วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2562

การเตรียมสอบ : (๕) เทคนิคในการเขียนข้อสอบ

ในการลงสู่ในทุกสนาม ไม่ว่าจะเป็นสนามรบ สนามฟุตบอล หรือขึ้นสู่สังเวียนมวย ก็ย่อมจะมียุทธวิธี และเทคนิคในการตอนสู้เสมอ เพื่อให้การต่อสู้ในสนามดังกล่าวทำให้เราได้เปรียบ และสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้




เป้าหมายในการลงสู่สนามสอบก็เช่นกัน เป้าหมายของเราคือ...สอบให้ได้ และอยู่ระดับดีด้วย...

การสอบในหลายสนามสอบที่ผ่านมา จะได้ยินเสียงบ่นว่า ...ข้อสอบออกมาตรงตามที่อ่านไป แต่...ทำไม่ได้ เพราะเขียนไม่ ไม่รู้จะเรียบเรียงและเขียนอย่างไร..จะขึ้นต้น และลงท้ายอย่างไร...นี่คือปัญหา

ในการเขียนคำตอบของนักกฎหมาย ไม่จะเป็นสนามสอบปริญญาตรี หรือสนามเนติบัณฑิต จะมีการแนะนำและแนะแนววิธีการเขียนคำตอบข้อสอบไว้

หากท่านใด เคยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ก็จะได้รับการแนะแนวในการเขียนคำตอบข้อสอบด้านกฎหมายเช่นกัน

ผู้เขียนเคยศึกษาที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยฯมาก่อน จึงขอแนะนำวิธีการเขียนคำตอบข้อสอบไว้ โดยมีแนวทางการเขียนคำตอบข้อสอบไว้ ๕ แบบ ด้วยกัน  ดังนี้

แบบที่ ๑ : แบบโครงสร้าง ๕ ประเด็น  คือ

๑.๑ ตั้งประเด็น หมายความว่าคำถามดังกล่าวมีกี่ประเด็น และมีประเด็นใดบ้าง  เช่น กรณีตามคำถาม มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของนายดำ มีความผิดฐานพยายามฆ่าหรือไม่ ...เป็นต้น

๑.๒ วางหลักกฎหมาย หมายความว่า ให้เขียนองค์ประกอบของฐานความผิดตามที่เราตั้งประเด็นไว้ตามข้อ ๑.๑ ว่าความผิดดังกล่าวมีองค์ประกอบอย่างไร องค์ประกอบความผิดภายนอก และภายในด้วย ในกรณีที่มีหลายประเด็น ให้วางหลักกฎหมายเฉพาะในประเด็นความผิดหลัก และความรองลงมาเท่าที่จะทำได้ เท่านั่น ไม่จำเปนต้องวางหลักกฎหมายทุกข้อหา  อาจจะนำไปปรับหลักกฎหมายในข้อ ๑.๔ แทน

๑.๓ การอธิบายคำนิยามของตัวบท เพื่อให้มีความกระจ่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจความหมายของตัวบทที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดดังกล่าว บางคำนิยามมีกำหนดไว้ชัดเจน จะต้องเอาคำนิยามที่บัญญัติไว้มาเขียนแทน

๑.๔ ปรับข้อกฎหมายให้เข้ากับข้อเท็จจริง โดยนำข้อเท็จจริงที่ปรากฎอยู่ในคำถาม มาปรับเข้าหลักกฎหมาย เพื่อจะหาคำตอบว่าผิด หรือไม่ผิด

๑.๕ สรุปคำตอบ ตามที่เราวินิจฉัยมาจะต้องตอบให้ตรงประเด็น และครบประเด็น

คำตอบแบบ ๕ ประเด็นเหมาะสำหรับนักศึกษาใช้ตอบข้อสอบในระดับปริญญาตรี เพราะจะมีเกณฑ์การให้คะแนนในแต่ละประเด็นไว้ เช่น ตั้งประเด็น วางหลักกำฆมาย ปรับหลักกฎหมายเข้ากับข้อเท็จจริง และสรุป  แม้ว่าคำตอบจะผิด แต่ก็ยังได้คะแนนในตัวบทและวางหลักกฎหมายด้วย

คำตอบนี้เหมาะสำหรับการใช้ตอบคำถามที่มีประเด็นไม่มาก อาจจะมีประมาณ ๑- ๓ ประเด็น

แบบที่ ๒ : คำตอบแบบ ๔ ประเด็น โดยตัดข้อ ๑.๓ คำอธิบายคำนิยาม หรือ ตัวบทออก ตั้งประเด็น วางหลักกฎหมาย ปรับข้อเท็จจริง และสรุปผลคำตอบเลย

แบบที่ ๓ : คำตอบแบบ ๓ ประเด็น     ก็เช่นกัน จะไม่วางหลักกฎหมาย โดยจะมีการตั้งประเด็น ปรับหลักกฎหมายกับข้อเท็จจริงเข้าด้วย แล้วก็จบด้วยการสรุปคำตอบ

แบบที่ ๔ : คำตอบแบบ ๒ ประเด็น ส่วนมากจะใช้ในการตอบข้อสอบเนติบัณฑิต สนามสอบอัยการ ผู้พิพากษา ซึ่งจะเรียกกันคุ้นหูว่า คำตอบแบบ " ฟันธง " มีการปรับหลักกฎหมายเข้ากับข้อเท็จจริงและก็สรุปเท่านั่น คำตอบดังกล่าว จะใช้ตอบคำถามที่มีหลายประเด็น และมีเวลาจำกัด คนเขียนคำตอบจะต้องมีการฝึกฝนมาอย่างดี  ไม่เข่นนั้นจะทำให้การตอบข้อสอบไม่ครบทุกประเด็น

ในการตอบข้อสอบแต่ละประเด็นจะมีการย่อหน้าใหม่ทุกครั้ง เพือสะดวกในการตรวจข้อสอบ และการให้คะแนนของกรรมการ เพราะสนามสอบดังกล่าวจะมีการให้คะแนนแต่ละประเด็นไว้

ส่วนคำตอบแบบที่ ๕ : คำตอบมีประเด็นเดียว  เป็นคำตอบที่ปรับหลักกฎหมายและข้อเท็จจริงเข้าด้วย พร้อมทั้งสรุปคำตอบไปในตัวเลย ซึ่งคำตอบแบบนี้จะไม่นิยมใช้ในการตอบข้อสอบ เพราะจะทำให้ได้คะแนนน้อย และอาจทำให้คำตอบหลุดประเด็นไปได้

สำหรับการตอบข้่อสอบของสนามสอบ ผอ. ควรจะใช้คำตอบแบบที่  ๒ และ ๓ จะเหมาสมมากกว่า เพราะจะทำให้ได้คะแนนดี อีกทั้งคำถามจะมีประเด็นไม่มาก เป็นคำถามเพื่อทดสอบความจำ ความเข้าใจ และการนำไปใช้เท่านั่น

แต่อย่างไรก็ตามคำตอบที่ดี ควรจะมีบทนำ เนื้อเรื่องในแต่ละประเด็น และการสรุปท้ายคำตอบทุกครั้ง  ก็จะทำให้กรรมการสะดวกในการตรวจและให้คะแนน

การที่จะตอบได้ดี มีชัยแค่ไหน อยู่ที่การฝึก การลงมือฝึกทำข้อสอบเท่านั่น จะทำให้เรามีทักษะ และชำนาญในการเขียนคำตอบได้ดี มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

สิบปากว่า ไม่เท่าลงมือทำ ครับ !!!

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น