมเนียมคดีความแพ่งให้ถูกตามระเบียบที่กำหนด นอกจากนี้ในการจัดเก็บข้อมูลสถิติคดีให้ถูกต้องตามระเบียบ
สำหรับการดำเนินการตามกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ(ตัวชี้วัด)ขอให้ทุกหน่วยงานได้ดำเนินการรายงานผลการปฏิบัติงานในรอบ ๙ เดือน ให้ทันภายในกำหนดตามหนังสือสั่งการของสำนักงานอัยการสูงสุด
ในการนี้ สำนักงานพัฒนาระบบบริหาร (สพร) ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาร่วมชี้แจงรายละเอียดตัวชี้วัด การกรอกข้อมูลในแบบรายงาน การจัดเก็บผลการปฏิบัติงาน และตอบปัญหาต่าง ๆ ให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในครั้งนี้ด้วย
การตรวจราชการในครั้งนี้ นอกจากจะไปตรวจติดตาม กำกับ เร่งรัดผลการปฏิบัติงานตามนโยบายของสำนักงานอัยการสูงสุด แล้ว ยังเป็นการออกไปเยี่ยมเยือน ให้ขวัญและกำลังใจให้กับคณะข้าราชการฝ่ายอัยการที่ปฏิบัติในพื้นที่ต่างจังหวัด พร้อมทั้งรับทราบปัญหา อุปสรรค และเสนอแนะแนวทางแก้ไข พร้อมทั้งนำปัญหาดังกล่าว รายงานให้ผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทราบ เพื่อดำเนินการแก้ไข ปรับปรุง และพัฒนางาน พัฒนาคน พัฒนากระบวนงาน และพัฒนาการให้บริการแก่ประชาชนให้ดียิ่งขึ้นไป ครับ
วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2562
วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2562
โอวาทของพระอาจารย์ (๑)
มีเพื่อนสมาชิกในกลุ่มวิทันตสมาธิ รุ่น ๙ ได้ส่งโอวาทของอาจาริยวาท ประจำ
วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๒ เห็นว่าสำคัญ และน้อมนำมาปฏิบัติจึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ครับ
“ปุญญานิ ปรโลกัสฺมิง ปติฎฐา โหนฺติ ปาณินัง”
บุญเท่านั้น ที่จะเป็นที่พึ่ง แก่สัตว์ทั้งโลกนี้ และโลกหน้า เพราะฉะนั้น พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จึงยอมเสียสละ เพื่อให้เกิดบุญกุศล
เสียสละให้ทาน เสียสละรักษาศีล เสียสละภาวนา ทั้งหมดนี้ เป็นแนวทาง ที่จะทำให้เกิดซึ่งบุญกุศลทั้งหลาย และบุญกุศลทั้งหลายเหล่านี้เอง
ที่จะเป็นอำนาจพิเศษ ที่จะดลบันดาล ให้เรานั้น ประสบความสำเร็จ ในหน้าที่การงาน ในกิจการต่าง ๆ เพราะว่าบุญ เป็นปัจจัย ที่ทำให้เราเกิดมาเป็นมนุษย์
ถ้ามิฉะนั้น เราก็ไปเกิด เป็นสัตว์เดรัจฉาน ไปเกิดเป็นช้าง ม้า วัวควาย ถ้าไปเกิดอย่างนั้น ก็เรียกว่าเป็นบาป”
พระธรรมมงคลญาณ (พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)
ประธานผู้ก่อตั้งสถาบันพลังจิตตานุภาพ
อนุโมทนาขอบคุณ ผู้มีส่วนในธรรมะสาระ และภาพประกอบนี้
จากหนังสือ ธรรมะรุ่งอรุณ เล่ม ๒ หน้า ๑๑๒
w.i.f.18 huahin
ธัมม์นิยม...แบ่งปัน
ตรวจราชการสกลนคร
เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ได้มีโอกาสร่วมกับคณะของผู้ตรวจการอัยการ เดินทางไปตรวจราชการที่จังหวัดสลกนคร
ตอนเช้าตื่นตั้งแต่ตีสี่ อาบน้ำแต่งตัว และลูกสาวได้ขับรถยนต์มาส่ง ณ ช่อง ๑๒ ท่าอากาศยานดอนเมือง อาคารเดินทางภายในประเทศ แม้ว่าจะเป็นชวงเช้า แต่รถราที่หน้่สนามบินดอนเมืองก็ติดเอาการเช่นกัน ทำให้เดินทางถึงช้ากว่ากำหนด โดยกำหนดไว้ว่า จะต้องเดินทางถึงสนามบินก่อนเวลา ๐๕.๓๐ นาฬิกา
ถึงสนามบินแล้วได้โทรหาหน้าห้อง ปรากฎว่าอยู่ระหว่างเดินทาง และได้พบเลขานุการของผู้ตรวจฯมาพร้อมกันพอดี จึงได้รอหน้าห้องก่อน เพราะไม่ทราบรายละเอียดในการเดินทาง ส่วนท่านผู้ตรวจการอัยการ ได้เดินทางมาถึงก่อนแล้ว
รอสักพักหนึ่งหน้าห้องมาพอดี ได้เข้าช่องรับตั่๋วสายการบิรแอร์เอเชีย ได้ที่นั่งแถวที่ ๑ ซี หลังจากนั้นได้ผ่านช่องตรวจและไปรอขึ้นเครื่องที่ประตู ๗๔ ปรากฎว่ามีผู้โดยสารที่จะเดินทางไปต่างจังหวัดจำนวนมาก หาที่นั่งแทบไม่มี
เครื่องบินออกจากท่าอากาศยานดอนเมืองเวลา ๐๗.๒๐ นาฬิกา ถึงสนามบินสกลนครเวลาประมาณ ๐๘.๓๐ นาฬิกา และมีคณะข้าราชการมาต้อนรับที่สนามบิน และนำไปยังอาคารสำนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
ผู้ตรวจการอัยการ(นายเดชอุดม วีระวานิช) ได้มอบนโยบาย และตรวจราชการตามประเด็นที่กำหนดของสำนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร สำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสกลนคร และสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนฯ ณ ห้องประชุมสำนักงานอัยการจังหวัดสกุลนคร
นโยบายที่ผู้ตรวจการอัยการ ได้มอบให้แก่คณะข้าราชการฝ่ายอัยการ ได้แก่นโยบาย ด้านการติดตามเร่งรัดตัวชี้วัดปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ ด้านการดำเนินคดีแพ่ง เกี่ยวกับการล้างบัญชีเงินยืมค่าธรรมเนียม ด้านการเร่งสำนวนคดีค้างทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา และการนับจำนวนสำนวนคดีเปรียบเทียบปรับ
สำหรับการดำเนินการตามกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ (ตัวชี้วัด) ได้มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาระบบบริหาร มาร่วมชี้แจงเกี่ยวกับราละเอียดตัวชี้วัดของแต่ละสำนักงานฯ โดยเฉพาะเงื่อนไขที่สำคัญของแต่ละตัวชี้วัด นอกจากนี้ยังได้อธิบายแนวทางการกรอกข้อมูลตามแบบรายงานตัวชี้วัดในรอบ ๙ เดือน ซึ่งมีกำหนดส่งรายงานให้สพร.ภายในวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒ อีกด้วย
นอกจากนี้หลังจากตรวจราชการแล้ว ได้ไปตรวจอาคารบ้านพัก และอาคารชุดของสำนักงานอัยการจังหวัดสกลุนคร
ในการตรวจราชการครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการกำกับ ติดตาม และเร่งรัดการปฏิบัติงานแล้ว ยังทำให้ผู้บริหารได้รับทราบปัญหา อุปสรรคของหน่วยงานต่างจังหวัด ในการปฏิบัติราชการ อีกทั้งยังเป็นการไปเยี่ยมเยือน และให้ขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงานในต่างจังหวัดด้วย
ตอนเช้าตื่นตั้งแต่ตีสี่ อาบน้ำแต่งตัว และลูกสาวได้ขับรถยนต์มาส่ง ณ ช่อง ๑๒ ท่าอากาศยานดอนเมือง อาคารเดินทางภายในประเทศ แม้ว่าจะเป็นชวงเช้า แต่รถราที่หน้่สนามบินดอนเมืองก็ติดเอาการเช่นกัน ทำให้เดินทางถึงช้ากว่ากำหนด โดยกำหนดไว้ว่า จะต้องเดินทางถึงสนามบินก่อนเวลา ๐๕.๓๐ นาฬิกา
ถึงสนามบินแล้วได้โทรหาหน้าห้อง ปรากฎว่าอยู่ระหว่างเดินทาง และได้พบเลขานุการของผู้ตรวจฯมาพร้อมกันพอดี จึงได้รอหน้าห้องก่อน เพราะไม่ทราบรายละเอียดในการเดินทาง ส่วนท่านผู้ตรวจการอัยการ ได้เดินทางมาถึงก่อนแล้ว
รอสักพักหนึ่งหน้าห้องมาพอดี ได้เข้าช่องรับตั่๋วสายการบิรแอร์เอเชีย ได้ที่นั่งแถวที่ ๑ ซี หลังจากนั้นได้ผ่านช่องตรวจและไปรอขึ้นเครื่องที่ประตู ๗๔ ปรากฎว่ามีผู้โดยสารที่จะเดินทางไปต่างจังหวัดจำนวนมาก หาที่นั่งแทบไม่มี
เครื่องบินออกจากท่าอากาศยานดอนเมืองเวลา ๐๗.๒๐ นาฬิกา ถึงสนามบินสกลนครเวลาประมาณ ๐๘.๓๐ นาฬิกา และมีคณะข้าราชการมาต้อนรับที่สนามบิน และนำไปยังอาคารสำนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
ผู้ตรวจการอัยการ(นายเดชอุดม วีระวานิช) ได้มอบนโยบาย และตรวจราชการตามประเด็นที่กำหนดของสำนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร สำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสกลนคร และสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนฯ ณ ห้องประชุมสำนักงานอัยการจังหวัดสกุลนคร
นโยบายที่ผู้ตรวจการอัยการ ได้มอบให้แก่คณะข้าราชการฝ่ายอัยการ ได้แก่นโยบาย ด้านการติดตามเร่งรัดตัวชี้วัดปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ ด้านการดำเนินคดีแพ่ง เกี่ยวกับการล้างบัญชีเงินยืมค่าธรรมเนียม ด้านการเร่งสำนวนคดีค้างทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา และการนับจำนวนสำนวนคดีเปรียบเทียบปรับ
สำหรับการดำเนินการตามกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ (ตัวชี้วัด) ได้มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาระบบบริหาร มาร่วมชี้แจงเกี่ยวกับราละเอียดตัวชี้วัดของแต่ละสำนักงานฯ โดยเฉพาะเงื่อนไขที่สำคัญของแต่ละตัวชี้วัด นอกจากนี้ยังได้อธิบายแนวทางการกรอกข้อมูลตามแบบรายงานตัวชี้วัดในรอบ ๙ เดือน ซึ่งมีกำหนดส่งรายงานให้สพร.ภายในวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒ อีกด้วย
นอกจากนี้หลังจากตรวจราชการแล้ว ได้ไปตรวจอาคารบ้านพัก และอาคารชุดของสำนักงานอัยการจังหวัดสกลุนคร
ในการตรวจราชการครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการกำกับ ติดตาม และเร่งรัดการปฏิบัติงานแล้ว ยังทำให้ผู้บริหารได้รับทราบปัญหา อุปสรรคของหน่วยงานต่างจังหวัด ในการปฏิบัติราชการ อีกทั้งยังเป็นการไปเยี่ยมเยือน และให้ขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงานในต่างจังหวัดด้วย
วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2562
ตรวจราชการ สอจ.นครพนม
เมื่อระหว่างวันที่ ๒๓ - ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๒ ได้มีโอกาสเดินทางไปตรวจราชการกับคณะของผู้ตรวจการอัยการ(ท่านเดชอุดม วีระวานิช) ในพื้นที่สำนักงานอัยการภาค ๔ อีสานตอนบน ได้แก่ จังหวัดร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร และจังหวัดนครพนม
ภาคเช้าของวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๒ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมสำนักงานอัยการจังหวัดนครพนม สำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครพนม และสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนจังหวัดนครพนม ณ ห้องประชุมสำนักงานฯ
ในการนี้ผู้ตรวจการอัยการ ได้มอบนโยบายและตรวจราชการทั้ง ๓ สำนักงานฯในประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นอำนาจหน้าที่และข้อสั่งการของอัยการสูงสุด
ได้เร่งรัด ติดตาม ผลการปฏิบัติงานตามกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ(ตัวชี้วัด) ปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ การเร่งรัดการลงสารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งคดีแพ่ง และคดีอาญา การล้างบัญชีค่าธรรมเนียมคดีแพ่ง การบริหารจัดการสำนวนคดีที่คั่งค้าง ให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลา และนโยาบายของสำนักงานอัยการสูงสุด
นอกจากนี้ สำนักงานพัฒนาระบบบริหาร ยังได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่มาร่วมชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวชี้วัดปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ และขั้นการจัดเก็บผลงาน ตลอดจนเงื่อนไขที่สำคัญ พร้อมทั้งแนะนำการใช้โปรแกรมรายงานผลการปฏิบัติงานฯในรอบ ๙ เดือนด้วย
ภาคเช้าของวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๒ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมสำนักงานอัยการจังหวัดนครพนม สำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครพนม และสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนจังหวัดนครพนม ณ ห้องประชุมสำนักงานฯ
ในการนี้ผู้ตรวจการอัยการ ได้มอบนโยบายและตรวจราชการทั้ง ๓ สำนักงานฯในประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นอำนาจหน้าที่และข้อสั่งการของอัยการสูงสุด
ได้เร่งรัด ติดตาม ผลการปฏิบัติงานตามกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ(ตัวชี้วัด) ปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ การเร่งรัดการลงสารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งคดีแพ่ง และคดีอาญา การล้างบัญชีค่าธรรมเนียมคดีแพ่ง การบริหารจัดการสำนวนคดีที่คั่งค้าง ให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลา และนโยาบายของสำนักงานอัยการสูงสุด
นอกจากนี้ สำนักงานพัฒนาระบบบริหาร ยังได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่มาร่วมชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวชี้วัดปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ และขั้นการจัดเก็บผลงาน ตลอดจนเงื่อนไขที่สำคัญ พร้อมทั้งแนะนำการใช้โปรแกรมรายงานผลการปฏิบัติงานฯในรอบ ๙ เดือนด้วย
วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2562
ตรวจราชการภาค ๔
เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๒ ได้ร่วมคณะไปกับท่านผู้ตรวจการอัยการ เดินทางไปตรวจราชการในพื้นที่สำนักงานอัยการภาค ๔ ระหว่างวันที่ ๑๑ - ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๒
การตรวจราชการในครั้นี้ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายของสำนักงานอัยการสูงสุด ด้านคดี ด้านการบริหารจัดการ และด้านการพัฒนาองค์กร และรับทราบปัญหา อุปสรรค ในการปฏิบัติงาน พร้อมกับเป็นการไปเยี่ยมเยือนข้าราชการที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ต่าง ๆ ให้มีขวัญและกำลังในการปฏิบัติงาน
ภาคบ่ายได้เดินทางไปตรวจราชการที่สำนักงานอัยการภาค ๔ ณ ห้องประชุมสำนักงานอัยการภาค มีหน่วยงานที่จะต้องได้รับการตรวจ จำนวน ๘ สำนักงาน ได้แก่ สำนักงานอัยการภาค ๔ สำนักงานคดีศาลสูงภาค ๔สำนักงานคดีปกครองจังหวัดขอนแก่น สำนักงานปราบปรามการทุจริตภาค ๔ สำนักงานอัยการจังหวัด สำนักงานอัยการคดีศาลแขวง สำนักงานอัยการคดีเยาวชน และสำนักงาน สคช.จังหวัดขอนแก่น
ในการนี้ ผู้ตรวจการอัยการ(ท่านเดชอุดม วีระวานิช) ได้มอบนโยบาย ด้านการดำเนินคดีแพ่ง การเร่งรัดคดีแพ่ง การล้างบัญชีค่าธรรมเนียมศาลคดีแพ่ง การสะสางสำนวนคดีที่คั่งค้าง การเร่งรัดสำนวนคดีอาญาที่คั่งค้าง การลงสารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์ และเร่งรัดการรายงานตัวชี้วัดให้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด
นอกจากนี้ นายกรม ศรีบาล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนฯ จากสำนักงานพัฒนาระบบบริหาร มาชี้แจง เรื่อง กรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ (ตัวชี้วัด) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ โดยได้เน้นย้ำ ตัวชี้วัดที่สำคัญ และมีเงื่อนไขเป็นพิเศษ เพื่อให้ทุกสำนักงานฯได้รายงานผลการดำเนินงานได้ครบถ้วน ถูกต้อง และไม่ต้องถูกปรับลดคะแนนในตัวชี้ที่สำคัญดังกล่าว
การตรวจราชการในครั้นี้ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายของสำนักงานอัยการสูงสุด ด้านคดี ด้านการบริหารจัดการ และด้านการพัฒนาองค์กร และรับทราบปัญหา อุปสรรค ในการปฏิบัติงาน พร้อมกับเป็นการไปเยี่ยมเยือนข้าราชการที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ต่าง ๆ ให้มีขวัญและกำลังในการปฏิบัติงาน
ภาคบ่ายได้เดินทางไปตรวจราชการที่สำนักงานอัยการภาค ๔ ณ ห้องประชุมสำนักงานอัยการภาค มีหน่วยงานที่จะต้องได้รับการตรวจ จำนวน ๘ สำนักงาน ได้แก่ สำนักงานอัยการภาค ๔ สำนักงานคดีศาลสูงภาค ๔สำนักงานคดีปกครองจังหวัดขอนแก่น สำนักงานปราบปรามการทุจริตภาค ๔ สำนักงานอัยการจังหวัด สำนักงานอัยการคดีศาลแขวง สำนักงานอัยการคดีเยาวชน และสำนักงาน สคช.จังหวัดขอนแก่น
ในการนี้ ผู้ตรวจการอัยการ(ท่านเดชอุดม วีระวานิช) ได้มอบนโยบาย ด้านการดำเนินคดีแพ่ง การเร่งรัดคดีแพ่ง การล้างบัญชีค่าธรรมเนียมศาลคดีแพ่ง การสะสางสำนวนคดีที่คั่งค้าง การเร่งรัดสำนวนคดีอาญาที่คั่งค้าง การลงสารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์ และเร่งรัดการรายงานตัวชี้วัดให้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด
นอกจากนี้ นายกรม ศรีบาล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนฯ จากสำนักงานพัฒนาระบบบริหาร มาชี้แจง เรื่อง กรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ (ตัวชี้วัด) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ โดยได้เน้นย้ำ ตัวชี้วัดที่สำคัญ และมีเงื่อนไขเป็นพิเศษ เพื่อให้ทุกสำนักงานฯได้รายงานผลการดำเนินงานได้ครบถ้วน ถูกต้อง และไม่ต้องถูกปรับลดคะแนนในตัวชี้ที่สำคัญดังกล่าว
วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
คำสอนของป๋า
มีเพื่อนส่งไลน์ข้อเขียนของอดีตโฆษกรัฐบาลสมัย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี มาให้อ่าน เห็นว่ามีประโยชน์ จึงขออนุญาตนำมาบันทึกไว้ครับ
... ตลอดระยะเวลาที่ผมได้รับใช้ป๋าเปรมในฐานะที่ปรึกษาฯ และโฆษกรัฐบาลในรัฐบาลที่ป๋าเปรมเป็นนายกรัฐมนตรีมานานถึง 8 ปี, ท่านได้กรุณาแนะนำสั่งสอน เหมือนผมเป็นลูกเป็นหลานมาโดยตลอด มีคำสอนหลายอย่างที่ทำให้ชีวิตและนิสัยของผมต้องเปลี่ยนแปลงไป และคงต้องรักษาคำสอนเหล่านั้นไว้จนตลอดชีวิต
.
มีตัวอย่างของคำสอนที่ผมอยากเล่าให้ประชาชนได้ฟัง เผื่อว่าอาจจะเป็นประโยชน์กับลูกหลานของพวกท่านบ้าง ดังนี้คือ
.
1) จงเป็นมิตรกับคนทุกคนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่การคบค้าสมาคมกับใคร ๆ นั้น ต้องรักษาระยะห่างที่ไม่เท่าเทียมกัน เช่น อย่าไปปรากฏตัวในที่สาธารณะกับคนที่ไม่ดี (แม้จะรู้จักกัน) เช่น ไปกินอาหารร่วมโต๊ะตามร้านอาหารหรือภัตตาคารต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่า เขาเหล่านั้นมีประวัติที่ไม่ดี อย่าไปเกรงใจใคร เพราะการปรากฏตัวอยู่กับพวกเขา คนอื่น ๆ ที่เห็นเราอยู่กับพวกเขา อาจจะเข้าใจผิดได้ว่า เราก็เป็นคนไม่ดีเช่นนั้นเหมือนกัน
.
2) อย่าพูดอย่าทำอะไรโดยมิได้คิดให้รอบคอบเสียก่อนจงเชื่อในจิตใต้สำนึกอันบริสุทธิ์ของตน มันจะเป็นสิ่งแรกที่เตือนเราว่าจะมีผลดีหรือไม่ดีจิตใต้สำนึกจะบริสุทธิ์เสมอ จงให้ความสำคัญกับมัน การอยู่ในความประมาทโดยกล้าทำหรือพูดในสิ่งที่สวนทางกับจิตใต้สำนึกที่ดีของตนนั้น มักจะส่งผลร้ายต่อเราเสมอ โดยป๋ายืนยันว่า ตัวป๋าเองก็เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน
.
3) แม้เราอยากแก้ไขในสิ่งใด ถ้าสถานการณ์ กาละและเทศะยังไม่เหมาะสม ยังไม่สมควร ก็ให้อดใจเอาไว้ก่อน ให้รู้จักอดใจรอคอย จงใช้วิธี "นิ่ง ๆ อย่าพูดอะไร" (โดยท่านได้พูดเป็นภาษาปักษ์ใต้กับผมว่า "แน่ง ๆ อย่าแหลงไหร") จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด
.
4) ใครก็ตามที่ไม่ปฏิบัติตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งนั้น บุคคลนั้นไม่ควรจะเป็นคนไทย
.
ในโอกาสที่ประเทศของเราต้องสูญเสียปูชนียบุคคล อย่าง พณฯ พล.อ.เปรม ติณลสูลานนท์ (รัฐบุรุษของชาติ) ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณงามความดีอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มาตลอดชีวิตของท่านนั้น ย่อมเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับ วลีอันศักดิ์สิทธิ์ของท่านที่ว่า "เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน" ซึ่งเป็นวลีที่เปรียบเสมือนแสงสว่างส่องทางที่ถูกต้องให้แก่อนุชนรุ่นหลังได้ยึดเป็นหลักในการดำเนินชีวิตตลอดไปอีกนานแสนนาน
.
ผมขอถือโอกาสนี้แสดงความอาลัย และสำนึกในบุญคุณในทุก ๆ อย่างที่ท่านได้มอบไว้ให้แก่ประเทศไทยมาโดยตลอด
.
ขอแสดงความรู้สึกดังกล่าวร่วมกับพี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศด้วยใจจริงครับ
.
ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี
.
26 พฤษภาคม 2562
จึงขอนำคำสอนของท่านมาบันทึกไว้ และไว้อาลัยแด่การจากไปของปูชนียบุคคล รัฐบุรุษ และคนดีของแผ่นดิน ขอให้ดวงวิญญาณของท่าน จงไปสู่สุคติและสรวงสวรรค์ในสัมปรายภพด้วยเทอญ..สาธุๆ
... ตลอดระยะเวลาที่ผมได้รับใช้ป๋าเปรมในฐานะที่ปรึกษาฯ และโฆษกรัฐบาลในรัฐบาลที่ป๋าเปรมเป็นนายกรัฐมนตรีมานานถึง 8 ปี, ท่านได้กรุณาแนะนำสั่งสอน เหมือนผมเป็นลูกเป็นหลานมาโดยตลอด มีคำสอนหลายอย่างที่ทำให้ชีวิตและนิสัยของผมต้องเปลี่ยนแปลงไป และคงต้องรักษาคำสอนเหล่านั้นไว้จนตลอดชีวิต
.
มีตัวอย่างของคำสอนที่ผมอยากเล่าให้ประชาชนได้ฟัง เผื่อว่าอาจจะเป็นประโยชน์กับลูกหลานของพวกท่านบ้าง ดังนี้คือ
.
1) จงเป็นมิตรกับคนทุกคนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่การคบค้าสมาคมกับใคร ๆ นั้น ต้องรักษาระยะห่างที่ไม่เท่าเทียมกัน เช่น อย่าไปปรากฏตัวในที่สาธารณะกับคนที่ไม่ดี (แม้จะรู้จักกัน) เช่น ไปกินอาหารร่วมโต๊ะตามร้านอาหารหรือภัตตาคารต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่า เขาเหล่านั้นมีประวัติที่ไม่ดี อย่าไปเกรงใจใคร เพราะการปรากฏตัวอยู่กับพวกเขา คนอื่น ๆ ที่เห็นเราอยู่กับพวกเขา อาจจะเข้าใจผิดได้ว่า เราก็เป็นคนไม่ดีเช่นนั้นเหมือนกัน
.
2) อย่าพูดอย่าทำอะไรโดยมิได้คิดให้รอบคอบเสียก่อนจงเชื่อในจิตใต้สำนึกอันบริสุทธิ์ของตน มันจะเป็นสิ่งแรกที่เตือนเราว่าจะมีผลดีหรือไม่ดีจิตใต้สำนึกจะบริสุทธิ์เสมอ จงให้ความสำคัญกับมัน การอยู่ในความประมาทโดยกล้าทำหรือพูดในสิ่งที่สวนทางกับจิตใต้สำนึกที่ดีของตนนั้น มักจะส่งผลร้ายต่อเราเสมอ โดยป๋ายืนยันว่า ตัวป๋าเองก็เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน
.
3) แม้เราอยากแก้ไขในสิ่งใด ถ้าสถานการณ์ กาละและเทศะยังไม่เหมาะสม ยังไม่สมควร ก็ให้อดใจเอาไว้ก่อน ให้รู้จักอดใจรอคอย จงใช้วิธี "นิ่ง ๆ อย่าพูดอะไร" (โดยท่านได้พูดเป็นภาษาปักษ์ใต้กับผมว่า "แน่ง ๆ อย่าแหลงไหร") จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด
.
4) ใครก็ตามที่ไม่ปฏิบัติตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งนั้น บุคคลนั้นไม่ควรจะเป็นคนไทย
.
ในโอกาสที่ประเทศของเราต้องสูญเสียปูชนียบุคคล อย่าง พณฯ พล.อ.เปรม ติณลสูลานนท์ (รัฐบุรุษของชาติ) ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณงามความดีอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มาตลอดชีวิตของท่านนั้น ย่อมเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับ วลีอันศักดิ์สิทธิ์ของท่านที่ว่า "เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน" ซึ่งเป็นวลีที่เปรียบเสมือนแสงสว่างส่องทางที่ถูกต้องให้แก่อนุชนรุ่นหลังได้ยึดเป็นหลักในการดำเนินชีวิตตลอดไปอีกนานแสนนาน
.
ผมขอถือโอกาสนี้แสดงความอาลัย และสำนึกในบุญคุณในทุก ๆ อย่างที่ท่านได้มอบไว้ให้แก่ประเทศไทยมาโดยตลอด
.
ขอแสดงความรู้สึกดังกล่าวร่วมกับพี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศด้วยใจจริงครับ
.
ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี
.
26 พฤษภาคม 2562
จึงขอนำคำสอนของท่านมาบันทึกไว้ และไว้อาลัยแด่การจากไปของปูชนียบุคคล รัฐบุรุษ และคนดีของแผ่นดิน ขอให้ดวงวิญญาณของท่าน จงไปสู่สุคติและสรวงสวรรค์ในสัมปรายภพด้วยเทอญ..สาธุๆ
วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
โครงการปฏิบัติธรรมวันอาทิตย์
เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ได้เข้าร่วมอบรมตามโครงการปฏิบัติธรรมประจำวันอาทิตย์ ปีที่ ๖ ณ คณะ ๑๔ วัดชนะสงคราม กรุงเทพมหานคร โดยพระอาจารย์มหาใจ เขมจิตโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม เป็นผู้ดำเนินการและรับผิดชอบโครงการ
โครงการดังกล่าวจะมีการฝึกสมาธิในวันอาทิตย์ทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๗.๐๐ นาฬิกา ณ ศาลาปฏิบัติธรรม คณะ 14 วัดชนะสงคราม โดยเน้นฝึกสมาธิตามแนวอานาปานสติ มีการบรรยาภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ โดยฝึกปฏิบัติแบ่งเป็นเดินจงกรม จำนวน ๑ ชั่วโมง และนั่งสมาธิ จำนวน ๑ ชั่วโมง แล้วพักประมาณ ๑๐ นาที หลังจากนั่นฝึกปฏิบัติแบ่งเป็นนั่งสมาธิ ๓๐ นาที และเดินจงกรม ๓๐ นาที และทำวัตรเย็นตั้งแต่เวลา ๑๖.๐๐ - ๑๗.๐๐ นาฬิกา
โครงการนี้ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลา ๕ ปี ปีนี้เป็นปีที่ ๖ โดยมีกำหนดการจะออกไปปฏิบัติธรรมนอกสถานเป็นเวลา ๗ วัน ในช่วงเดือนธันวาคม ๒๕๖๒ ณ วัดถ้ำหินลาด ท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา
ในปีที่ผ่านมา ได้เดินทางไปปฎิบัติธรรมนอกสถานที่เป็นเวลา ๗ วัน ณ มหาจุฬาลงกรณ์อาศรม อำเภหมวกเล็ก จังหวัดสระบุรี
ส่วนปีที่ ๔ ไ้ดเดินทางไปปฏิบัติธรรมนอกสถานที่เป็นเวลา ๗ วัน ณ วัดผาตากเสื้อ อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย
ส่วนปี่ที่ ๒ และปีที่ ๓ ไปปฏิบัติธรรมนอกสถานที่ เป็นเวลา ๗ วัน ณ แคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งสถานที่ดังกล่าวเป็นที่สัปปายะ เหมาะแก่การไปปฏิบัติธรรมเป็นอย่างยิ่ง และเป็นสถานที่ที่มีเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่เป็นจำนวนมาก
คณะญาติธรรมร่วมปฏิบัติธรรม
โครงการดังกล่าวจะมีการฝึกสมาธิในวันอาทิตย์ทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๗.๐๐ นาฬิกา ณ ศาลาปฏิบัติธรรม คณะ 14 วัดชนะสงคราม โดยเน้นฝึกสมาธิตามแนวอานาปานสติ มีการบรรยาภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ โดยฝึกปฏิบัติแบ่งเป็นเดินจงกรม จำนวน ๑ ชั่วโมง และนั่งสมาธิ จำนวน ๑ ชั่วโมง แล้วพักประมาณ ๑๐ นาที หลังจากนั่นฝึกปฏิบัติแบ่งเป็นนั่งสมาธิ ๓๐ นาที และเดินจงกรม ๓๐ นาที และทำวัตรเย็นตั้งแต่เวลา ๑๖.๐๐ - ๑๗.๐๐ นาฬิกา
พระอาจารย์มหาใจ เขจิตโต ได้กล่าวเปิดโครงการ โดยสรุปใจความว่า...โครงการนี้ ได้ดำเนินการโดยมิได้มีการประกาศประชาสัมพันธ์แต่อย่างใด แต่เป็นที่รู้ ๆ กันในกลุ่มญาติธรรมที่เคยมาปฏิบัติ การปฏิบัติธรรม ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ต้องหวังผล หากเราทำไปเรื่อย ๆ ไม่หยุุด ก็จะรู้ผลเอง การปฏิบัติธรรม แม้จะไปที่สำนักใด การปฏิบัติก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน จึงขอให้ตั้งใจปฏิบัติ และมุ่งมุ่นต่อไป..."
โครงการนี้ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลา ๕ ปี ปีนี้เป็นปีที่ ๖ โดยมีกำหนดการจะออกไปปฏิบัติธรรมนอกสถานเป็นเวลา ๗ วัน ในช่วงเดือนธันวาคม ๒๕๖๒ ณ วัดถ้ำหินลาด ท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา
ในปีที่ผ่านมา ได้เดินทางไปปฎิบัติธรรมนอกสถานที่เป็นเวลา ๗ วัน ณ มหาจุฬาลงกรณ์อาศรม อำเภหมวกเล็ก จังหวัดสระบุรี
ส่วนปีที่ ๔ ไ้ดเดินทางไปปฏิบัติธรรมนอกสถานที่เป็นเวลา ๗ วัน ณ วัดผาตากเสื้อ อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย
ส่วนปี่ที่ ๒ และปีที่ ๓ ไปปฏิบัติธรรมนอกสถานที่ เป็นเวลา ๗ วัน ณ แคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งสถานที่ดังกล่าวเป็นที่สัปปายะ เหมาะแก่การไปปฏิบัติธรรมเป็นอย่างยิ่ง และเป็นสถานที่ที่มีเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่เป็นจำนวนมาก
คณะญาติธรรมร่วมปฏิบัติธรรม
วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
วิทันตสมาธิ (๑)
เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรมหลักสูตรวิทันตสมาธิสำหรับนักบริหารรุ่นที่ ๙ ของสถาบันพระปกเกล้า
วันแรกมีธีเปิดการอบรมฯโดยมีการตอบรับ พิธีเปิดการอบรม มีการทำพิธีมอบตัวเป็นศิษย์กับพระอาจารย์หลวงพ่อ หลังจากพระอาจารย์กล่าวให้โอวาท
ในช่วงที่ประธานกล่าวเปิด ได้ให้คำแนะนำดีมาก โดยท่านกล่าวว่า ท่านก็เข้าเรียนเช่นกันแต่ไม่จบหลักสูตร เนื่องจากไม่รู้จักแบ่งเวลา และจัดสรรเวลาให้ลงตัว และมีบางอย่างที่ละไม่ได้ มีบางสิ่งที่ไม่สะดวก แต่ท่านพยายามเรียบจนจบหลักสูตร
ท่านบอกว่า บางอย่างทางโลกเป็นเรื่องง่าย แต่ทางธรรมกลายเป็นเรื่องยาก มีอยู่คำหนึ่งที่ท่านพูดได้ประทับใจมากคือคำว่า..ใจยังไม่ถึง ก็จะไปไม่ถึงเช่นกัน..
ต่อมาพระอาจารย์เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการทำสมาธิ วิธีการทำสมาธิ ประโยชน์ที่ได้จากการทำสมาธิ จะต้องทำตัวอย่างไรในขณะที่มาเข้าหลักสูตร
พิธีมอบตัวเป็นศิษย์กับพระอาจารย์ หมายถึงเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า การทำสมาธิทำให้เรารู้จักตนเอง ให้รู้จักตื่น รู้จักเบิกบาน รู้ว่าตนเอง สุข หรือทุกข์ รู้ว่าตนเองดี หรือชั่ว การทำสมาธิเป็นการมาหาอริยทรัพย์ภายใน เป็นทรัพย์ที่สามารถติดตัวเราไปข้ามภพ ข้ามชาติ
หากท่านใดมีโอกาส ควรจะเข้าเรียนตามหลักสูตรดังกล่าว จะเกิประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง การทำงาน และสังคมในวงกว้างสืบไป
วันแรกมีธีเปิดการอบรมฯโดยมีการตอบรับ พิธีเปิดการอบรม มีการทำพิธีมอบตัวเป็นศิษย์กับพระอาจารย์หลวงพ่อ หลังจากพระอาจารย์กล่าวให้โอวาท
ในช่วงที่ประธานกล่าวเปิด ได้ให้คำแนะนำดีมาก โดยท่านกล่าวว่า ท่านก็เข้าเรียนเช่นกันแต่ไม่จบหลักสูตร เนื่องจากไม่รู้จักแบ่งเวลา และจัดสรรเวลาให้ลงตัว และมีบางอย่างที่ละไม่ได้ มีบางสิ่งที่ไม่สะดวก แต่ท่านพยายามเรียบจนจบหลักสูตร
ท่านบอกว่า บางอย่างทางโลกเป็นเรื่องง่าย แต่ทางธรรมกลายเป็นเรื่องยาก มีอยู่คำหนึ่งที่ท่านพูดได้ประทับใจมากคือคำว่า..ใจยังไม่ถึง ก็จะไปไม่ถึงเช่นกัน..
ต่อมาพระอาจารย์เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการทำสมาธิ วิธีการทำสมาธิ ประโยชน์ที่ได้จากการทำสมาธิ จะต้องทำตัวอย่างไรในขณะที่มาเข้าหลักสูตร
พิธีมอบตัวเป็นศิษย์กับพระอาจารย์ หมายถึงเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า การทำสมาธิทำให้เรารู้จักตนเอง ให้รู้จักตื่น รู้จักเบิกบาน รู้ว่าตนเอง สุข หรือทุกข์ รู้ว่าตนเองดี หรือชั่ว การทำสมาธิเป็นการมาหาอริยทรัพย์ภายใน เป็นทรัพย์ที่สามารถติดตัวเราไปข้ามภพ ข้ามชาติ
หากท่านใดมีโอกาส ควรจะเข้าเรียนตามหลักสูตรดังกล่าว จะเกิประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง การทำงาน และสังคมในวงกว้างสืบไป
วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
นิเทศทางวิชาการ : อัยการภาค ๑
เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานนโยบายยุทธศาสตร์และงบประมาณ และ ผอ.สพร. ได้บรรยายเรื่อง " กรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ ตามโครงการฝึกอบรมและนิเทศทางวิชาการ เรื่อง " การบริหารงานยุคใหม่ " ของสำนักงานอัยการสูงสุด ระหว่างวันที่ ๗ - ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ณ โรงแรมกรุงศรีฯ อยุธยา
ผู้เข้าประชุมประกอบด้วย อธิบดีอัยการ อัยการจังหวัด และผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ ของทุกสำนักงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สำนักงานอัยการภาค ๑
ภาคเช้า ได้บรรยาย เกี่ยวกับกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ โดยเน้นเฉพาะตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบ
ภาคบ่าย ได้มีการแบ่งกลุ่มตรวจติดตามประเมินผลการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๑ จำนวน ๓ กลุม เพือรับทราบผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมา และตรวจเอกสารที่เกี่ยวข้องในกรณีที่ผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย รับทราบปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขของแต่ละสำนักงานฯ พร้อมชี้แจงแบบรายงานผลการปฏิบัติงานที่จะต้องดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ต่อไปด้วย
คณะทำงานตรวจติดตามประเมินผลฯ
ผู้เข้าประชุมประกอบด้วย อธิบดีอัยการ อัยการจังหวัด และผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ ของทุกสำนักงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สำนักงานอัยการภาค ๑
ภาคบ่าย ได้มีการแบ่งกลุ่มตรวจติดตามประเมินผลการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๑ จำนวน ๓ กลุม เพือรับทราบผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมา และตรวจเอกสารที่เกี่ยวข้องในกรณีที่ผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย รับทราบปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขของแต่ละสำนักงานฯ พร้อมชี้แจงแบบรายงานผลการปฏิบัติงานที่จะต้องดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ต่อไปด้วย
คณะทำงานตรวจติดตามประเมินผลฯ
วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
อัศจรรย์ชีวิต : (๑๘) งานราชาภิเษก
เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๒ เป็นประวัติศาสตร์ของชีวิต เนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ข้าราชการทุกหน่วยงานในส่วนกลาง ได้มีโอกาสเข้าเฝ้ารับเสด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ พระบรมมหาราชวัง
สำนักงานฯได้กำหนดให้่ข้าราชการเดินทางไปพร้อมกัน ณ จุดนัดหมาย รถในแต่ละอาคารจะออกเดินทางในเวลา ๐๖.๐๐ นาฬืกา และไปถึงอาคารหลักเมือง เวลา ๐๗.๐๐ นาฬิกา
ช่วงเช้าตื่นนอนตั้งแต่เวลา ๐๕.๐๐ นาฬิกา ลูกสาวได้ขับรถไปส่งที่อาคารรัชดาภิเษก ถนนรัชดา ตามกำหนดการจะมีรถยนต์ตู้ออกจากอาคารจำนวน ๙ คัน มีรายชื่อต้องขึ้นกับรถคันที่ ๗ บรรทุกคันละ ๙ คน มีข้าราชการที่จะออกจากอาคารดังกล่าวไปพร้อมกันจำนวน ๙๒ คน/นาย
สำรหับข้าราชการที่จะเข้าร่วมรับเสด็จในครั้งนี้ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ขอความร่วมมือมาจำนวน ๒๐๐ คน และทางสำนักงานฯได้คัดเลือกข้าราชการเข้าร่วมจำนวน ๒๒๙ คน/นาย เป็นอัยการผู่ช่วยจำนวน ๑๐๐ คน และข้าราชการธุรการ ตั้งระดับชำนาญการ และชำนาญพิเศษขึ้นไป จำวน ๑๒๙ คน
เมื่อไปถึงอาคารหลักเมือง จะมีการลงชื่อและเข้าทำภารกิจส่วน แล้วไปเตรียมเข้าแถวยังบริเวณหน้าอาคารศาลฎีกา ซึ่งเป็นพื้นที่หน่วยงานได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ
การยืนเข้าแถวเฝ้ารับเสด็จ จะมีนายตำรวจมาแนะนำ และจัดแถว โดยให้ข้าราชการหญิงยืนแถวหน้า และข้าราชการชายถืนแถวหลัง การแนะนำวิธีปฏิบัติในขณะที่ขบวนเสด็จผ่าน เพื่อให้เกิดความสวยงามและพร้อมเพรียงกัน
จึงถือว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ของชีวิตที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมเฝ้ารับเสด็จในครั้ง สมควรจารึกไว้และเป็นวันประวัติศาสตร์ของชาติไทยและชาวไทยทุกคนครับ !!!
สำนักงานฯได้กำหนดให้่ข้าราชการเดินทางไปพร้อมกัน ณ จุดนัดหมาย รถในแต่ละอาคารจะออกเดินทางในเวลา ๐๖.๐๐ นาฬืกา และไปถึงอาคารหลักเมือง เวลา ๐๗.๐๐ นาฬิกา
ช่วงเช้าตื่นนอนตั้งแต่เวลา ๐๕.๐๐ นาฬิกา ลูกสาวได้ขับรถไปส่งที่อาคารรัชดาภิเษก ถนนรัชดา ตามกำหนดการจะมีรถยนต์ตู้ออกจากอาคารจำนวน ๙ คัน มีรายชื่อต้องขึ้นกับรถคันที่ ๗ บรรทุกคันละ ๙ คน มีข้าราชการที่จะออกจากอาคารดังกล่าวไปพร้อมกันจำนวน ๙๒ คน/นาย
สำรหับข้าราชการที่จะเข้าร่วมรับเสด็จในครั้งนี้ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ขอความร่วมมือมาจำนวน ๒๐๐ คน และทางสำนักงานฯได้คัดเลือกข้าราชการเข้าร่วมจำนวน ๒๒๙ คน/นาย เป็นอัยการผู่ช่วยจำนวน ๑๐๐ คน และข้าราชการธุรการ ตั้งระดับชำนาญการ และชำนาญพิเศษขึ้นไป จำวน ๑๒๙ คน
เมื่อไปถึงอาคารหลักเมือง จะมีการลงชื่อและเข้าทำภารกิจส่วน แล้วไปเตรียมเข้าแถวยังบริเวณหน้าอาคารศาลฎีกา ซึ่งเป็นพื้นที่หน่วยงานได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ
การยืนเข้าแถวเฝ้ารับเสด็จ จะมีนายตำรวจมาแนะนำ และจัดแถว โดยให้ข้าราชการหญิงยืนแถวหน้า และข้าราชการชายถืนแถวหลัง การแนะนำวิธีปฏิบัติในขณะที่ขบวนเสด็จผ่าน เพื่อให้เกิดความสวยงามและพร้อมเพรียงกัน
จึงถือว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ของชีวิตที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมเฝ้ารับเสด็จในครั้ง สมควรจารึกไว้และเป็นวันประวัติศาสตร์ของชาติไทยและชาวไทยทุกคนครับ !!!
เตรียมสอบ : (๖) การตอบข้อสอบ
ในการเตรียมสอบในทุกสนามสอบ จุดสำคัญที่ชี้เป็นชี้ตาย จะประสบผลสำเร็จหรือไม่ จะอยู่ที่การเข้าสู่สนามสอบ และการตอบข้อสอบ แม้นจะเตรียมตัวมาอย่างดี พอถึงวันสอบจริง ๆ ร่างกายไม่สบายเจ็บป่วย ปวดหัวตัวร้อน ท้องเสีย รวมไปถึงการทำข้อสอบ หากมีการผิดพลาดไปหรือเกิดปัญหาขึ้นมา การเตรียมตัวต่าง ๆ ที่ดำเนินการมาเป็นเวลาหลายเดือนก็หมดความหมาย
การตอบข้อสอบจึงมีส่วนสำคัญในการเข้าสู่สนามสอบทุกสนาม มีปัญหาว่า เราจะมีวิธีการตอบข้อสอบอย่างไรจึงจะประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
ผู้เขียนเคยเข้าสอบมาหลายสนาม ไม่ว่าจะเป็นสนามสอบระดับปริญญาตรี สนามสอบเนติบัณฑิต สนามสอบคัดเลือกเข้ารับราชการ และสนามสอบเลื่อนตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ๔ ถึงระดับ ๙ ล้วนแต่ลงสนามสอบมาทั้งสิ้น ไม่ได้มาด้วยความสะดวกหรือง่ายดายดั่งคนอื่นที่เขาได้รับ จึงพอมีประสบการณ์บ้าง จึงขอเสนอแนะวิธีการทำข้อสอบดังนี้
๑.การบริหารจิต : ก่อนจะเข้าห้องสอบ หากมีเวลาควรจะนั่งทำจิตให้สงบ ไม่ต้องกังวลใด ๆ ส่วนมากจะกังวลเรื่องเตรียมตัวมาไม่ดี อ่านหนังสือมาน้อย กลัวจะทำข้อสอบไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ควรตัดทิ้งไป เพราะถึงยังไงก็ไม่มีเวลาจะแก้ไขได้แล้ว ควรจะทำใจ "ปล่อยวาง "
๒. การบริหารเวลา : ต้องคำนวณเวลา และการทำข้อสอบให้เหมาะสม มีเวลาจำนวนเท่าใด ต้องทำข้อสอบกี่ข้อ จะต้องหารเวลาออกมา หากไม่มีการบริหารเวลา จะทำให้เรามุ่งไปทำข้อสอบข้อที่ทำได้มากที่สุด โดยหวังจะให้ได้คะแนนมาก ๆ ข้อนี่ควรระวัง
๓.การบริหารข้อสอบ : เมื่อเราได้ข้อสอบมาแล้ว ควรอ่านให้ละเอียดก่อนว่ามีเงื่อนไขใดบ้าง บางสนามจะออกข้อสอบมาหลายข้อ แต่เลือกตอบเป็นบ้างข้อสอบ ตัวอย่างเช่น ออกข้อสอบมา ๗ ข้อ แต่มีเงื่อนไขให้ทำข้อสอบเพียง ๕ ข้อ เป็นต้น
มีปัญหาว่าจะต้องอ่านข้อสอบทุกข้อหรือไม่ บางท่านบอกว่าไม่จำเป็น บางท่านบอกว่าจำเป็น ในความเห็นของผู้เขียนเห็นว่า...ควรอ่านทุกข้อ โดยเฉพาะข้อสอบในสนามเนติบัณฑิต สนามสอบอัยการผู้ช่วย และสนามสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา จะต้องอ่านทุกข้อ และจดประเด็นสำคัญเอาไว้ก่อนลงมือทำข้อสอบ
มีปัญหาว่าการทำข้อสอบจะต้องทำเรียงตามลำดับข้อหรือไม่ คงตอบว่าไม่จำเป็น ควรจะทำข้อสอบข้อที่เรามั่นใจว่าทำได้แน่นอน และตรงตามที่เราได้อ่านหนังสือมา ควรจะทำเป็นข้อแรกก่อน ส่วนข้อสอบข้อใดที่เรา อ่านแล้ว ในใจคิดว่าทำไม่ได้ คิดไม่ออก ควรจะทำในช่วงสุดท้าย เพราะยังไงก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว อย่าเสียเวลาไปกับข้อสอบดังกล่าว
๔.การบริหารรูปแบบคำตอบ : การทำข้อสอบจะต้องทำตามรูปแบบตามที่ได้กล่าวมา มีบทนำ มีเนื้อหา และข้อสรุป ควรจะฝึกทำข้อสอบมาก่อน จะทำให้เรามีทักษะในการทำข้อสอบ การเขียน การลำดับจะได้สอดคล้องกัน ทำให้กรรมการง่ายในการอ่าน หากเราไม่ฝึกมาก่อน จะทำให้การเขียน การคิดติดขัด ทำให้เสียเวลาในการทำข้อสอบ
๕. การทบทวนและตรวจทานคำตอบ : เมือทำข้อสอบแล้ว ควรจะเหลือเหวลาไว้สำหรับในการตรวจทาน เพื่ออ่านทวนคำตอบที่เราตอบไปแล้ว มีความถูกต้อง ครบประเด็น และตรงตามที่เราเขียนไปหรือไม่ บ่อยครั้งที่ผู้เขียน เข้าสอบในสนามสอบเนติ สนามสอบอัการผู้ช่วย และสนามสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาจะพบว่า ตัวละครในข้อสอบ กลับกลายเป็นคนละตัวกัน บางที่เขียนผู้เสียหาย เป็นผู้ต้องหา และวกวน อ่านแล้ว ตัวเองยังงง !!!
ท่านที่กำลังจะเตรียมสอบไม่ว่าจะเป็นสนามใดก็ตาม ก็ลองนำไปพิจารณา หากเห็นว่ามีประโยชน์ และทำได้ ก็ลองนำไปฝึกทำ ขอให้ทุกท่านโชคดีในการสอบทุกสนามครับ !!!
การตอบข้อสอบจึงมีส่วนสำคัญในการเข้าสู่สนามสอบทุกสนาม มีปัญหาว่า เราจะมีวิธีการตอบข้อสอบอย่างไรจึงจะประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
ผู้เขียนเคยเข้าสอบมาหลายสนาม ไม่ว่าจะเป็นสนามสอบระดับปริญญาตรี สนามสอบเนติบัณฑิต สนามสอบคัดเลือกเข้ารับราชการ และสนามสอบเลื่อนตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ๔ ถึงระดับ ๙ ล้วนแต่ลงสนามสอบมาทั้งสิ้น ไม่ได้มาด้วยความสะดวกหรือง่ายดายดั่งคนอื่นที่เขาได้รับ จึงพอมีประสบการณ์บ้าง จึงขอเสนอแนะวิธีการทำข้อสอบดังนี้
๑.การบริหารจิต : ก่อนจะเข้าห้องสอบ หากมีเวลาควรจะนั่งทำจิตให้สงบ ไม่ต้องกังวลใด ๆ ส่วนมากจะกังวลเรื่องเตรียมตัวมาไม่ดี อ่านหนังสือมาน้อย กลัวจะทำข้อสอบไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ควรตัดทิ้งไป เพราะถึงยังไงก็ไม่มีเวลาจะแก้ไขได้แล้ว ควรจะทำใจ "ปล่อยวาง "
๒. การบริหารเวลา : ต้องคำนวณเวลา และการทำข้อสอบให้เหมาะสม มีเวลาจำนวนเท่าใด ต้องทำข้อสอบกี่ข้อ จะต้องหารเวลาออกมา หากไม่มีการบริหารเวลา จะทำให้เรามุ่งไปทำข้อสอบข้อที่ทำได้มากที่สุด โดยหวังจะให้ได้คะแนนมาก ๆ ข้อนี่ควรระวัง
๓.การบริหารข้อสอบ : เมื่อเราได้ข้อสอบมาแล้ว ควรอ่านให้ละเอียดก่อนว่ามีเงื่อนไขใดบ้าง บางสนามจะออกข้อสอบมาหลายข้อ แต่เลือกตอบเป็นบ้างข้อสอบ ตัวอย่างเช่น ออกข้อสอบมา ๗ ข้อ แต่มีเงื่อนไขให้ทำข้อสอบเพียง ๕ ข้อ เป็นต้น
มีปัญหาว่าจะต้องอ่านข้อสอบทุกข้อหรือไม่ บางท่านบอกว่าไม่จำเป็น บางท่านบอกว่าจำเป็น ในความเห็นของผู้เขียนเห็นว่า...ควรอ่านทุกข้อ โดยเฉพาะข้อสอบในสนามเนติบัณฑิต สนามสอบอัยการผู้ช่วย และสนามสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา จะต้องอ่านทุกข้อ และจดประเด็นสำคัญเอาไว้ก่อนลงมือทำข้อสอบ
มีปัญหาว่าการทำข้อสอบจะต้องทำเรียงตามลำดับข้อหรือไม่ คงตอบว่าไม่จำเป็น ควรจะทำข้อสอบข้อที่เรามั่นใจว่าทำได้แน่นอน และตรงตามที่เราได้อ่านหนังสือมา ควรจะทำเป็นข้อแรกก่อน ส่วนข้อสอบข้อใดที่เรา อ่านแล้ว ในใจคิดว่าทำไม่ได้ คิดไม่ออก ควรจะทำในช่วงสุดท้าย เพราะยังไงก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว อย่าเสียเวลาไปกับข้อสอบดังกล่าว
๔.การบริหารรูปแบบคำตอบ : การทำข้อสอบจะต้องทำตามรูปแบบตามที่ได้กล่าวมา มีบทนำ มีเนื้อหา และข้อสรุป ควรจะฝึกทำข้อสอบมาก่อน จะทำให้เรามีทักษะในการทำข้อสอบ การเขียน การลำดับจะได้สอดคล้องกัน ทำให้กรรมการง่ายในการอ่าน หากเราไม่ฝึกมาก่อน จะทำให้การเขียน การคิดติดขัด ทำให้เสียเวลาในการทำข้อสอบ
๕. การทบทวนและตรวจทานคำตอบ : เมือทำข้อสอบแล้ว ควรจะเหลือเหวลาไว้สำหรับในการตรวจทาน เพื่ออ่านทวนคำตอบที่เราตอบไปแล้ว มีความถูกต้อง ครบประเด็น และตรงตามที่เราเขียนไปหรือไม่ บ่อยครั้งที่ผู้เขียน เข้าสอบในสนามสอบเนติ สนามสอบอัการผู้ช่วย และสนามสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาจะพบว่า ตัวละครในข้อสอบ กลับกลายเป็นคนละตัวกัน บางที่เขียนผู้เสียหาย เป็นผู้ต้องหา และวกวน อ่านแล้ว ตัวเองยังงง !!!
ท่านที่กำลังจะเตรียมสอบไม่ว่าจะเป็นสนามใดก็ตาม ก็ลองนำไปพิจารณา หากเห็นว่ามีประโยชน์ และทำได้ ก็ลองนำไปฝึกทำ ขอให้ทุกท่านโชคดีในการสอบทุกสนามครับ !!!
วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
งานราชพิธี
นับว่าาเป็นโอกาสมหามงคลและเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ได้มีโอกาสเข้าร่วมพิธีรับเสด็จ เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาพิธีเษกในวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๒ โดยมีหมายกำหนดการ ดังนี้
๑๐.๐๙ น.-พิธีสรงมุรธาภิเษก ณ ชาลาพระที่นั่งจักพรรดิพิมาน
-ทรงรับน้ำอภิเษก ณ พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์
-ทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ขัตติยราชวราภรณ์
-ทรงรับพระแสง ณ พระที่นั่งภัฐรบิฐ
14.00 น. -เสด็จออกมหาสมาคมรับการถวายพระพรชัยมงคล ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย
14.00 น. -เสด็จออกมหาสมาคมรับการถวายพระพรชัยมงคล ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย
สำนักงานฯได้กำหนดนัดพร้อมกันเวลา ๐๖.๐๐ นาฬิกา ในแต่ละอาคารเพื่อเดินทางไปพร้อมกัน
ณ อาคารสำนักงานหลักเมือง
ณ อาคารสำนักงานหลักเมือง
มีข้าราชการเข้าร่วมพิธีและเข้าร่วมรับเสด็จในครั้งนี้จำนวน ๒๒๙ คน และรับผิดชอบในพื้นที่
หน้าอาคารศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน
หน้าอาคารศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน
ในช่วงก่อนที่จะเสด็จ มีการซักซ้อมพิธีการ และการทำความเคารพต้องดำเนินการอย่างไร
และในขณะที่เสด็จมา ควรจะแสดงความเคารพในลักษณะใด
และในขณะที่เสด็จมา ควรจะแสดงความเคารพในลักษณะใด
การเข้าแถวรอรับเสด็จ จะจัดเป็น ๒ แถว โดยให้ข้าราชการสตรียืนแถวหน้า ส่วนบุรุษให้ยืนแถวหลัง
เรียงหน้ากระดาน
เรียงหน้ากระดาน
ในวันนี้มีข้าราชการจากหน่วยงานต่าง ๆ มาร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก นับว่าเป็นประวัติศาสตร์
อันสำคัญที่เหล่าข้าราชการจะได้จารึกไว้สืบไป
อันสำคัญที่เหล่าข้าราชการจะได้จารึกไว้สืบไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



















































