วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2563

การเตรียมสอบ : (๗) หลังการสอบ

มีหลายท่าน มีคำถามว่า..หลังจากการสอบมาแล้วควรทำอย่างไรบ้าง?

จากประสบการณ์ที่เข้าสอบมาหลายสนามที่ผ่านมา ขอเล่าประสบการณ์ให้ทุกท่านได้รับทราบบ้าง อาจจะเป็นหลักคิดให้ักับทุกท่านได้บ้าง





ในการสอบครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการสอบครั้งแรกในชีวิต ได้แก่การสมัครสอบคัดเลือกเข้ารับราชการในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ที่ดิน ที่สนามสอบของจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๒๓

การสอบครั้งนี้ มีการจัดสอบที่สนามจังหวัด ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ที่ดิน ๑ มีอัตราว่าง จำนวน ๖ อัตรา คุณสมบัติของผู้เข้าสอบจะต้องจบมัธยมศึกษาปี่ที่ ๓ (ม.ศ.๓) ขึ้นไป ผู้เขียนจึงได้นำคุณสมบัติจบระดับ ๔ เทียบเท่ามัธยมศึกษาปี่ที่ ๓ เดิมไปสมัครสอบ มีผู้เข้าสอบจำนวนประมาณ  ๒,๐๐๐ คน

ในการสอบดังกล่าว มีเพื่อนไปสอบด้วยกันหลายคน หลังจากออกจากห้องสอบมาแล้ว เพื่อน ๆ ก็คุยกันว่าทำข้อสอบได้ มีโอกาสสอบติดแน่นอน เราฟังแล้ว เกิดใจไหวหวั่น  และมาถามผู้เขียนว่าทำได้มัย ก็ตอบว่า..พอทำได้..แม้จะทำข้อสอบได้ดีก็ต้องไม่คุยโอ้อวดทับถมคนอื่น

อีกประการหนึ่ง ไม่ควรไปฟังเพื่อนคนอื่นคุยมาก จะทำให้เราเสียขวัญและจิตตก ทำให้ไม่สายใจเปล่า ๆ หากมีการสอบในวันอื่นอีก ควรจะทำสมาธิไปอ่านหนังสือเล่มอื่นต่อไป เพราะทุกอย่างมันผ่านไปแล้ว หากเราไปเสียใจก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ..ต้องทำใจ ปล่อยวาง...

หลังจากการสอบดังกล่าวผ่านไปแล้ว และมีการประกาศผลสอบ ปรากฎว่า..ผู้เขียนสอบได้ลำดับที่ ๑ เพื่อน ๆ ที่คุยไว้ปรากฎว่าสอบไม่ติดสักคน และหาว่าผู้เขียนไม่ยอมบอกข้อสอบอีก ทั้ง ๆ ที่อ่านหนังสือและติวด้วยกันนั่นเอง

จึงเห็นว่า หลังจากมีการสอบผ่านไปแล้ว ควรจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

๑.ประเมินตนเอง ; ควรประเมินการทำข้อสอบที่ผ่านมาว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ การบริหารเวลาทันภายในกำหนดหรือไม่ การอ่านหนังสือคอบคลุมเนื้อหาตามข้อสอบหรือไม่ เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาแก้ไขในอนาคต

๒.มีการวางแผน :  มาพิจารณาว่าการสอบในครั้งนี้ มีบทเรียนใดที่เราจะต้องมีการแก้ไข ปรับปรุงบ้าง การอ่านหนังสือทันหรือไม่ เนื้อหาออกมาตามที่เราอ่านหรือไม่ มีข้อบกพร่องตรงไหน จะแก้ไขอย่างไร หากมีการเปิดสอบอีกครั้ง เราจะแก้ไขจุดบกพร่องดังกล่าวอย่างไร

๓. ต้องปฏิบัติตามแผน : เมื่อเรารู้จุดอ่อน หรือข้อบกพร่องแล้ว มีการวางแผนเพื่อพัฒนาปรับปรุงข้อบกพร่องดังกล่าว แล้วนำแผนดังกล่าวมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม เตรียมตัว เตรียมใจ อ่านหนังสือไว้แต่เนิน ๆ เพราะสนามสอบต่าง ๆ เนื้อหาความรู้ไม่ต่างกัน จะต่างกันตรงที่เป็นวิชาเฉพาะตำแหน่งเท่านั่น หากเป็นความรู้ทั่วไปจะเหมือนกันทุกสนาม การเตรียมตัวก่อนย่อมจะมีชัยไปครึ่ง

การสอบทุกสนาม ไม่ว่าจะเป็นสนามใดก็ตาม คนที่มีการประเมินตนเอง มีการวางแผนมาดี และปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ ย่อมประสบผลสำเร็จ ดั่งคำที่ว่า  "คนที่เตรียมตัวมาดี มีความมั่นใจ ในสมองอัดแน่น " ย่อมมีชัยในทุกสนามครับ !!!

วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2563

ชีวิตของผู้สูงวัยต้องเผชิญ

วันนี้ ได้รับเมล์จากเพื่อนสมาชิกในไลน์กลุ่ม ได้ส่งข้อความมาให้ อ่านแล้วปราฎว่า มีสภาพเป็นความจริงของผู้สูงวัยที่จะต้องเผชิญ ประกอบกับผู้เขียนอีกไม่กี่เดือนก็ต้องเผชิญเช่นกัน จึงขอนำมาบันทึกไว้เป็นข้อเตือนใจ และหากท่านอื่นได้อ่านแล้ว คงจะเกิดประโยชน์และนำไปใช้ในการดำรงชีวิตสืบไปครับ

*ความจริงที่ผู้สูงวัยต้องเผชิญ...!!!

1. ความสันโดษในบั้นปลายชีวิต

จำนวนคนรอบตัวเรา จะลดลงตลอดเวลา
-คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ รุ่นปู่ย่าตายายส่วนใหญ่หนีหายกันไปหมดแล้ว
-คนที่อยู่ในวัยเดียวกับเราก็จะเริ่มประสบปัญหาในการดูแลตนเอง
-คนรุ่นหลัง รุ่นลูกหลานก็กำลังง่วนกับชีวิตการทำงานและความเป็นอยู่ของพวกเขา
-คู่ชีวิตของเราเอง ก็อาจจะจากไปก่อนแล้ว เร็วกว่าที่เราคาดไว้

* ดังนั้นเราอาจ ถูกทิ้งไว้อยู่กับวันเวลาที่ว่างเปล่าคนเดียวก็เป็นได้  เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียวให้ได้ และยอมรับกับความสันโดษในบั้นปลายของชีวิตที่จะต้องเกิดขึ้น

2. *สังคม*จะเริ่มให้ความสำคัญกับเราน้อยลงไปเรื่อยๆ
-ไม่ว่าในอดีตเราจะเคยยิ่งใหญ่หรือมีชื่อเสียงมากขนาดไหนก็ตาม
-ความชราจะเปลี่ยนเราให้กลายเป็นเพียงชายแก่ๆหรือหญิงแก่ๆธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
-*สปอตไลท์จะหยุดฉายมาที่เรา และเราจะต้องหัดพอใจกับการยืนอยู่ในมุมห้องหรือเงามืดอย่างเงียบๆเพียงคนเดียว
-เราต้อง เรียนรู้ที่จะยอมรับและยินดีกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า โดยปราศจากการอิจฉาริษยาหรือคับแค้นใจใดๆทั้งสิ้น

3. ถนนสายเส้นทางชีวิตที่เหลืออยู่จะเต็มไปด้วยอันตรายต่างๆ 
คือ โรคภัยไข้เจ็บ ที่พร้อมจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เช่นเส้นเลือดตีบตัน หรือแตกหัก  สมองฝ่อ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ไธรอยด์เป็นพิษ อารมณ์แปรปรวน การหลงลืมหรือมะเร็ง เป็นต้น

***สิ่งเหล่านี้เราจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเจ็บป่วย หรือยอมรับมันและดำเนินชีวิตด้วยกุศโลบาย คือ

- *มีจิตใจและความคิดเป็นบวก
-*ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดินวันละ 30-45นาที เป็นประจำ
-*ควบคุมการกินอาหารที่ถูกสุขลักษณะ
-*พักผ่อนให้เพียงพอ

4. * เตรียมพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตติดเตียง*
เราจะถูกดูแลโดยคนอื่นเหมือนเมื่อแรกเกิดแต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ
ครั้งนั้นเราเคยมีแม่เป็นผู้ดูแล ด้วยความรักอย่างสุดหัวใจแต่เมื่อใกล้วันที่เราจะจากโลกนี้ไป  เราไม่มีแม่เหลืออยู่แล้ว แต่อาจมีญาติที่ใกล้ชิดมาดูแล หรือ อาจมีพยาบาลมาดูแล แต่ต้องยอมรับว่า มันไม่เหมือนกับการดูแลของ แม่ที่ดูแลเราในวัยนอนแบเบาะแน่นอน

ดังนั้น จงฝึกอยู่นิ่งๆ อย่าจู้จี้ขี้บ่น  อย่าทำตัวให้เป็นที่ลำบากของคนอื่น  จงรู้สึกพอใจในสิ่งที่เราได้รับ
ได้เป็น
5.* ทรัพย์สมบัติ เงินทอง ที่มี หลีกเลี่ยงการนำไปลงทุน หรือ ให้ใครหยิบยืมเด็ดขาด เพราะ เราหมดเวลาแสวงหาเงินทองทรัพย์สมบัติใดๆแล้ว

*** ดังนั้น ผู้สูงวัยทุกคนจงมองชีวิตตามความเป็นจริงของมัน 
-พอใจในสิ่งที่ได้รับ และยินดีกับสิ่งที่มีอยู่

-ใช้ชีวิตให้สนุกขณะที่ยังทำได้

- อย่าเอาเรื่องยุ่งเหยิงของสังคม เช่น เรื่องการเมือง หรือ แม้แต่เรื่องของลูกๆหรือหลานๆมาเป็นปัญหาของตนเอง

-จงใช้ชีวิตอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวและเรียบง่าย

-อย่าแสดงตัวว่า เก่งเพราะคิดว่า มีประสบการณ์สูงและผ่าน อะไรๆมามาก

- เมื่ออายุยิ่งมาก เรายิ่งต้องให้ความสำคัญกับการอ่อนน้อมและเคารพให้เกียรติผู้อื่น

***ชีวิตคนเรานั้นเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ควรปล่อยวาง จงใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสงบ สุขุม พอเพียงกับการเป็นผู้สูงวัย!!!
..................................

ชีวิตคือการเดินทาง!

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

อัศจรรย์ชีวิต : (๑๙) กฐินพระราชทาน

เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา สำนักงานฯได้รับพระทานให้ไปทอดถวายพระกฐิน ณ วัดหนังวรวิหาร เขตจมอทอง กรุงเทพมหานคร

ในช่วงวันเสาร์ก่อนจะถึงวัดงาน ได้มีโทรศัพท์จากหน้าห้องผู้บริหารแจ้งว่า..ปีนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพุทธศาสนา มาทำหน้าที่เป็นศาสนพิธีกร ขอให้ไปร่วมเป็นศาสนพิธีกรด้วย..

ผู้เขียนยินดีรับด้วยความเต็มใจ เพราะโอกาสเช่นนี้มีไม่บ่อยหนัก อีกทั้งจะทำให้เราได้มีความรู้ และทักษะในการจัดงานดังกล่าวด้วย และถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้ช่วยงานราชการในครั้งนี้

ตามความเป็นจริงแล้ว หน่วยงานราชการต่าง ๆ ควรจะมีหน่วยงานที่จะต้องรับผิดชอบด้านศาสนพิธี รัฐพิธี และประเพณีสำคัญ ๆ ของชาติด้วย เท่าที่ผ่านมา พอมีพิธีต่าง ๆ เกิดขึ้น ก็จะต้องไปพึงพาหน่วยงานอื่น หรือบุคลากรภายนอก

ผู้เขียนได้เสนอผู้บริหารเช่นกัน แต่ก็ยังไม่ได้รับการสนใจ หากย้อนไปดูหน่วยงานอื่น เช่น กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศก็จะมีหน่วยอนุศาสนาจารย์ มีหน้าที่รับผิดชอบในด้านนี้ ในหน่วยงานพลเรือนเท่าที่ทราบก็จะมีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมราชทัณฑ์ ที่มีตำแหน่งอนุศาสนาจารย์ ที่ทำหน้าที่ด้านนี้โดยตรง

หลังจากได้รับมอบหมายแล้ว จำเป็นต้องมาศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการทำพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ว่ามีขั้นตอนอย่างไรบ้าง จะต้องเรียงลำดับขั้นตอนอย่างไร ตั้งแต่ต้่น จนจบกระบวนการ
และนอกจากนี้จะต้องมีการไปดูพิื้นที่จริง มีการซ้กซ้อมพิธีก่อนจะถึงวันจริง

จากการค้นคว้าในอินเทอร์เน็ด ไม่น่าเชื่อว่ามีบางหน่วยงาน ได้มีการจัดทำคู่มือการทำพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ไว้ด้วยก็มี  ในคู่มือได้จัดทำกระบวนงาน ขั้นตอน การทำพิธีอย่างละเอียด พร้อมทั้งยังมีเอกสารการบันทึกการปฏิบัติงานไว้ประกอบการศึกษาอีกด้วย

และต่อมาเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๒ ได้เดินทางไปดูพื้นที่จริง โดยตรวจสถานที่ศาลาการเปรียญ พระวิหาร พระอุโบสถ ตลอดจนเส้นทางในการเดินเข้าสู่พระอุโบสถอีกด้วย

ผู้เขียนรู้สึกดีใจและแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเคยตั้งใจอยากจะไปกราบหลวงปู่เอี่ยมฯมานานแล้ว แต่ไม่ทราบว่าท่านพำนักอยู่ที่วัดหนังมาก่อน เมื่อได้มาถึงบริเวณวัด ก็ได้เข้าไปกราบสักการะหลวงปู่เอี่ยม ณ วิหารของวัดในครั้งนี้

ในวิหารดังกล่าว ได้จากรึกคาถาพระมงกฎเกล้าไว้ด้านหน้ารูปเหมือนของหลวงปู่เอี่ยมฯไว้ด้วย คาถาดังกล่าวได้เคยท่องมานานแล้ว และใช้ภาวนาในการเดินทางมาตลอด ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้มากราบสักการะท่านในชี้วีตนี้ และแถมยังได้มาเป็นศาสนพิธีกรในการทอดถวายพระกฐินพระราชทานในครั้งนี้ด้วย

จึงเป็นเรื่องมหัศจรรย์ในชีวิตของตนเองครับ



ประวัติ
วัดหนังราชวรวิหาร สร้างขึ้นประมาณปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฏผู้สร้าง วัดนี้เป็นวัดโบราณ เป็นวัดร้างมากว่า 200 ปีแล้ว ตั้งอยู่ ณ ฝั่งขวาหรือนัยหนึ่ง ฝั่งเหนือคลองด่าน แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร เลขประจำวัด 200 เดิมเป็นวัดราษฎร์ มีสืบมาแต่โบราณ มีนามว่าวัดหนังมาแต่เดิม และได้รับการสถาปนาเป็นพระอารามหลวงเมื่อปี พ.ศ. 2460 เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบต่อจาก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2367 ในสมัยของพระองค์ท่าน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ทำการฉลองวัดหนัง ณ วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2380 นั่นเอง การเริ่มสถาปนาคงอยู่ในระหว่าง พ.ศ. 2367 ถึง พ.ศ. 2378 และปรากฏเจ้าอาวาสมาจนถึงปัจจุบันถึง 9 พระองค์ และเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันคือ พระวิเชียรโมลี (ขวัญชัย นิติสาโร ป.ธ.๙) เริ่มดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 สืบต่อจาก พระธรรมศีลาจารย์ (สุกรี สุตาคโม)

การสถาปนาวัด[แก้]

การสถาปนาวัดหนังคงจะอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ แต่ไม่ทราบว่าทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ใครบ้างเป็นผู้ดูแลการก่อสร้าง แต่มีปรากฏในพงศาวดารภาคที่ 33 บุพภาคพระธรรมเทศนาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า กรมหมื่นพิทักษ์ทรงเป็นนายด่านทำการจนแล้วสำเร็จ
(จาก..วิกิมีเดีย)

การประชุมคณะทำงานฯ: (๑)ยกร่างตัวชี้วัด

เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ สพร.ได้จัดประชุมคณะทำงานกำหนดตัวชี้วัดและกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการฯปีงบประมาณ ๒๕๖๓



ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบหลักการกำหนดกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๓ โดยฝ่ายเลขาฯได้นำเสนอการเปรียบเทียบการจัดทำตัวชี้วัดของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่สำนักงานกพร. สำนักงานศาลยุติธรรม และอส. เพื่อเป็นข้อมูลในการยกร่างตัวชี้วัดในครั้งนี้





ฝ่ายเลขาฯได้เสนอการเปรียบเทียบการจัดทำตัวชี้วัดฯประกอบด้วยที่มากรอบการประเมินฯ กรอบการประเมินฯ ประเด็นการประเมิน จำนวนตัวชี้วัด เกณฑ์การประเมิน การประเมิน วิธีการประเมิน หน่วยรับการประเมิน รอบการประเมิน และการอุทธรณ์ตัวชี้วัด นอกจากนี้ยังสรุปการวิเคราะห์ความเหมือน และความแตกต่างของแต่ละหน่วยงานด้วย



หลังจากนั้น ฝ่ายเลขาฯได้นำเสนอผลการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ รอบ ๑๒ เดือน (ประเมินตนเอง) ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาอย่างกว้างขวาง คณะทำงานบางท่านได้แสดงความคิดเห็นประกอบ พิจารณาถึงผลดี ผลเสีย และประโยชน์ที่จะเกิดแก่ประชาชนและองค์กร ที่ประชุมได้เห็นชอบให้ยกเลิกตัวชี้วัดบางส่วน ที่มีผลการดำเนินงานบรรลุเป้าหมาย มีผลกระทบต่ององค์กรน้อย และมีการวัดผลมาหลายปี นอกจากนี้ยังมีการชลอและนำไปทบทวนตัวชี้วัดบางตัว เพื่อให้เกิดความรอบคอบ ค่อยนำมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

การประชุมครั้งนี้ แม้จะเป็นการประชุมครั้งแรก แต่ได้เนื้อหาสาระ คณะทำงานฯต่างให้ความสนใจและกระตือรือร้นที่จะร่วมให้ความคิดเห็นและร่วมยกร่างตัวชี้วัดของปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๓ อย่างดียิ่งครับ

วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ตรวจราชการอุดรธานี

เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ได้ร่วมคณะกับผู้ตรวจการอัยการ เดินทางไปตรวจราชการสำนักงานอัยการต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ได้แก่ สำนักงานคดีปกครองจังหวัดอุดรธานี สำนักงานคดีแรงงานภาค ๔ สำนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี สำนักงานคดีศาลแขวงอุดรธานี สำนักงานอัยการคดีเยาวชนจังหวัดฯ และสสคชจ.อุดรธานี ณ ห้องประชุมสำนักงานฯอาคารหลังเก่า


ผู้ตรวจการอัยการ(ท่านเดชอุดม วีระวานิช) ได้ตรวจราชการและมอบนโยบายให้กับคณะข้าราชการฝ่ายอัยการ ได้แก่ อธิบดีอัยการ รองอธิบดีอัยการ อัยการพิเศษฝ่าย อัยการจังหวัด ผู้อำนวยการ และคณะข้าราชการ โดยเน้นนโยบายด้านการการติดตาม เร่งรัด ผลการปฏิบัติราชการฯ(ตัวชี้วัด) รอบ ๙ เดือน การดำเนินคดีอาญา การดำเนินคดีแพ่ง การจัดเก็บข้อมูลสถิติคดี และการลงสารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นไปตามนโยบายของสำนักงานอัยการสูงสุด


ด้านการดำเนินคดีอาญา เร่งรัดเรื่องการดำเนินคดีที่คั่งค้าง และดำเนินคดีให้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด ส่วนการดำเนินคดีแพ่ง ให้ดำเนินการล้างบัญชีค่าธรรมเนียมคดีแพ่งที่คั่งค้าง และการเบิกเงินค่าธรรมเนียมคดีความแพ่งให้ถูกตามระเบียบที่กำหนด นอกจากนี้ในการจัดเก็บข้อมูลสถิติคดีให้ถูกต้องตามระเบียบ

สำหรับการดำเนินการตามกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ(ตัวชี้วัด)ขอให้ทุกหน่วยงานได้ดำเนินการรายงานผลการปฏิบัติงานในรอบ ๙ เดือน ให้ทันภายในกำหนดตามหนังสือสั่งการของสำนักงานอัยการสูงสุด

ในการนี้ สำนักงานพัฒนาระบบบริหาร (สพร) ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาร่วมชี้แจงรายละเอียดตัวชี้วัด การกรอกข้อมูลในแบบรายงาน การจัดเก็บผลการปฏิบัติงาน และตอบปัญหาต่าง ๆ ให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในครั้งนี้ด้วย


 การตรวจราชการในครั้งนี้ นอกจากจะไปตรวจติดตาม กำกับ เร่งรัดผลการปฏิบัติงานตามนโยบายของสำนักงานอัยการสูงสุด แล้ว ยังเป็นการออกไปเยี่ยมเยือน ให้ขวัญและกำลังใจให้กับคณะข้าราชการฝ่ายอัยการที่ปฏิบัติในพื้นที่ต่างจังหวัด  พร้อมทั้งรับทราบปัญหา อุปสรรค และเสนอแนะแนวทางแก้ไข พร้อมทั้งนำปัญหาดังกล่าว รายงานให้ผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทราบ เพื่อดำเนินการแก้ไข ปรับปรุง และพัฒนางาน พัฒนาคน พัฒนากระบวนงาน และพัฒนาการให้บริการแก่ประชาชนให้ดียิ่งขึ้นไป ครับ

วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

โอวาทของพระอาจารย์ (๑)


มีเพื่อนสมาชิกในกลุ่มวิทันตสมาธิ รุ่น ๙ ได้ส่งโอวาทของอาจาริยวาท ประจำ
วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ กรกฎาคม  ๒๕๖๒ เห็นว่าสำคัญ และน้อมนำมาปฏิบัติจึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ครับ


                   “ปุญญานิ ปรโลกัสฺมิง ปติฎฐา โหนฺติ ปาณินัง”
บุญเท่านั้น ที่จะเป็นที่พึ่ง แก่สัตว์ทั้งโลกนี้ และโลกหน้า เพราะฉะนั้น พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จึงยอมเสียสละ เพื่อให้เกิดบุญกุศล

                      เสียสละให้ทาน เสียสละรักษาศีล เสียสละภาวนา ทั้งหมดนี้ เป็นแนวทาง ที่จะทำให้เกิดซึ่งบุญกุศลทั้งหลาย และบุญกุศลทั้งหลายเหล่านี้เอง

                      ที่จะเป็นอำนาจพิเศษ ที่จะดลบันดาล ให้เรานั้น ประสบความสำเร็จ ในหน้าที่การงาน ในกิจการต่าง ๆ เพราะว่าบุญ เป็นปัจจัย ที่ทำให้เราเกิดมาเป็นมนุษย์

                     ถ้ามิฉะนั้น เราก็ไปเกิด เป็นสัตว์เดรัจฉาน ไปเกิดเป็นช้าง ม้า วัวควาย ถ้าไปเกิดอย่างนั้น ก็เรียกว่าเป็นบาป”


พระธรรมมงคลญาณ (พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)
ประธานผู้ก่อตั้งสถาบันพลังจิตตานุภาพ
อนุโมทนาขอบคุณ ผู้มีส่วนในธรรมะสาระ และภาพประกอบนี้
จากหนังสือ ธรรมะรุ่งอรุณ เล่ม ๒ หน้า ๑๑๒
w.i.f.18 huahin
ธัมม์นิยม...แบ่งปัน

ตรวจราชการสกลนคร

เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ได้มีโอกาสร่วมกับคณะของผู้ตรวจการอัยการ เดินทางไปตรวจราชการที่จังหวัดสลกนคร

ตอนเช้าตื่นตั้งแต่ตีสี่ อาบน้ำแต่งตัว และลูกสาวได้ขับรถยนต์มาส่ง ณ ช่อง ๑๒ ท่าอากาศยานดอนเมือง อาคารเดินทางภายในประเทศ แม้ว่าจะเป็นชวงเช้า แต่รถราที่หน้่สนามบินดอนเมืองก็ติดเอาการเช่นกัน ทำให้เดินทางถึงช้ากว่ากำหนด โดยกำหนดไว้ว่า จะต้องเดินทางถึงสนามบินก่อนเวลา ๐๕.๓๐ นาฬิกา

ถึงสนามบินแล้วได้โทรหาหน้าห้อง ปรากฎว่าอยู่ระหว่างเดินทาง และได้พบเลขานุการของผู้ตรวจฯมาพร้อมกันพอดี จึงได้รอหน้าห้องก่อน เพราะไม่ทราบรายละเอียดในการเดินทาง ส่วนท่านผู้ตรวจการอัยการ ได้เดินทางมาถึงก่อนแล้ว

รอสักพักหนึ่งหน้าห้องมาพอดี ได้เข้าช่องรับตั่๋วสายการบิรแอร์เอเชีย ได้ที่นั่งแถวที่ ๑ ซี หลังจากนั้นได้ผ่านช่องตรวจและไปรอขึ้นเครื่องที่ประตู ๗๔ ปรากฎว่ามีผู้โดยสารที่จะเดินทางไปต่างจังหวัดจำนวนมาก  หาที่นั่งแทบไม่มี

เครื่องบินออกจากท่าอากาศยานดอนเมืองเวลา ๐๗.๒๐ นาฬิกา ถึงสนามบินสกลนครเวลาประมาณ ๐๘.๓๐ นาฬิกา และมีคณะข้าราชการมาต้อนรับที่สนามบิน และนำไปยังอาคารสำนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร




ผู้ตรวจการอัยการ(นายเดชอุดม วีระวานิช) ได้มอบนโยบาย และตรวจราชการตามประเด็นที่กำหนดของสำนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร สำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสกลนคร และสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนฯ ณ ห้องประชุมสำนักงานอัยการจังหวัดสกุลนคร





นโยบายที่ผู้ตรวจการอัยการ ได้มอบให้แก่คณะข้าราชการฝ่ายอัยการ ได้แก่นโยบาย ด้านการติดตามเร่งรัดตัวชี้วัดปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ ด้านการดำเนินคดีแพ่ง เกี่ยวกับการล้างบัญชีเงินยืมค่าธรรมเนียม ด้านการเร่งสำนวนคดีค้างทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา และการนับจำนวนสำนวนคดีเปรียบเทียบปรับ





สำหรับการดำเนินการตามกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ (ตัวชี้วัด) ได้มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาระบบบริหาร มาร่วมชี้แจงเกี่ยวกับราละเอียดตัวชี้วัดของแต่ละสำนักงานฯ โดยเฉพาะเงื่อนไขที่สำคัญของแต่ละตัวชี้วัด นอกจากนี้ยังได้อธิบายแนวทางการกรอกข้อมูลตามแบบรายงานตัวชี้วัดในรอบ ๙ เดือน ซึ่งมีกำหนดส่งรายงานให้สพร.ภายในวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒ อีกด้วย

นอกจากนี้หลังจากตรวจราชการแล้ว ได้ไปตรวจอาคารบ้านพัก และอาคารชุดของสำนักงานอัยการจังหวัดสกลุนคร

ในการตรวจราชการครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการกำกับ ติดตาม และเร่งรัดการปฏิบัติงานแล้ว ยังทำให้ผู้บริหารได้รับทราบปัญหา อุปสรรคของหน่วยงานต่างจังหวัด ในการปฏิบัติราชการ อีกทั้งยังเป็นการไปเยี่ยมเยือน และให้ขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงานในต่างจังหวัดด้วย

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ตรวจราชการ สอจ.นครพนม

เมื่อระหว่างวันที่ ๒๓ - ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๒ ได้มีโอกาสเดินทางไปตรวจราชการกับคณะของผู้ตรวจการอัยการ(ท่านเดชอุดม วีระวานิช) ในพื้นที่สำนักงานอัยการภาค ๔ อีสานตอนบน ได้แก่ จังหวัดร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร และจังหวัดนครพนม





ภาคเช้าของวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๒ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมสำนักงานอัยการจังหวัดนครพนม สำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครพนม และสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนจังหวัดนครพนม ณ ห้องประชุมสำนักงานฯ


ในการนี้ผู้ตรวจการอัยการ ได้มอบนโยบายและตรวจราชการทั้ง ๓ สำนักงานฯในประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นอำนาจหน้าที่และข้อสั่งการของอัยการสูงสุด



ได้เร่งรัด ติดตาม ผลการปฏิบัติงานตามกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ(ตัวชี้วัด) ปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ การเร่งรัดการลงสารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งคดีแพ่ง และคดีอาญา การล้างบัญชีค่าธรรมเนียมคดีแพ่ง การบริหารจัดการสำนวนคดีที่คั่งค้าง ให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลา และนโยาบายของสำนักงานอัยการสูงสุด




นอกจากนี้ สำนักงานพัฒนาระบบบริหาร ยังได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่มาร่วมชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวชี้วัดปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ และขั้นการจัดเก็บผลงาน ตลอดจนเงื่อนไขที่สำคัญ พร้อมทั้งแนะนำการใช้โปรแกรมรายงานผลการปฏิบัติงานฯในรอบ ๙ เดือนด้วย

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ตรวจราชการภาค ๔

เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๒ ได้ร่วมคณะไปกับท่านผู้ตรวจการอัยการ เดินทางไปตรวจราชการในพื้นที่สำนักงานอัยการภาค ๔ ระหว่างวันที่ ๑๑ - ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๒

การตรวจราชการในครั้นี้ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายของสำนักงานอัยการสูงสุด ด้านคดี ด้านการบริหารจัดการ และด้านการพัฒนาองค์กร และรับทราบปัญหา อุปสรรค ในการปฏิบัติงาน พร้อมกับเป็นการไปเยี่ยมเยือนข้าราชการที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ต่าง ๆ ให้มีขวัญและกำลังในการปฏิบัติงาน

ภาคบ่ายได้เดินทางไปตรวจราชการที่สำนักงานอัยการภาค ๔  ณ ห้องประชุมสำนักงานอัยการภาค มีหน่วยงานที่จะต้องได้รับการตรวจ จำนวน ๘ สำนักงาน ได้แก่ สำนักงานอัยการภาค ๔ สำนักงานคดีศาลสูงภาค ๔สำนักงานคดีปกครองจังหวัดขอนแก่น  สำนักงานปราบปรามการทุจริตภาค ๔ สำนักงานอัยการจังหวัด สำนักงานอัยการคดีศาลแขวง สำนักงานอัยการคดีเยาวชน และสำนักงาน สคช.จังหวัดขอนแก่น




ในการนี้ ผู้ตรวจการอัยการ(ท่านเดชอุดม วีระวานิช) ได้มอบนโยบาย ด้านการดำเนินคดีแพ่ง การเร่งรัดคดีแพ่ง การล้างบัญชีค่าธรรมเนียมศาลคดีแพ่ง การสะสางสำนวนคดีที่คั่งค้าง การเร่งรัดสำนวนคดีอาญาที่คั่งค้าง การลงสารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์ และเร่งรัดการรายงานตัวชี้วัดให้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด




นอกจากนี้ นายกรม ศรีบาล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนฯ จากสำนักงานพัฒนาระบบบริหาร มาชี้แจง เรื่อง กรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ (ตัวชี้วัด) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ โดยได้เน้นย้ำ ตัวชี้วัดที่สำคัญ และมีเงื่อนไขเป็นพิเศษ เพื่อให้ทุกสำนักงานฯได้รายงานผลการดำเนินงานได้ครบถ้วน ถูกต้อง และไม่ต้องถูกปรับลดคะแนนในตัวชี้ที่สำคัญดังกล่าว

วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

คำสอนของป๋า

มีเพื่อนส่งไลน์ข้อเขียนของอดีตโฆษกรัฐบาลสมัย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี มาให้อ่าน เห็นว่ามีประโยชน์ จึงขออนุญาตนำมาบันทึกไว้ครับ
... ตลอดระยะเวลาที่ผมได้รับใช้ป๋าเปรมในฐานะที่ปรึกษาฯ และโฆษกรัฐบาลในรัฐบาลที่ป๋าเปรมเป็นนายกรัฐมนตรีมานานถึง 8 ปี, ท่านได้กรุณาแนะนำสั่งสอน เหมือนผมเป็นลูกเป็นหลานมาโดยตลอด มีคำสอนหลายอย่างที่ทำให้ชีวิตและนิสัยของผมต้องเปลี่ยนแปลงไป และคงต้องรักษาคำสอนเหล่านั้นไว้จนตลอดชีวิต
.
มีตัวอย่างของคำสอนที่ผมอยากเล่าให้ประชาชนได้ฟัง เผื่อว่าอาจจะเป็นประโยชน์กับลูกหลานของพวกท่านบ้าง ดังนี้คือ
.
1) จงเป็นมิตรกับคนทุกคนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่การคบค้าสมาคมกับใคร ๆ นั้น ต้องรักษาระยะห่างที่ไม่เท่าเทียมกัน เช่น อย่าไปปรากฏตัวในที่สาธารณะกับคนที่ไม่ดี (แม้จะรู้จักกัน) เช่น ไปกินอาหารร่วมโต๊ะตามร้านอาหารหรือภัตตาคารต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่า เขาเหล่านั้นมีประวัติที่ไม่ดี อย่าไปเกรงใจใคร เพราะการปรากฏตัวอยู่กับพวกเขา คนอื่น ๆ ที่เห็นเราอยู่กับพวกเขา อาจจะเข้าใจผิดได้ว่า เราก็เป็นคนไม่ดีเช่นนั้นเหมือนกัน
.
2) อย่าพูดอย่าทำอะไรโดยมิได้คิดให้รอบคอบเสียก่อนจงเชื่อในจิตใต้สำนึกอันบริสุทธิ์ของตน มันจะเป็นสิ่งแรกที่เตือนเราว่าจะมีผลดีหรือไม่ดีจิตใต้สำนึกจะบริสุทธิ์เสมอ จงให้ความสำคัญกับมัน การอยู่ในความประมาทโดยกล้าทำหรือพูดในสิ่งที่สวนทางกับจิตใต้สำนึกที่ดีของตนนั้น มักจะส่งผลร้ายต่อเราเสมอ โดยป๋ายืนยันว่า ตัวป๋าเองก็เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน
.
3) แม้เราอยากแก้ไขในสิ่งใด ถ้าสถานการณ์ กาละและเทศะยังไม่เหมาะสม ยังไม่สมควร ก็ให้อดใจเอาไว้ก่อน ให้รู้จักอดใจรอคอย จงใช้วิธี "นิ่ง ๆ อย่าพูดอะไร" (โดยท่านได้พูดเป็นภาษาปักษ์ใต้กับผมว่า "แน่ง ๆ อย่าแหลงไหร") จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด
.
4) ใครก็ตามที่ไม่ปฏิบัติตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งนั้น บุคคลนั้นไม่ควรจะเป็นคนไทย
.
ในโอกาสที่ประเทศของเราต้องสูญเสียปูชนียบุคคล อย่าง พณฯ พล.อ.เปรม ติณลสูลานนท์ (รัฐบุรุษของชาติ) ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณงามความดีอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มาตลอดชีวิตของท่านนั้น ย่อมเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับ วลีอันศักดิ์สิทธิ์ของท่านที่ว่า "เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน" ซึ่งเป็นวลีที่เปรียบเสมือนแสงสว่างส่องทางที่ถูกต้องให้แก่อนุชนรุ่นหลังได้ยึดเป็นหลักในการดำเนินชีวิตตลอดไปอีกนานแสนนาน
.
ผมขอถือโอกาสนี้แสดงความอาลัย และสำนึกในบุญคุณในทุก ๆ อย่างที่ท่านได้มอบไว้ให้แก่ประเทศไทยมาโดยตลอด
.
ขอแสดงความรู้สึกดังกล่าวร่วมกับพี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศด้วยใจจริงครับ
.
ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี
.
26 พฤษภาคม 2562

จึงขอนำคำสอนของท่านมาบันทึกไว้ และไว้อาลัยแด่การจากไปของปูชนียบุคคล รัฐบุรุษ และคนดีของแผ่นดิน ขอให้ดวงวิญญาณของท่าน จงไปสู่สุคติและสรวงสวรรค์ในสัมปรายภพด้วยเทอญ..สาธุๆ

วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

โครงการปฏิบัติธรรมวันอาทิตย์

เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ได้เข้าร่วมอบรมตามโครงการปฏิบัติธรรมประจำวันอาทิตย์ ปีที่ ๖ ณ คณะ ๑๔ วัดชนะสงคราม กรุงเทพมหานคร โดยพระอาจารย์มหาใจ เขมจิตโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม เป็นผู้ดำเนินการและรับผิดชอบโครงการ


โครงการดังกล่าวจะมีการฝึกสมาธิในวันอาทิตย์ทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๗.๐๐ นาฬิกา ณ ศาลาปฏิบัติธรรม คณะ 14 วัดชนะสงคราม โดยเน้นฝึกสมาธิตามแนวอานาปานสติ มีการบรรยาภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ โดยฝึกปฏิบัติแบ่งเป็นเดินจงกรม จำนวน ๑ ชั่วโมง และนั่งสมาธิ จำนวน ๑ ชั่วโมง แล้วพักประมาณ ๑๐ นาที หลังจากนั่นฝึกปฏิบัติแบ่งเป็นนั่งสมาธิ ๓๐ นาที และเดินจงกรม ๓๐ นาที และทำวัตรเย็นตั้งแต่เวลา ๑๖.๐๐ - ๑๗.๐๐ นาฬิกา



พระอาจารย์มหาใจ เขจิตโต ได้กล่าวเปิดโครงการ โดยสรุปใจความว่า...โครงการนี้ ได้ดำเนินการโดยมิได้มีการประกาศประชาสัมพันธ์แต่อย่างใด แต่เป็นที่รู้ ๆ กันในกลุ่มญาติธรรมที่เคยมาปฏิบัติ  การปฏิบัติธรรม ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ต้องหวังผล หากเราทำไปเรื่อย ๆ ไม่หยุุด ก็จะรู้ผลเอง การปฏิบัติธรรม แม้จะไปที่สำนักใด การปฏิบัติก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน จึงขอให้ตั้งใจปฏิบัติ และมุ่งมุ่นต่อไป..."







โครงการนี้ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลา ๕ ปี ปีนี้เป็นปีที่ ๖ โดยมีกำหนดการจะออกไปปฏิบัติธรรมนอกสถานเป็นเวลา ๗ วัน ในช่วงเดือนธันวาคม ๒๕๖๒ ณ  วัดถ้ำหินลาด ท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา

ในปีที่ผ่านมา ได้เดินทางไปปฎิบัติธรรมนอกสถานที่เป็นเวลา ๗ วัน ณ มหาจุฬาลงกรณ์อาศรม อำเภหมวกเล็ก จังหวัดสระบุรี

ส่วนปีที่ ๔ ไ้ดเดินทางไปปฏิบัติธรรมนอกสถานที่เป็นเวลา ๗ วัน ณ วัดผาตากเสื้อ อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย

ส่วนปี่ที่ ๒ และปีที่ ๓ ไปปฏิบัติธรรมนอกสถานที่ เป็นเวลา ๗ วัน  ณ แคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งสถานที่ดังกล่าวเป็นที่สัปปายะ เหมาะแก่การไปปฏิบัติธรรมเป็นอย่างยิ่ง และเป็นสถานที่ที่มีเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่เป็นจำนวนมาก



                                                      คณะญาติธรรมร่วมปฏิบัติธรรม

วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

วิทันตสมาธิ (๑)

เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรมหลักสูตรวิทันตสมาธิสำหรับนักบริหารรุ่นที่ ๙ ของสถาบันพระปกเกล้า



วันแรกมีธีเปิดการอบรมฯโดยมีการตอบรับ พิธีเปิดการอบรม มีการทำพิธีมอบตัวเป็นศิษย์กับพระอาจารย์หลวงพ่อ หลังจากพระอาจารย์กล่าวให้โอวาท




ในช่วงที่ประธานกล่าวเปิด ได้ให้คำแนะนำดีมาก โดยท่านกล่าวว่า ท่านก็เข้าเรียนเช่นกันแต่ไม่จบหลักสูตร เนื่องจากไม่รู้จักแบ่งเวลา และจัดสรรเวลาให้ลงตัว และมีบางอย่างที่ละไม่ได้ มีบางสิ่งที่ไม่สะดวก แต่ท่านพยายามเรียบจนจบหลักสูตร

ท่านบอกว่า บางอย่างทางโลกเป็นเรื่องง่าย แต่ทางธรรมกลายเป็นเรื่องยาก มีอยู่คำหนึ่งที่ท่านพูดได้ประทับใจมากคือคำว่า..ใจยังไม่ถึง ก็จะไปไม่ถึงเช่นกัน..

ต่อมาพระอาจารย์เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการทำสมาธิ วิธีการทำสมาธิ ประโยชน์ที่ได้จากการทำสมาธิ จะต้องทำตัวอย่างไรในขณะที่มาเข้าหลักสูตร


พิธีมอบตัวเป็นศิษย์กับพระอาจารย์ หมายถึงเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า การทำสมาธิทำให้เรารู้จักตนเอง ให้รู้จักตื่น รู้จักเบิกบาน รู้ว่าตนเอง สุข หรือทุกข์ รู้ว่าตนเองดี หรือชั่ว การทำสมาธิเป็นการมาหาอริยทรัพย์ภายใน เป็นทรัพย์ที่สามารถติดตัวเราไปข้ามภพ ข้ามชาติ

หากท่านใดมีโอกาส ควรจะเข้าเรียนตามหลักสูตรดังกล่าว จะเกิประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง การทำงาน และสังคมในวงกว้างสืบไป

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

นิเทศทางวิชาการ : อัยการภาค ๑

เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานนโยบายยุทธศาสตร์และงบประมาณ และ ผอ.สพร. ได้บรรยายเรื่อง " กรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ ตามโครงการฝึกอบรมและนิเทศทางวิชาการ เรื่อง " การบริหารงานยุคใหม่ " ของสำนักงานอัยการสูงสุด ระหว่างวันที่ ๗ - ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒  ณ โรงแรมกรุงศรีฯ อยุธยา




ผู้เข้าประชุมประกอบด้วย อธิบดีอัยการ อัยการจังหวัด และผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ ของทุกสำนักงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สำนักงานอัยการภาค ๑




ภาคเช้า ได้บรรยาย เกี่ยวกับกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ โดยเน้นเฉพาะตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบ

ภาคบ่าย ได้มีการแบ่งกลุ่มตรวจติดตามประเมินผลการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๑ จำนวน ๓ กลุม เพือรับทราบผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมา และตรวจเอกสารที่เกี่ยวข้องในกรณีที่ผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย รับทราบปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขของแต่ละสำนักงานฯ พร้อมชี้แจงแบบรายงานผลการปฏิบัติงานที่จะต้องดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ต่อไปด้วย




                                                        คณะทำงานตรวจติดตามประเมินผลฯ