เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๖๒ กกต.ได้ประกาศจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และจำนวนเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัด ลงในราชกิจจานุเบกษา และมีข้อสังเกตุและน่าสนใจ ดังนี้
๑.วันเลือกตั้งทั่วไป กำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒
๒.วันลงคะแนนล่วงหน้า กำหนดในวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๒
๓. จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๑ จำนวน ๖๖,๑๘๘,๕๐๓ คน
๔. จำนวนราษฎรจำนวน ๑๘๙,๑๑๐ คน /ผู้ราษฎรจำนวน ๑ คน
๕. จังหวัดมีจำนวนทั้งสิ้น ๗๗ จังหวัด
๖. มีจังหวัดที่มีจำนวน ส.ส. และ หน่วยเลือกตั้งมากที่สุดตามลำดับ ดังนี้
- กรุงเทพมหานคร จำนวน ๓๐ คน จำนวน ๓๐ เขตเลือกตั้ง
- นครราชสีมา จำนวน ๑๔ คน จำนวน ๑๔ เขตเลือกตั้ง
- อุบลราชธานี /ขอนแก่น จำนวน ๑๐ คน จำนวน ๑๐ เขตเลือกตั้ง
- เชียงใหม่ จำนวน ๙ คน จำนวน ๙ เขตเลือกตั้ง
- อุดรธานี้/สงขลา/ศรีสะเกษ/บุรีรัมย์/นครศรีธรรมราษฎร์ และชลบุรี จังหวัดละ ๘ คน จังหวัด ๘ เขตเลือกตั้ง
เห็นว่า พื้นที่จังหวัดที่มีจำนวนราษฎรและจำนวน ส.ส.จำนวนมาก จะอยู่ในพื้นที่ภาคอีสานจำนวนถึง ๖ จังหวัด มี ส.ส.มากกว่ากรุงเทพมหานครเสียอีก
ส่วนวิธีการเลือกตั้ง การนับคะแนน สามารถอ่านได้จากข่าวนี้ ...
การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 24 มี.ค. 2562 จะแตกต่างจากการเลือกตั้ง ครั้งก่อนหน้า..โดยในการเลือกตั้งใหญ่อย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อ 3 ก.ค. 2554 ครั้งนั้นแบ่งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร (สส.) ออกเป็น 2 ประเภท คือ สส. แบบแบ่งเขต จำนวน 375 คน และสส. แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 125 คน ส่วนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มี.ค. 2562 มีสส. แบบแบ่งเขต 350 คน และสส. แบบบัญชีรายชื่อ 150 คน
ที่สำคัญคือ "จะเป็นการเลือกตั้งที่ใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว และเลือกเฉพาะ สส. แบบแบ่งเขตเท่านั้น" จากเดิม ที่ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ สำหรับเลือก สส. แบบแบ่งเขตใบหนึ่งและแบบบัญชีรายชื่อ อีกใบหนึ่ง ซึ่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 91 กำหนดวิธีการคำนวณหา สส.แบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองไว้ดังนี้
1.นำคะแนนรวมทั้ง ประเทศที่พรรคการเมืองทุกพรรคที่ส่ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งหารด้วย 500 อันเป็นจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎร
2.นำผลลัพธ์ตามข้อ 1. ไปหาร จำนวนคะแนนรวมทั้งประเทศของพรรค การเมืองแต่ละพรรคที่ได้รับจากการเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งทุกเขต จำนวน ที่ได้รับให้ถือเป็นจำนวน สส. ที่พรรค การเมืองนั้นจะพึงมีได้
3.นำจำนวน สส. ที่พรรคการเมืองจะพึงมีได้ตามข้อ 2. ลบด้วย จำนวน สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้งหมดที่ พรรคการเมืองนั้นได้รับเลือกตั้งในทุกเขตเลือกตั้ง ผลลัพธ์คือ จำนวน สส. แบบบัญชี รายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นจะได้รับ
4.ถ้าพรรคการเมืองใดมีผู้ได้รับ เลือกตั้งเป็น สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เท่ากับหรือสูงกว่าจำนวน สส. ที่พรรค การเมืองนั้นจะพึงมีได้ตามข้อ 2. ให้พรรค การเมืองนั้นมี สส. ตามจำนวนที่ได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรร สส. แบบบัญชีรายชื่อ และให้นำจำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจำนวน สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งต่ำกว่าจำนวน สส. ที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ ตามข้อ 2. ตามอัตราส่วน แต่ต้องไม่มีผลให้ พรรคการเมืองใดดังกล่าวมี สส. เกินจำนวน ที่จะพึงมีได้ตามข้อ 2.
5.เมื่อได้จำนวนผู้ได้รับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองแล้ว ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งตามลำดับหมายเลขในบัญชีรายชื่อ สส. แบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. ทั้งนี้ในกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดเสียชีวิตภายหลังวันปิดรับสมัครรับเลือกตั้งแต่ก่อนเวลาปิดการ ลงคะแนนในวันเลือกตั้ง ให้นำคะแนนที่มี ผู้ลงคะแนนให้มาคำนวณตามข้อ 1. และ ข้อ 2. ด้วย โดยการนับคะแนน หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณ การคิดอัตราส่วน และการประกาศผลการเลือกตั้ง ให้เป็นไปตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร
คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ฉบับ 2560 เคยให้เหตุผลการเลือกใช้ระบบการเลือกตั้งแบบนี้ว่า "เพื่อให้ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย" จากเดิมที่การเลือกตั้งครั้งก่อนๆ คะแนนเสียงของผู้ชนะเท่านั้นจึงจะมีความหมาย ทั้งที่ในหลายเขตเลือกตั้งคะแนนระหว่างผู้ได้อันดับ 1 กับอันดับ 2 ห่างกันไม่มากนัก แต่คะแนนของผู้ได้อันดับ 2 กลับถูกละทิ้งไปอย่างสูญเปล่าซึ่งน่าเสียดาย ดั้งนั้นการนำคะแนนของผู้แพ้มาคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อเติมให้จะมีประโยชน์กว่า
อย่างไรก็ตาม ระบบการเลือกตั้ง ข้างต้นที่เรียกว่า "ระบบจัดสรรปันส่วนผสม"ก็ถูกตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายว่า "จะไม่มี พรรคการเมืองใดสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เองโดยลำพัง" เพราะเป็นเรื่องยากที่จะ มีพรรคใดชนะการเลือกตั้งมากกว่า 250 เขต เลือกตั้ง และยิ่งพรรคใดได้ สส. แบบแบ่งเขต จำนวนมาก จำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อที่จะได้ก็น้อยลงโดยคะแนนจะถูกนำไปเติมให้พรรคลำดับรองลงไปแทน "การเมืองไทยหลังการเลือกตั้งภายใต้ รธน. 2560 จะมีลักษณะรัฐบาลผสมหลายพรรค"ซึ่งอาจมีเสถียรภาพต่ำ คล้ายกับการเมืองยุคก่อน รธน. ฉบับ 2540
อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/nnd/2948298
หากพรรคการเมืองใด สามารถเอาชนะคนะแนนเสียงในภาคอีสานได้ ก็น่าจะเป็นพรรคที่มีแนวโน้มจะได้รับจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้อย่างแน่นอน!!!
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น