วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562

อัศจรรย์ชีวิต (๑) : อยากเรียนมหาวิทยาลัย

ชีวิตของแต่ละคน มีเรื่องราวที่น่าจดจำมากน้อยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และตำนานที่เคยเล่าขานกันมา บางเรื่องราวอาจจะเป็นเรื่องที่น่าจดจำ ควรบันทึกไว้เป็นอนุสรณ์ เพื่อรำลึกถึงเรื่องราวดังกล่าวไว้ ให้ลูกหลานได้รับรู้และถือเป็นแบบอย่าง แต่บางเรื่องราวควรเป็นเรืองลับเฉพาะ ไม่น่าจะเก็บไว้ให้เป็นที่ซ้ำเติมแผลทางใจสำหรับตนเอง หรือใครบางคน ก็ควรให้เรื่องดังกล่าวล้มหายตายจากไปพร้อมกับสังขาร ที่ต้องกลับคืนสู่ธรรมชาติกลับกลายเป็นดิน น้ำ ลมและไฟไป

เรื่องราวที่จะบันทึกไว้นี้ ก็เช่นกัน บางคนอาจจะเห็นว่าไม่เห็นจะสำคัญอันใดเลย แต่บางคนอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ สมควรจะบันทึกไว้ ให้ลูกหลานได้รับทราบ และเป็นตำนานเล่าขานกันสืบต่อกันไปอีกยาวนาน แม้จะไม่มีใครเล่า แต่บันทึกน้ี้ก็คงจะฝากไว้ เผื่อใครบางคนเข้ามาอ่านก็จะได้ไตร่ตรอง เพื่อประเทืองปัญญาสืบไป

ในชีวิตของผู้เขียน มีห้วงชีวิตหนึ่ง มีความปรารถนายากจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ของจังหวัดเชียงและภูมิภาคเหนือตอนบน นักเรียนส่วนมากใฝ่ฝันและมุ่งมั่นที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยดังกล่าว

ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๒๐ - ๒๕๒๓ ได้มีโอกาสเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงเรียนราษฎร์  ได้เข้าเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ (ม.ศ..๔) โดยเลือกเรียนโปรแกรม ศิลป์ - คณิตศาสตร์  ซึ่งในสมัยนั้น นักเรียนส่วนมาก จะเรียนโปรแกรมวิทย์- คณิต กัน เพราะโปรแกรมดังกล่าว สามารถเอ็นทรานส์เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยดัง ๆ  และคณะที่มีชื่อเสียงได้

แต่ผู้เขียนไม่ชอบคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จึงหันไปเรียนโปรแกรมศิลป์- คณิต เพราะโรงเรียนแห่งนี้มีแค ๒ หลักสูตรนี้เท่านั่น ไม่สามารถจะไปเรียนโปรแกรมอื่น ๆ ได้ จำเป็นต้องเลือกโปรแกรมดังกล่าว ผลการเรียนแทบจะเอาตัวไม่รอดเช่นกัน เนื่องจากเอาเวลาไปทำกิจกรรมเสียมาก เป้นทั้งตำแหน่งเลขาประธานนักเรียน เวลาเรียนจึงหายไปกับการจัดกิจกรรมของโรงเรียน

เพื่อน ๆ ที่เรียนด้วยกัน ต่างกันใฝ่ฝันไม่เหมือนกัน บางคนฝันอยากเป็นปลัดอำเภอ เป็นสาธารณสุข ครู ตำรวจ ทหาร และป่าไม้

ถามว่าไม่มีใครอยากฝันไปเรียนแพทย์ พยาบาล หรือวิศวะมั่งหรือ? คงไม่มีใครกล้าใฝ่ฝัน เพราะคณะเหล่านี้นักเรียนจากโรงเรียนเอกชนชื่อดังไม่ว่าจะเป็นมงฟอร์ต หรือโรงเรียนดัง ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ กวาดไปเรียบ นอกจากนี้ยังมีนักเรียนจากกรุงเทพมหานคร มาสอบแข่งขันอีกเพรียบ เพราะใครๆ ก็อยากมาเข้าเรียนที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองสวยงามและน่าอยู่

ผู้เขียนเองก็ใฝ่ฝันอยากเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เช่นกัน ซึ่งในสมัยนั่น ก็อยากจะไปเรียนสายนักปกครอง อยากเป็นปลัดอำเภอ กับเขา แต่เมื่อมามองดูฐานะ และความสามารถในการเรียนแล้ว ไปไม่รอด แคจะเอ็นทรานส์ให้ติดก็แสนยาก ซึ่งในรุ่นเดียวกัน มีจำนวน ๑ คน ที่สามารถสอบเข้าได้ในคณะดังกล่าว ...ความฝันดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่างแน่แท้...!!!

หลังจากเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ ๕ (ม.ศ.๕)แล้ว ต่างคนก็แยกย้ายกันไปทำงาน คนที่มีทุนเรียนก็ไปเรียนต่อมหาวิทยลัยรามคำแหง ไปสอบเข้าโรงเรียนพลตำรวจ เป็นเจ้าหน้าที่ดิน เจ้าหน้าที่ศาล และเจ้าหน้าที่เรือนจำ ผู้เขียนเองก็หันเหมาสมัครสอบเข้ารับราชการดีกว่า จะไปเรียนต่อก็ไม่มีเงินทุน

ในสมัยนั่นการสอบเข้ารับราชการ วำนักงาน ก.พ จะมอบหมายให้จังหวัดต่าง ๆ เป็นผู้จัดสอบแข่งขันเข้ารับราชการเอง เพื่อน ๆ ที่จบด้วยกัน ก็แยกย้ายไปสมัครกันตามจังหวัดต่าง ๆ ในภาคเหนือตอนบน บางคนก็ไปเรียนต่อวิทยาลัยครูก็มี

ผู้เขียนก็ไปสมัครสอบ เพื่อแข่งขันเข้ารับราชการในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ดิน ของสนามสอบจังหวัดเชียงใหม่ และเจ้าหน้าที่ธุรการ ของสนามสอบจังหวัดลำปาง ซึ่งมีเพื่อนไปสอบด้วยกันจำนวนมาก ปรากฎว่า ที่สนามสอบจังหวัดเชียงใหม่ มีผู้เขียนสอบติดเพียงคนเดียว ส่วนสนามสอบจังหวัดลำปาง มีผู้เขียนและเพื่อนสอบติดรวม ๒ คน...เรื่องจริง ไม่ได้โม้!!!

ต่อมาอีก ๓๕ ปี ไม่น่าเชื่อว่า ความหวังที่เคยฝันไว้เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๙ จนถึงปี พ.ศ.๒๕๕๗ จะทำให้ความฝันนั่นกลายเป็นความจริง กล่าวคือ ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ที่คณะศิลปฯของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน กับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการผลิตและพัฒนาบุคคลากรของสำนักงานฯ ทำให้ผู้เขียนสำเร็จปริญญาวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต (วท.ม.) และเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียบร้อยแล้ว

ใครจะคิดว่า...ความฝันจะกลายเป็นจริง ครับ !!! นี่คือ... ความอ้ศจรรย์ของชีวิตของผม





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น