วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562

อัศจรรย์ของชีวิต: (๑๑) ลาอออกจากราชการ

การเข้ารับราชการ เป็นอาชีพหนึ่งที่หลายคนต่างใฝ่ฝันและอยากเข้ารับราชการ อาจเป็นเพราะเราอยากเป็นเอง บางคนจำใจต้องเป็น เพราะพ่อแม่อยากให้ลูกได้เป็นข้าราชการก็มี...ส่วนผู้เขียนเลือกเอง

อาชีพข้าราชการ แม้จะมีรายได้น้อยเมื่อเทียบกับงานเอกชน แต่มีหลายสิ่งที่เอกชนไม่มี ไม่ว่าจะเป็นเรืองสวัสดิการ ความมั่นคง ความมีเกียรติ การได้รับยศ หรือได้รับพระราชเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในระดับต่าง ๆ

หากมีคนถามว่า...คุณเคยลาออกจากราชการหรือไม่?

คงตอบว่า...เคยลาออกมาแล้วครั้งหนึ่ง

ถามว่า...สาเหตุที่ออกเพราะอะไร?

คงตอบว่า...อยู่ไม่ไหว และมีทางเลือกที่ดีกว่าครับ

สาเหตุที่ได้ลาออกจากราชการ เนื่องจากผู้เขียนได้เข้ารับราชการครั้งแรกที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ โดยสอบแข่งขันได้ในลำดับที่ ๑ ของตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ดิน ของสนามสอบจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตามปรกติ คนที่สอบได้ลำดับที่ ๑ จะต้องได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้รับราชการ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัด

แต่กรณีของผู้เขียน กลับตรงกันข้าม สาเหตุมากจากผู้ที่สอบแข่งขันได้ในคราวเดียวกัน มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งตั้งครรภ์ หากให้เลือกลงสำนักงานที่ว่างแล้ว น้องคนนี้เขาจะต้องได้บรรจุลงที่ สำหนังานที่อำเภอแม่แจ่ม หรือไม่ก็ ที่สำนักงานที่ดินอำเภอสะเมิง ซึ่งในสมัยสั่นถือว่า เป็นพื้นที่สีแดง/สีชมพู เป็นเขตก่อการร้ายของพรรคคอมมิวนิสต์

เธอจึงได้เข้าพบเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด ขอให้คนที่สอบได้ระดับต้น ๆ เห็นใจเธอ ซึ่งทางเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด จึงได้หารือกับคนที่สอบได้ในระดับต้น ๆ ได้พิจารณา ผู้เขียนซึ่งสอบได้ลำดับที่ ๑ ก็ลำบากใจ และตนเองก็เป็นโสด คิดเพียงแค่ว่าขอให้สอบได้ก็ถือว่า..เป็บุญวาสนาแล้ว ส่วนจะไปบรรจุที่อำเภอใด ก็ไม่สำคัญ..

จึงยอมให้มีการจับสลากเพื่อเลือกสำนักงานที่อำเภอ เพื่อไปบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ที่ดิน ๑ ตามอำเภอที่ว่าง ในครั้งนั่น มีตำแหน่งที่ว่างจำนวน ๖ ตำแหน่ง ที่สำนักงานที่ดินจังหวัด ๑ ตำแหน่ง และที่ดินอำเภอ ๕ ตำแหน่ง จะมีอำเภอแม่แจ่ม สะเมิง อมก๋อย พร้าว แม่แต่ง  เท่าที่จำได้

ผลการจับสลากปรากฎว่า ผู้เขียนจับได้ไปบรรจุเข้ารับราชการที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นอำเภอกันดารมาก การเดินทางช่วงปี พ.ศ.๒๕๒๓ ไป-มาลำบาก มีรถยนต์โดยสารวิ่งเข้า - ออก ระหว่างอำเภอฮอด กับ อำเภออมก๋อย วันละ ๑ เที่ยว เท่านั่น

วันเดินทางไปรับราชการ เจ้าหน้าที่และเพื่อนๆ บอกว่า จะมีรถยนต์จากเชียงใหม่ไปอำเภอฮอด เวลาหกโมงเช้า จะต้องเดินทางไปถึงอำเภอฮอดก่อนเวลาเที่ยงวัน มิฉะนั้นจะไม่ทันรถโดยสารที่จะไปอำเภออมก๋อย วันหนึ่งจะมีรถโดยสาร จำนวน ๑ เที่ยวเท่านั่น

ผู้เขียนจึงได้เดินทางไปแต่เช้า และไปถึงอำเภออมก๋อยเวลาประมาณเกือบหกโมงเย็น และได้พบกับที่ดินอำเภอที่บ้านพัก และขอพักด้วยในคืนแรก

อำเภออมก๋อย ในสมัยนั่น มีร้านก๋อนเตี่ยวจำนวน ๑ ร้าน หาร้านอาหารลำบาก จะมีรถจากตลาดมาขายอาทิตย์ละครั้ง ทำให้การอยู่่กินลำบาก เนื่องจากผู้เขียนไม่ใช่คนท้องถิ่น และหาบ้านพักก็ไม่ได้ ทางราชการจึงจัดให้ไปนอนที่โรงรถหลังที่ว่าการอำเภอ ห้องเล็ก ๆ นอนกับเจ้าหน้าที่ของส่วนปกครองอีกท่านหนึ่ง

อาหารการกิน ก็ทานไข่เป็นหลัก เช้าก็ไข่เจียว กลางวันไข่ต้ม และเย็นตุ๋นไข่ ทำเป็นค่นี้ หาอาหารทานยาก อาทิตย์หนึ่งก็จะมีตลาดสดเปิด ๑ ครั้ง อาหารส่วนมากจะเป็นของคนชาวเขา ได้แก่ชาวยาง แม้ว มูเซอ นำอาหาร ผลไม้ และพืชผักมาจำหน่าย

ส่วนไฟฟ้าสมัยนั่น การไฟฟ้ายังไปไม่ถึง จะใช้ไฟฟ้าปั่นเอง ถึงเวลาประมาณ ๕ ทุ่มก็จะปิด ก็ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีแหล่งท่องเที่ยว ไม่มีร้านอาหารยามค่ำคืน พอตกค่ำมา จะเงียบสงบ และเหน็บหนาวมาก

ที่ว่าการอำเภอจะเงียบวังเวง มีเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติงานไม่กี่คน ดูที่สมุดลงเวลา ข้าราชการส่วนมากจะไปราชการต่างจังหวัดกันหมด

ข้าราชการส่วนใหญ่ ที่ไปอยู่ที่นั่น ส่วนมากจะเป็นคนที่ส่วนราชการย้ายไปลงโทษ ที่ดินอำเภอที่เป็นหัวหน้าผู้เขียนก็อยู่ระหว่างตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย และนายอำเภอที่อยู่ในสมัยนั่นก็โดนเด้งมาจากที่อื่น อยู่ในระหว่างตั้งกรรมการสอบสวน ผู้เขียนฟังแล้ว หมดแรง!!!

ยามว่างเสาร์ - อาทิตย์ เพื่อน ๆ ก็จะพาเที่ยวตามโรงเรียนต่าง ๆ นอกนั้น ดื่มเหล้า เล่นการพนันกัีนในยามว่าง ทำให้ผู้เขียนดื่มเหล้า และเล่นไพ่ได้ ในช่วงที่ไปอยู่ที่นั่น

นั่งมองดูอนาคตตัวเองแล้ว ถ้าไม่เป็นขี้เหล้า ก็เป็นนักพนันตัวยงแนๆ ดูอนาคตน่าจะไม่สดใส เพราะสิ่งแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยเลย

กำลังใจเริ่มทดถอย ความหวังที่ฝัีนไว้ มองดูจะมืดมน น่าจะทนอยู่ได้ยาก เพื่อน ญาติ พี่น้องก็ไม่มี ยามเป็นไข้ได้ป่วยใครจะมาดูแลหนอ...สมองเริ่มคิด และวิตกกังวล

เพราะเหตุเหล่านี้ จึงทำให้ผู้เขียนตัดสินใจลาออกจากราชการ หลังจากที่เข้ามาปฏิบัติราชการประมาณ ๓ เดือน

นี่คือความอัศจรรย์ของชีวิต หากไม่มีวันนั่น เราก็จะไม่มีวันนี้ครับ!!!

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น