มีเพื่อนส่งไลน์ข้อเขียนของอดีตโฆษกรัฐบาลสมัย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี มาให้อ่าน เห็นว่ามีประโยชน์ จึงขออนุญาตนำมาบันทึกไว้ครับ
... ตลอดระยะเวลาที่ผมได้รับใช้ป๋าเปรมในฐานะที่ปรึกษาฯ และโฆษกรัฐบาลในรัฐบาลที่ป๋าเปรมเป็นนายกรัฐมนตรีมานานถึง 8 ปี, ท่านได้กรุณาแนะนำสั่งสอน เหมือนผมเป็นลูกเป็นหลานมาโดยตลอด มีคำสอนหลายอย่างที่ทำให้ชีวิตและนิสัยของผมต้องเปลี่ยนแปลงไป และคงต้องรักษาคำสอนเหล่านั้นไว้จนตลอดชีวิต
.
มีตัวอย่างของคำสอนที่ผมอยากเล่าให้ประชาชนได้ฟัง เผื่อว่าอาจจะเป็นประโยชน์กับลูกหลานของพวกท่านบ้าง ดังนี้คือ
.
1) จงเป็นมิตรกับคนทุกคนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่การคบค้าสมาคมกับใคร ๆ นั้น ต้องรักษาระยะห่างที่ไม่เท่าเทียมกัน เช่น อย่าไปปรากฏตัวในที่สาธารณะกับคนที่ไม่ดี (แม้จะรู้จักกัน) เช่น ไปกินอาหารร่วมโต๊ะตามร้านอาหารหรือภัตตาคารต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่า เขาเหล่านั้นมีประวัติที่ไม่ดี อย่าไปเกรงใจใคร เพราะการปรากฏตัวอยู่กับพวกเขา คนอื่น ๆ ที่เห็นเราอยู่กับพวกเขา อาจจะเข้าใจผิดได้ว่า เราก็เป็นคนไม่ดีเช่นนั้นเหมือนกัน
.
2) อย่าพูดอย่าทำอะไรโดยมิได้คิดให้รอบคอบเสียก่อนจงเชื่อในจิตใต้สำนึกอันบริสุทธิ์ของตน มันจะเป็นสิ่งแรกที่เตือนเราว่าจะมีผลดีหรือไม่ดีจิตใต้สำนึกจะบริสุทธิ์เสมอ จงให้ความสำคัญกับมัน การอยู่ในความประมาทโดยกล้าทำหรือพูดในสิ่งที่สวนทางกับจิตใต้สำนึกที่ดีของตนนั้น มักจะส่งผลร้ายต่อเราเสมอ โดยป๋ายืนยันว่า ตัวป๋าเองก็เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน
.
3) แม้เราอยากแก้ไขในสิ่งใด ถ้าสถานการณ์ กาละและเทศะยังไม่เหมาะสม ยังไม่สมควร ก็ให้อดใจเอาไว้ก่อน ให้รู้จักอดใจรอคอย จงใช้วิธี "นิ่ง ๆ อย่าพูดอะไร" (โดยท่านได้พูดเป็นภาษาปักษ์ใต้กับผมว่า "แน่ง ๆ อย่าแหลงไหร") จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด
.
4) ใครก็ตามที่ไม่ปฏิบัติตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งนั้น บุคคลนั้นไม่ควรจะเป็นคนไทย
.
ในโอกาสที่ประเทศของเราต้องสูญเสียปูชนียบุคคล อย่าง พณฯ พล.อ.เปรม ติณลสูลานนท์ (รัฐบุรุษของชาติ) ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณงามความดีอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มาตลอดชีวิตของท่านนั้น ย่อมเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับ วลีอันศักดิ์สิทธิ์ของท่านที่ว่า "เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน" ซึ่งเป็นวลีที่เปรียบเสมือนแสงสว่างส่องทางที่ถูกต้องให้แก่อนุชนรุ่นหลังได้ยึดเป็นหลักในการดำเนินชีวิตตลอดไปอีกนานแสนนาน
.
ผมขอถือโอกาสนี้แสดงความอาลัย และสำนึกในบุญคุณในทุก ๆ อย่างที่ท่านได้มอบไว้ให้แก่ประเทศไทยมาโดยตลอด
.
ขอแสดงความรู้สึกดังกล่าวร่วมกับพี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศด้วยใจจริงครับ
.
ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี
.
26 พฤษภาคม 2562
จึงขอนำคำสอนของท่านมาบันทึกไว้ และไว้อาลัยแด่การจากไปของปูชนียบุคคล รัฐบุรุษ และคนดีของแผ่นดิน ขอให้ดวงวิญญาณของท่าน จงไปสู่สุคติและสรวงสวรรค์ในสัมปรายภพด้วยเทอญ..สาธุๆ
วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
โครงการปฏิบัติธรรมวันอาทิตย์
เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ได้เข้าร่วมอบรมตามโครงการปฏิบัติธรรมประจำวันอาทิตย์ ปีที่ ๖ ณ คณะ ๑๔ วัดชนะสงคราม กรุงเทพมหานคร โดยพระอาจารย์มหาใจ เขมจิตโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม เป็นผู้ดำเนินการและรับผิดชอบโครงการ
โครงการดังกล่าวจะมีการฝึกสมาธิในวันอาทิตย์ทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๗.๐๐ นาฬิกา ณ ศาลาปฏิบัติธรรม คณะ 14 วัดชนะสงคราม โดยเน้นฝึกสมาธิตามแนวอานาปานสติ มีการบรรยาภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ โดยฝึกปฏิบัติแบ่งเป็นเดินจงกรม จำนวน ๑ ชั่วโมง และนั่งสมาธิ จำนวน ๑ ชั่วโมง แล้วพักประมาณ ๑๐ นาที หลังจากนั่นฝึกปฏิบัติแบ่งเป็นนั่งสมาธิ ๓๐ นาที และเดินจงกรม ๓๐ นาที และทำวัตรเย็นตั้งแต่เวลา ๑๖.๐๐ - ๑๗.๐๐ นาฬิกา
โครงการนี้ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลา ๕ ปี ปีนี้เป็นปีที่ ๖ โดยมีกำหนดการจะออกไปปฏิบัติธรรมนอกสถานเป็นเวลา ๗ วัน ในช่วงเดือนธันวาคม ๒๕๖๒ ณ วัดถ้ำหินลาด ท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา
ในปีที่ผ่านมา ได้เดินทางไปปฎิบัติธรรมนอกสถานที่เป็นเวลา ๗ วัน ณ มหาจุฬาลงกรณ์อาศรม อำเภหมวกเล็ก จังหวัดสระบุรี
ส่วนปีที่ ๔ ไ้ดเดินทางไปปฏิบัติธรรมนอกสถานที่เป็นเวลา ๗ วัน ณ วัดผาตากเสื้อ อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย
ส่วนปี่ที่ ๒ และปีที่ ๓ ไปปฏิบัติธรรมนอกสถานที่ เป็นเวลา ๗ วัน ณ แคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งสถานที่ดังกล่าวเป็นที่สัปปายะ เหมาะแก่การไปปฏิบัติธรรมเป็นอย่างยิ่ง และเป็นสถานที่ที่มีเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่เป็นจำนวนมาก
คณะญาติธรรมร่วมปฏิบัติธรรม
โครงการดังกล่าวจะมีการฝึกสมาธิในวันอาทิตย์ทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๗.๐๐ นาฬิกา ณ ศาลาปฏิบัติธรรม คณะ 14 วัดชนะสงคราม โดยเน้นฝึกสมาธิตามแนวอานาปานสติ มีการบรรยาภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ โดยฝึกปฏิบัติแบ่งเป็นเดินจงกรม จำนวน ๑ ชั่วโมง และนั่งสมาธิ จำนวน ๑ ชั่วโมง แล้วพักประมาณ ๑๐ นาที หลังจากนั่นฝึกปฏิบัติแบ่งเป็นนั่งสมาธิ ๓๐ นาที และเดินจงกรม ๓๐ นาที และทำวัตรเย็นตั้งแต่เวลา ๑๖.๐๐ - ๑๗.๐๐ นาฬิกา
พระอาจารย์มหาใจ เขจิตโต ได้กล่าวเปิดโครงการ โดยสรุปใจความว่า...โครงการนี้ ได้ดำเนินการโดยมิได้มีการประกาศประชาสัมพันธ์แต่อย่างใด แต่เป็นที่รู้ ๆ กันในกลุ่มญาติธรรมที่เคยมาปฏิบัติ การปฏิบัติธรรม ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ต้องหวังผล หากเราทำไปเรื่อย ๆ ไม่หยุุด ก็จะรู้ผลเอง การปฏิบัติธรรม แม้จะไปที่สำนักใด การปฏิบัติก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน จึงขอให้ตั้งใจปฏิบัติ และมุ่งมุ่นต่อไป..."
โครงการนี้ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลา ๕ ปี ปีนี้เป็นปีที่ ๖ โดยมีกำหนดการจะออกไปปฏิบัติธรรมนอกสถานเป็นเวลา ๗ วัน ในช่วงเดือนธันวาคม ๒๕๖๒ ณ วัดถ้ำหินลาด ท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา
ในปีที่ผ่านมา ได้เดินทางไปปฎิบัติธรรมนอกสถานที่เป็นเวลา ๗ วัน ณ มหาจุฬาลงกรณ์อาศรม อำเภหมวกเล็ก จังหวัดสระบุรี
ส่วนปีที่ ๔ ไ้ดเดินทางไปปฏิบัติธรรมนอกสถานที่เป็นเวลา ๗ วัน ณ วัดผาตากเสื้อ อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย
ส่วนปี่ที่ ๒ และปีที่ ๓ ไปปฏิบัติธรรมนอกสถานที่ เป็นเวลา ๗ วัน ณ แคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งสถานที่ดังกล่าวเป็นที่สัปปายะ เหมาะแก่การไปปฏิบัติธรรมเป็นอย่างยิ่ง และเป็นสถานที่ที่มีเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่เป็นจำนวนมาก
คณะญาติธรรมร่วมปฏิบัติธรรม
วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
วิทันตสมาธิ (๑)
เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรมหลักสูตรวิทันตสมาธิสำหรับนักบริหารรุ่นที่ ๙ ของสถาบันพระปกเกล้า
วันแรกมีธีเปิดการอบรมฯโดยมีการตอบรับ พิธีเปิดการอบรม มีการทำพิธีมอบตัวเป็นศิษย์กับพระอาจารย์หลวงพ่อ หลังจากพระอาจารย์กล่าวให้โอวาท
ในช่วงที่ประธานกล่าวเปิด ได้ให้คำแนะนำดีมาก โดยท่านกล่าวว่า ท่านก็เข้าเรียนเช่นกันแต่ไม่จบหลักสูตร เนื่องจากไม่รู้จักแบ่งเวลา และจัดสรรเวลาให้ลงตัว และมีบางอย่างที่ละไม่ได้ มีบางสิ่งที่ไม่สะดวก แต่ท่านพยายามเรียบจนจบหลักสูตร
ท่านบอกว่า บางอย่างทางโลกเป็นเรื่องง่าย แต่ทางธรรมกลายเป็นเรื่องยาก มีอยู่คำหนึ่งที่ท่านพูดได้ประทับใจมากคือคำว่า..ใจยังไม่ถึง ก็จะไปไม่ถึงเช่นกัน..
ต่อมาพระอาจารย์เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการทำสมาธิ วิธีการทำสมาธิ ประโยชน์ที่ได้จากการทำสมาธิ จะต้องทำตัวอย่างไรในขณะที่มาเข้าหลักสูตร
พิธีมอบตัวเป็นศิษย์กับพระอาจารย์ หมายถึงเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า การทำสมาธิทำให้เรารู้จักตนเอง ให้รู้จักตื่น รู้จักเบิกบาน รู้ว่าตนเอง สุข หรือทุกข์ รู้ว่าตนเองดี หรือชั่ว การทำสมาธิเป็นการมาหาอริยทรัพย์ภายใน เป็นทรัพย์ที่สามารถติดตัวเราไปข้ามภพ ข้ามชาติ
หากท่านใดมีโอกาส ควรจะเข้าเรียนตามหลักสูตรดังกล่าว จะเกิประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง การทำงาน และสังคมในวงกว้างสืบไป
วันแรกมีธีเปิดการอบรมฯโดยมีการตอบรับ พิธีเปิดการอบรม มีการทำพิธีมอบตัวเป็นศิษย์กับพระอาจารย์หลวงพ่อ หลังจากพระอาจารย์กล่าวให้โอวาท
ในช่วงที่ประธานกล่าวเปิด ได้ให้คำแนะนำดีมาก โดยท่านกล่าวว่า ท่านก็เข้าเรียนเช่นกันแต่ไม่จบหลักสูตร เนื่องจากไม่รู้จักแบ่งเวลา และจัดสรรเวลาให้ลงตัว และมีบางอย่างที่ละไม่ได้ มีบางสิ่งที่ไม่สะดวก แต่ท่านพยายามเรียบจนจบหลักสูตร
ท่านบอกว่า บางอย่างทางโลกเป็นเรื่องง่าย แต่ทางธรรมกลายเป็นเรื่องยาก มีอยู่คำหนึ่งที่ท่านพูดได้ประทับใจมากคือคำว่า..ใจยังไม่ถึง ก็จะไปไม่ถึงเช่นกัน..
ต่อมาพระอาจารย์เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการทำสมาธิ วิธีการทำสมาธิ ประโยชน์ที่ได้จากการทำสมาธิ จะต้องทำตัวอย่างไรในขณะที่มาเข้าหลักสูตร
พิธีมอบตัวเป็นศิษย์กับพระอาจารย์ หมายถึงเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า การทำสมาธิทำให้เรารู้จักตนเอง ให้รู้จักตื่น รู้จักเบิกบาน รู้ว่าตนเอง สุข หรือทุกข์ รู้ว่าตนเองดี หรือชั่ว การทำสมาธิเป็นการมาหาอริยทรัพย์ภายใน เป็นทรัพย์ที่สามารถติดตัวเราไปข้ามภพ ข้ามชาติ
หากท่านใดมีโอกาส ควรจะเข้าเรียนตามหลักสูตรดังกล่าว จะเกิประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง การทำงาน และสังคมในวงกว้างสืบไป
วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
นิเทศทางวิชาการ : อัยการภาค ๑
เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานนโยบายยุทธศาสตร์และงบประมาณ และ ผอ.สพร. ได้บรรยายเรื่อง " กรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ ตามโครงการฝึกอบรมและนิเทศทางวิชาการ เรื่อง " การบริหารงานยุคใหม่ " ของสำนักงานอัยการสูงสุด ระหว่างวันที่ ๗ - ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ณ โรงแรมกรุงศรีฯ อยุธยา
ผู้เข้าประชุมประกอบด้วย อธิบดีอัยการ อัยการจังหวัด และผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ ของทุกสำนักงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สำนักงานอัยการภาค ๑
ภาคเช้า ได้บรรยาย เกี่ยวกับกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ โดยเน้นเฉพาะตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบ
ภาคบ่าย ได้มีการแบ่งกลุ่มตรวจติดตามประเมินผลการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๑ จำนวน ๓ กลุม เพือรับทราบผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมา และตรวจเอกสารที่เกี่ยวข้องในกรณีที่ผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย รับทราบปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขของแต่ละสำนักงานฯ พร้อมชี้แจงแบบรายงานผลการปฏิบัติงานที่จะต้องดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ต่อไปด้วย
คณะทำงานตรวจติดตามประเมินผลฯ
ผู้เข้าประชุมประกอบด้วย อธิบดีอัยการ อัยการจังหวัด และผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ ของทุกสำนักงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สำนักงานอัยการภาค ๑
ภาคบ่าย ได้มีการแบ่งกลุ่มตรวจติดตามประเมินผลการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๑ จำนวน ๓ กลุม เพือรับทราบผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมา และตรวจเอกสารที่เกี่ยวข้องในกรณีที่ผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย รับทราบปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขของแต่ละสำนักงานฯ พร้อมชี้แจงแบบรายงานผลการปฏิบัติงานที่จะต้องดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ต่อไปด้วย
คณะทำงานตรวจติดตามประเมินผลฯ
วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
อัศจรรย์ชีวิต : (๑๘) งานราชาภิเษก
เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๒ เป็นประวัติศาสตร์ของชีวิต เนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ข้าราชการทุกหน่วยงานในส่วนกลาง ได้มีโอกาสเข้าเฝ้ารับเสด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ พระบรมมหาราชวัง
สำนักงานฯได้กำหนดให้่ข้าราชการเดินทางไปพร้อมกัน ณ จุดนัดหมาย รถในแต่ละอาคารจะออกเดินทางในเวลา ๐๖.๐๐ นาฬืกา และไปถึงอาคารหลักเมือง เวลา ๐๗.๐๐ นาฬิกา
ช่วงเช้าตื่นนอนตั้งแต่เวลา ๐๕.๐๐ นาฬิกา ลูกสาวได้ขับรถไปส่งที่อาคารรัชดาภิเษก ถนนรัชดา ตามกำหนดการจะมีรถยนต์ตู้ออกจากอาคารจำนวน ๙ คัน มีรายชื่อต้องขึ้นกับรถคันที่ ๗ บรรทุกคันละ ๙ คน มีข้าราชการที่จะออกจากอาคารดังกล่าวไปพร้อมกันจำนวน ๙๒ คน/นาย
สำรหับข้าราชการที่จะเข้าร่วมรับเสด็จในครั้งนี้ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ขอความร่วมมือมาจำนวน ๒๐๐ คน และทางสำนักงานฯได้คัดเลือกข้าราชการเข้าร่วมจำนวน ๒๒๙ คน/นาย เป็นอัยการผู่ช่วยจำนวน ๑๐๐ คน และข้าราชการธุรการ ตั้งระดับชำนาญการ และชำนาญพิเศษขึ้นไป จำวน ๑๒๙ คน
เมื่อไปถึงอาคารหลักเมือง จะมีการลงชื่อและเข้าทำภารกิจส่วน แล้วไปเตรียมเข้าแถวยังบริเวณหน้าอาคารศาลฎีกา ซึ่งเป็นพื้นที่หน่วยงานได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ
การยืนเข้าแถวเฝ้ารับเสด็จ จะมีนายตำรวจมาแนะนำ และจัดแถว โดยให้ข้าราชการหญิงยืนแถวหน้า และข้าราชการชายถืนแถวหลัง การแนะนำวิธีปฏิบัติในขณะที่ขบวนเสด็จผ่าน เพื่อให้เกิดความสวยงามและพร้อมเพรียงกัน
จึงถือว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ของชีวิตที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมเฝ้ารับเสด็จในครั้ง สมควรจารึกไว้และเป็นวันประวัติศาสตร์ของชาติไทยและชาวไทยทุกคนครับ !!!
สำนักงานฯได้กำหนดให้่ข้าราชการเดินทางไปพร้อมกัน ณ จุดนัดหมาย รถในแต่ละอาคารจะออกเดินทางในเวลา ๐๖.๐๐ นาฬืกา และไปถึงอาคารหลักเมือง เวลา ๐๗.๐๐ นาฬิกา
ช่วงเช้าตื่นนอนตั้งแต่เวลา ๐๕.๐๐ นาฬิกา ลูกสาวได้ขับรถไปส่งที่อาคารรัชดาภิเษก ถนนรัชดา ตามกำหนดการจะมีรถยนต์ตู้ออกจากอาคารจำนวน ๙ คัน มีรายชื่อต้องขึ้นกับรถคันที่ ๗ บรรทุกคันละ ๙ คน มีข้าราชการที่จะออกจากอาคารดังกล่าวไปพร้อมกันจำนวน ๙๒ คน/นาย
สำรหับข้าราชการที่จะเข้าร่วมรับเสด็จในครั้งนี้ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ขอความร่วมมือมาจำนวน ๒๐๐ คน และทางสำนักงานฯได้คัดเลือกข้าราชการเข้าร่วมจำนวน ๒๒๙ คน/นาย เป็นอัยการผู่ช่วยจำนวน ๑๐๐ คน และข้าราชการธุรการ ตั้งระดับชำนาญการ และชำนาญพิเศษขึ้นไป จำวน ๑๒๙ คน
เมื่อไปถึงอาคารหลักเมือง จะมีการลงชื่อและเข้าทำภารกิจส่วน แล้วไปเตรียมเข้าแถวยังบริเวณหน้าอาคารศาลฎีกา ซึ่งเป็นพื้นที่หน่วยงานได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ
การยืนเข้าแถวเฝ้ารับเสด็จ จะมีนายตำรวจมาแนะนำ และจัดแถว โดยให้ข้าราชการหญิงยืนแถวหน้า และข้าราชการชายถืนแถวหลัง การแนะนำวิธีปฏิบัติในขณะที่ขบวนเสด็จผ่าน เพื่อให้เกิดความสวยงามและพร้อมเพรียงกัน
จึงถือว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ของชีวิตที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมเฝ้ารับเสด็จในครั้ง สมควรจารึกไว้และเป็นวันประวัติศาสตร์ของชาติไทยและชาวไทยทุกคนครับ !!!
เตรียมสอบ : (๖) การตอบข้อสอบ
ในการเตรียมสอบในทุกสนามสอบ จุดสำคัญที่ชี้เป็นชี้ตาย จะประสบผลสำเร็จหรือไม่ จะอยู่ที่การเข้าสู่สนามสอบ และการตอบข้อสอบ แม้นจะเตรียมตัวมาอย่างดี พอถึงวันสอบจริง ๆ ร่างกายไม่สบายเจ็บป่วย ปวดหัวตัวร้อน ท้องเสีย รวมไปถึงการทำข้อสอบ หากมีการผิดพลาดไปหรือเกิดปัญหาขึ้นมา การเตรียมตัวต่าง ๆ ที่ดำเนินการมาเป็นเวลาหลายเดือนก็หมดความหมาย
การตอบข้อสอบจึงมีส่วนสำคัญในการเข้าสู่สนามสอบทุกสนาม มีปัญหาว่า เราจะมีวิธีการตอบข้อสอบอย่างไรจึงจะประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
ผู้เขียนเคยเข้าสอบมาหลายสนาม ไม่ว่าจะเป็นสนามสอบระดับปริญญาตรี สนามสอบเนติบัณฑิต สนามสอบคัดเลือกเข้ารับราชการ และสนามสอบเลื่อนตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ๔ ถึงระดับ ๙ ล้วนแต่ลงสนามสอบมาทั้งสิ้น ไม่ได้มาด้วยความสะดวกหรือง่ายดายดั่งคนอื่นที่เขาได้รับ จึงพอมีประสบการณ์บ้าง จึงขอเสนอแนะวิธีการทำข้อสอบดังนี้
๑.การบริหารจิต : ก่อนจะเข้าห้องสอบ หากมีเวลาควรจะนั่งทำจิตให้สงบ ไม่ต้องกังวลใด ๆ ส่วนมากจะกังวลเรื่องเตรียมตัวมาไม่ดี อ่านหนังสือมาน้อย กลัวจะทำข้อสอบไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ควรตัดทิ้งไป เพราะถึงยังไงก็ไม่มีเวลาจะแก้ไขได้แล้ว ควรจะทำใจ "ปล่อยวาง "
๒. การบริหารเวลา : ต้องคำนวณเวลา และการทำข้อสอบให้เหมาะสม มีเวลาจำนวนเท่าใด ต้องทำข้อสอบกี่ข้อ จะต้องหารเวลาออกมา หากไม่มีการบริหารเวลา จะทำให้เรามุ่งไปทำข้อสอบข้อที่ทำได้มากที่สุด โดยหวังจะให้ได้คะแนนมาก ๆ ข้อนี่ควรระวัง
๓.การบริหารข้อสอบ : เมื่อเราได้ข้อสอบมาแล้ว ควรอ่านให้ละเอียดก่อนว่ามีเงื่อนไขใดบ้าง บางสนามจะออกข้อสอบมาหลายข้อ แต่เลือกตอบเป็นบ้างข้อสอบ ตัวอย่างเช่น ออกข้อสอบมา ๗ ข้อ แต่มีเงื่อนไขให้ทำข้อสอบเพียง ๕ ข้อ เป็นต้น
มีปัญหาว่าจะต้องอ่านข้อสอบทุกข้อหรือไม่ บางท่านบอกว่าไม่จำเป็น บางท่านบอกว่าจำเป็น ในความเห็นของผู้เขียนเห็นว่า...ควรอ่านทุกข้อ โดยเฉพาะข้อสอบในสนามเนติบัณฑิต สนามสอบอัยการผู้ช่วย และสนามสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา จะต้องอ่านทุกข้อ และจดประเด็นสำคัญเอาไว้ก่อนลงมือทำข้อสอบ
มีปัญหาว่าการทำข้อสอบจะต้องทำเรียงตามลำดับข้อหรือไม่ คงตอบว่าไม่จำเป็น ควรจะทำข้อสอบข้อที่เรามั่นใจว่าทำได้แน่นอน และตรงตามที่เราได้อ่านหนังสือมา ควรจะทำเป็นข้อแรกก่อน ส่วนข้อสอบข้อใดที่เรา อ่านแล้ว ในใจคิดว่าทำไม่ได้ คิดไม่ออก ควรจะทำในช่วงสุดท้าย เพราะยังไงก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว อย่าเสียเวลาไปกับข้อสอบดังกล่าว
๔.การบริหารรูปแบบคำตอบ : การทำข้อสอบจะต้องทำตามรูปแบบตามที่ได้กล่าวมา มีบทนำ มีเนื้อหา และข้อสรุป ควรจะฝึกทำข้อสอบมาก่อน จะทำให้เรามีทักษะในการทำข้อสอบ การเขียน การลำดับจะได้สอดคล้องกัน ทำให้กรรมการง่ายในการอ่าน หากเราไม่ฝึกมาก่อน จะทำให้การเขียน การคิดติดขัด ทำให้เสียเวลาในการทำข้อสอบ
๕. การทบทวนและตรวจทานคำตอบ : เมือทำข้อสอบแล้ว ควรจะเหลือเหวลาไว้สำหรับในการตรวจทาน เพื่ออ่านทวนคำตอบที่เราตอบไปแล้ว มีความถูกต้อง ครบประเด็น และตรงตามที่เราเขียนไปหรือไม่ บ่อยครั้งที่ผู้เขียน เข้าสอบในสนามสอบเนติ สนามสอบอัการผู้ช่วย และสนามสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาจะพบว่า ตัวละครในข้อสอบ กลับกลายเป็นคนละตัวกัน บางที่เขียนผู้เสียหาย เป็นผู้ต้องหา และวกวน อ่านแล้ว ตัวเองยังงง !!!
ท่านที่กำลังจะเตรียมสอบไม่ว่าจะเป็นสนามใดก็ตาม ก็ลองนำไปพิจารณา หากเห็นว่ามีประโยชน์ และทำได้ ก็ลองนำไปฝึกทำ ขอให้ทุกท่านโชคดีในการสอบทุกสนามครับ !!!
การตอบข้อสอบจึงมีส่วนสำคัญในการเข้าสู่สนามสอบทุกสนาม มีปัญหาว่า เราจะมีวิธีการตอบข้อสอบอย่างไรจึงจะประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
ผู้เขียนเคยเข้าสอบมาหลายสนาม ไม่ว่าจะเป็นสนามสอบระดับปริญญาตรี สนามสอบเนติบัณฑิต สนามสอบคัดเลือกเข้ารับราชการ และสนามสอบเลื่อนตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ๔ ถึงระดับ ๙ ล้วนแต่ลงสนามสอบมาทั้งสิ้น ไม่ได้มาด้วยความสะดวกหรือง่ายดายดั่งคนอื่นที่เขาได้รับ จึงพอมีประสบการณ์บ้าง จึงขอเสนอแนะวิธีการทำข้อสอบดังนี้
๑.การบริหารจิต : ก่อนจะเข้าห้องสอบ หากมีเวลาควรจะนั่งทำจิตให้สงบ ไม่ต้องกังวลใด ๆ ส่วนมากจะกังวลเรื่องเตรียมตัวมาไม่ดี อ่านหนังสือมาน้อย กลัวจะทำข้อสอบไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ควรตัดทิ้งไป เพราะถึงยังไงก็ไม่มีเวลาจะแก้ไขได้แล้ว ควรจะทำใจ "ปล่อยวาง "
๒. การบริหารเวลา : ต้องคำนวณเวลา และการทำข้อสอบให้เหมาะสม มีเวลาจำนวนเท่าใด ต้องทำข้อสอบกี่ข้อ จะต้องหารเวลาออกมา หากไม่มีการบริหารเวลา จะทำให้เรามุ่งไปทำข้อสอบข้อที่ทำได้มากที่สุด โดยหวังจะให้ได้คะแนนมาก ๆ ข้อนี่ควรระวัง
๓.การบริหารข้อสอบ : เมื่อเราได้ข้อสอบมาแล้ว ควรอ่านให้ละเอียดก่อนว่ามีเงื่อนไขใดบ้าง บางสนามจะออกข้อสอบมาหลายข้อ แต่เลือกตอบเป็นบ้างข้อสอบ ตัวอย่างเช่น ออกข้อสอบมา ๗ ข้อ แต่มีเงื่อนไขให้ทำข้อสอบเพียง ๕ ข้อ เป็นต้น
มีปัญหาว่าจะต้องอ่านข้อสอบทุกข้อหรือไม่ บางท่านบอกว่าไม่จำเป็น บางท่านบอกว่าจำเป็น ในความเห็นของผู้เขียนเห็นว่า...ควรอ่านทุกข้อ โดยเฉพาะข้อสอบในสนามเนติบัณฑิต สนามสอบอัยการผู้ช่วย และสนามสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา จะต้องอ่านทุกข้อ และจดประเด็นสำคัญเอาไว้ก่อนลงมือทำข้อสอบ
มีปัญหาว่าการทำข้อสอบจะต้องทำเรียงตามลำดับข้อหรือไม่ คงตอบว่าไม่จำเป็น ควรจะทำข้อสอบข้อที่เรามั่นใจว่าทำได้แน่นอน และตรงตามที่เราได้อ่านหนังสือมา ควรจะทำเป็นข้อแรกก่อน ส่วนข้อสอบข้อใดที่เรา อ่านแล้ว ในใจคิดว่าทำไม่ได้ คิดไม่ออก ควรจะทำในช่วงสุดท้าย เพราะยังไงก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว อย่าเสียเวลาไปกับข้อสอบดังกล่าว
๔.การบริหารรูปแบบคำตอบ : การทำข้อสอบจะต้องทำตามรูปแบบตามที่ได้กล่าวมา มีบทนำ มีเนื้อหา และข้อสรุป ควรจะฝึกทำข้อสอบมาก่อน จะทำให้เรามีทักษะในการทำข้อสอบ การเขียน การลำดับจะได้สอดคล้องกัน ทำให้กรรมการง่ายในการอ่าน หากเราไม่ฝึกมาก่อน จะทำให้การเขียน การคิดติดขัด ทำให้เสียเวลาในการทำข้อสอบ
๕. การทบทวนและตรวจทานคำตอบ : เมือทำข้อสอบแล้ว ควรจะเหลือเหวลาไว้สำหรับในการตรวจทาน เพื่ออ่านทวนคำตอบที่เราตอบไปแล้ว มีความถูกต้อง ครบประเด็น และตรงตามที่เราเขียนไปหรือไม่ บ่อยครั้งที่ผู้เขียน เข้าสอบในสนามสอบเนติ สนามสอบอัการผู้ช่วย และสนามสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาจะพบว่า ตัวละครในข้อสอบ กลับกลายเป็นคนละตัวกัน บางที่เขียนผู้เสียหาย เป็นผู้ต้องหา และวกวน อ่านแล้ว ตัวเองยังงง !!!
ท่านที่กำลังจะเตรียมสอบไม่ว่าจะเป็นสนามใดก็ตาม ก็ลองนำไปพิจารณา หากเห็นว่ามีประโยชน์ และทำได้ ก็ลองนำไปฝึกทำ ขอให้ทุกท่านโชคดีในการสอบทุกสนามครับ !!!
วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
งานราชพิธี
นับว่าาเป็นโอกาสมหามงคลและเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ได้มีโอกาสเข้าร่วมพิธีรับเสด็จ เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาพิธีเษกในวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๒ โดยมีหมายกำหนดการ ดังนี้
๑๐.๐๙ น.-พิธีสรงมุรธาภิเษก ณ ชาลาพระที่นั่งจักพรรดิพิมาน
-ทรงรับน้ำอภิเษก ณ พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์
-ทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ขัตติยราชวราภรณ์
-ทรงรับพระแสง ณ พระที่นั่งภัฐรบิฐ
14.00 น. -เสด็จออกมหาสมาคมรับการถวายพระพรชัยมงคล ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย
14.00 น. -เสด็จออกมหาสมาคมรับการถวายพระพรชัยมงคล ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย
สำนักงานฯได้กำหนดนัดพร้อมกันเวลา ๐๖.๐๐ นาฬิกา ในแต่ละอาคารเพื่อเดินทางไปพร้อมกัน
ณ อาคารสำนักงานหลักเมือง
ณ อาคารสำนักงานหลักเมือง
มีข้าราชการเข้าร่วมพิธีและเข้าร่วมรับเสด็จในครั้งนี้จำนวน ๒๒๙ คน และรับผิดชอบในพื้นที่
หน้าอาคารศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน
หน้าอาคารศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน
ในช่วงก่อนที่จะเสด็จ มีการซักซ้อมพิธีการ และการทำความเคารพต้องดำเนินการอย่างไร
และในขณะที่เสด็จมา ควรจะแสดงความเคารพในลักษณะใด
และในขณะที่เสด็จมา ควรจะแสดงความเคารพในลักษณะใด
การเข้าแถวรอรับเสด็จ จะจัดเป็น ๒ แถว โดยให้ข้าราชการสตรียืนแถวหน้า ส่วนบุรุษให้ยืนแถวหลัง
เรียงหน้ากระดาน
เรียงหน้ากระดาน
ในวันนี้มีข้าราชการจากหน่วยงานต่าง ๆ มาร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก นับว่าเป็นประวัติศาสตร์
อันสำคัญที่เหล่าข้าราชการจะได้จารึกไว้สืบไป
อันสำคัญที่เหล่าข้าราชการจะได้จารึกไว้สืบไป
วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
การนิเทศทางวิชาการ:อัยการภาค ๒
เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒ นายเชิดศักดิ์ หิรัญสิริสมบัติ รองอัยการสูงสุด เป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรมและนิเทศทางวิชาการ เรื่อง " การบริหารงานยุคใหม่ " ให้กับคณะข้าราชการฝ่ายอัยการที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ของสำนักงานอัยการภาค ๒ ณ โรงแรมดิวารี จอมเทียนบีช พัทยา จังหวัดชลบุรี โดยมีการฝึกอบรมเป็นระยะเวลา ๒ วัน ถึงวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒
คณะข้าราชการของสำนักงานอัยการภาค ๒
วัตถุประสงค์ : เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเกียวกับตัวชี้วัด งานเบิกจ่ายเงินงบประมาณ งานด้านเทคโนโลยี่สารสนเทศและการสื่อสาร ตลอดจน ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการฯ การเบิกจ่าย และระบบสารสนเทศ ได้มีความรู้ ความเข้าใจรายละเอียดของตัวชี้วัดที่รับผิดชอบ การเบิกจ่ายงบประมาณ การดำเนินงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และสามารถจัดเก็บข้อมูลตัวชี้วัด การบันทึกรายการบัีญชีในระบบ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างถูกต้อง เป็นไปตามระเบียบและนโยบายของสำนักงานอัยการสูงสุด
กลุ่มเป้าหมาย : ได้แก่อธิบดีอัยการ อัยการจังหวัด อัยการจังหวัดคดีศาลแขวง อัยการจังหวัดคดีเยาวชนฯ อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิ์ฯและบังคับคดี ผู้อำนวยการ สำนักงานอำนวยการ สำนักงานอัยการภาค ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สำนักงานอัยการจังหวัด และเจ้าหน้าที่การเงิน
ภาคเช้า : ท่านพัทธนันท์ ชาญกิจ รองอธิบดีอัยการ สนย. และนางสาวพรพิมล พัวพันประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาระบบบริหาร ได้บรรยาย เรื่อง "กรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการฯปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ "
ภาคบ่าย : ได้ตรวจติดตามประเมินผลการปฏิบัติราชการฯปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๑ พร้อมทั้งรับฟังปัญหา - อุปสรรคการดำเนินงานตามตัวชี้วัด จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สำนักงานอัยการภาค ๒ โดยแยกการตรวจติดตามผลฯจำนวน ๓ กลุุ่ม ได้แก่กลุ่ม สำนักงานอธิบดี สำนักงานอัยการจังหวัด กลุ่มสำนักงานคดีศาลแขวง และกลุ่มคดีสำนักงานคดีเยาวชนฯและสำนักงานคุ้มครองสิทธิ์ฯประจำจังหวัด
คณะทำงานตรวจติดตามประเมินผลฯ
คณะข้าราชการของสำนักงานอัยการภาค ๒
วัตถุประสงค์ : เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเกียวกับตัวชี้วัด งานเบิกจ่ายเงินงบประมาณ งานด้านเทคโนโลยี่สารสนเทศและการสื่อสาร ตลอดจน ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการฯ การเบิกจ่าย และระบบสารสนเทศ ได้มีความรู้ ความเข้าใจรายละเอียดของตัวชี้วัดที่รับผิดชอบ การเบิกจ่ายงบประมาณ การดำเนินงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และสามารถจัดเก็บข้อมูลตัวชี้วัด การบันทึกรายการบัีญชีในระบบ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างถูกต้อง เป็นไปตามระเบียบและนโยบายของสำนักงานอัยการสูงสุด
กลุ่มเป้าหมาย : ได้แก่อธิบดีอัยการ อัยการจังหวัด อัยการจังหวัดคดีศาลแขวง อัยการจังหวัดคดีเยาวชนฯ อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิ์ฯและบังคับคดี ผู้อำนวยการ สำนักงานอำนวยการ สำนักงานอัยการภาค ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สำนักงานอัยการจังหวัด และเจ้าหน้าที่การเงิน
ภาคเช้า : ท่านพัทธนันท์ ชาญกิจ รองอธิบดีอัยการ สนย. และนางสาวพรพิมล พัวพันประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาระบบบริหาร ได้บรรยาย เรื่อง "กรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการฯปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ "
ภาคบ่าย : ได้ตรวจติดตามประเมินผลการปฏิบัติราชการฯปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๑ พร้อมทั้งรับฟังปัญหา - อุปสรรคการดำเนินงานตามตัวชี้วัด จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สำนักงานอัยการภาค ๒ โดยแยกการตรวจติดตามผลฯจำนวน ๓ กลุุ่ม ได้แก่กลุ่ม สำนักงานอธิบดี สำนักงานอัยการจังหวัด กลุ่มสำนักงานคดีศาลแขวง และกลุ่มคดีสำนักงานคดีเยาวชนฯและสำนักงานคุ้มครองสิทธิ์ฯประจำจังหวัด
คณะทำงานตรวจติดตามประเมินผลฯ
วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2562
การตรวจติดตามผลการปฏิบัติราชการ (๒)
เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๒ หลังจากภาคเช้า ได้มีการชี้แจงกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ แล้ว ในภาคบ่ายจะมีคณะทำงานฯเพื่อตรวจติดตามประเมินผลการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑
วัตถุประสงค์ เพื่อแจ้งผลการปฏิบัติราชการประจำปีของแต่ละสำนักงานฯ ตรวจสอลเอกสาร หลักฐานการรายงานแต่ละไตรมาสถูกต้องตงกันหรือไม่ ปัญหา อุปสรรคจากการปฏิบัติงานของปีที่ผ่านมา ข้อเสนอแนะ นอกจากนี้จะได้ชี้แจงตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องและต้องดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ ให้หน่วยงานได้รับทราบ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
ผู้เขียนได้รับมอบหมายให้ตรวจติดตามประเมินผลของสำนักงานที่เกี่ยวกับคดีอาญาทุกสำนักงานที่ตั้องยู่ในกรุงเทพมาหนคร
ขั้นตอนแรก จะสอบถามเกี่ยวกับผลการปฏิบัติราชการของปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๑ ที่ได้ส่งผลไปยังสำนักงานฯ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง และมีข้อขัดข้อง หรือสงสัยผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง
ขั้นตอนที่ ๒ จะสอบถามปัญหา อุปสรรค ที่เกิดจากการปฏิบัติงาน มีปัญหาในด้านใดที่ส่งผลให้การปฏิบัติงานไม่บรรลุผลสำเร็จ กรณีที่ผลการปฏิบัติงานบรรลุผล หน่วยงานมีวิธีการอย่างไรบ้าง เพื่อนำไปเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับหน่วยงานอื่น
ขั้นตอนที่สาม จะชี้แจงข้อเสนอแนะจากการตรวจติดตามการประเมิน ทั้งจากเอกสารที่หน่วยงานรายงานเข้ามา และแนวทางแก้ไขจากกรณีดังกล่าว
ขั้นตอนที่สี่ จะชี้แจงเกี่ยวกับตัวชี้วัดของปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ แบบรายงาน ระยะเวลาการรายงาน จำนวตัวชี้วัดที่หน่วยงานต้องรับผิดชอบ และวิธีดำเนินการตามกรอบการประเมินดังกล่าว
จากการตรวจิดตามในครั้งนี้ หน่วยงานต่าง ๆ มีความรู้ ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ทำให้การสื่อสาร และการถ่ายทอดตัวชี้วัดมีความเข้าใจตรงกัน และสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด
การตรวจติดตามผลการประเมินฯจึงเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ในการติดตาม เร่งรัด และประเมินผลการปฏิบัติราชการในปีที่ผ่านมา เพื่อนำผลดังกล่าวเสนอผู้บริหาร และเป็นข้อมูลในการพัฒนาองค์กรต่อไปครับ !!!
วัตถุประสงค์ เพื่อแจ้งผลการปฏิบัติราชการประจำปีของแต่ละสำนักงานฯ ตรวจสอลเอกสาร หลักฐานการรายงานแต่ละไตรมาสถูกต้องตงกันหรือไม่ ปัญหา อุปสรรคจากการปฏิบัติงานของปีที่ผ่านมา ข้อเสนอแนะ นอกจากนี้จะได้ชี้แจงตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องและต้องดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ ให้หน่วยงานได้รับทราบ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
ผู้เขียนได้รับมอบหมายให้ตรวจติดตามประเมินผลของสำนักงานที่เกี่ยวกับคดีอาญาทุกสำนักงานที่ตั้องยู่ในกรุงเทพมาหนคร
ขั้นตอนแรก จะสอบถามเกี่ยวกับผลการปฏิบัติราชการของปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๑ ที่ได้ส่งผลไปยังสำนักงานฯ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง และมีข้อขัดข้อง หรือสงสัยผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง
ขั้นตอนที่ ๒ จะสอบถามปัญหา อุปสรรค ที่เกิดจากการปฏิบัติงาน มีปัญหาในด้านใดที่ส่งผลให้การปฏิบัติงานไม่บรรลุผลสำเร็จ กรณีที่ผลการปฏิบัติงานบรรลุผล หน่วยงานมีวิธีการอย่างไรบ้าง เพื่อนำไปเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับหน่วยงานอื่น
ขั้นตอนที่สาม จะชี้แจงข้อเสนอแนะจากการตรวจติดตามการประเมิน ทั้งจากเอกสารที่หน่วยงานรายงานเข้ามา และแนวทางแก้ไขจากกรณีดังกล่าว
ขั้นตอนที่สี่ จะชี้แจงเกี่ยวกับตัวชี้วัดของปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ แบบรายงาน ระยะเวลาการรายงาน จำนวตัวชี้วัดที่หน่วยงานต้องรับผิดชอบ และวิธีดำเนินการตามกรอบการประเมินดังกล่าว
จากการตรวจิดตามในครั้งนี้ หน่วยงานต่าง ๆ มีความรู้ ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ทำให้การสื่อสาร และการถ่ายทอดตัวชี้วัดมีความเข้าใจตรงกัน และสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด
การตรวจติดตามผลการประเมินฯจึงเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ในการติดตาม เร่งรัด และประเมินผลการปฏิบัติราชการในปีที่ผ่านมา เพื่อนำผลดังกล่าวเสนอผู้บริหาร และเป็นข้อมูลในการพัฒนาองค์กรต่อไปครับ !!!
วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562
ชี้แจงกรอบการประเมินฯปี 2562 (๑)
เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๒ ท่านเชิดศักดิ์ หิรัญสิริสมบัติ รองอัยการสูงสุด ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมชี้แจงกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการของสำนักงานอัยการสูงสุด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒รุ่นที่ ๑ ณ ห้องประชุม ๓๐๓ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้เข้าประชุมประกอบด้วย อธิบดีอัยการ ผู้อำนวยการสำนักงาน และผู้อำนวยการสำนักอำนวยการทุกสำนักงานที่มีภารกิจเกี่ยวกับการดำเนินคดีที่ตั้งอยู่ในส่วนกลาง จำนวน ๖๘ คน
ภาคเช้าจะเป็นการชี้แจงกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ จำนวน ๔ มิติ ได้แก่
มิติที่ ๑ : การทำงานถูกต้อง มีความเที่ยงตรง
มิติที่ ๒ : การปลอดจากการแทรกแซงที่มิชอบ การเข้าถึงความยุติธรรม และโปร่งใส
มิติที่ ๓ : การอำนวยความยุติธรรมทางอาญา การรักษาผลประโยชน์ของรัฐไม่ล่าช้า
มิติที่ ๔ : การบริหารจัดการและการพัฒนาองค์กร
ภาคบ่าย คณะทำงานฯได้ตรวจติดตามประเมินผลการปฏิบัติราชการประจำปี ๒๕๖๑ และชี้แจงแบบรานยงานผลการปฏิบัติราชการของปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ โดยแยกเป็น ๓ กลุ่ม ดำำเนินตรวจติดตามผลการดำเนินงาน โดยสอบถามปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขในการปฏิบัติงาน ตลอดแจ้งผลการปฏิบัติงานของแต่สำนักงานฯได้รับทราบ เพื่อเป็นเวทีให้กับปฏิบัติงานและผู้ตรวจติดตามประเมินผลฯได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงานของปีที่ผ่านมาและในปีปัจจุบัน
คณะทำงานฯได้ตรวจติดตามผลการปฏิบัติงานฯ
ผู้เข้าประชุมประกอบด้วย อธิบดีอัยการ ผู้อำนวยการสำนักงาน และผู้อำนวยการสำนักอำนวยการทุกสำนักงานที่มีภารกิจเกี่ยวกับการดำเนินคดีที่ตั้งอยู่ในส่วนกลาง จำนวน ๖๘ คน
ภาคเช้าจะเป็นการชี้แจงกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ จำนวน ๔ มิติ ได้แก่
มิติที่ ๑ : การทำงานถูกต้อง มีความเที่ยงตรง
มิติที่ ๒ : การปลอดจากการแทรกแซงที่มิชอบ การเข้าถึงความยุติธรรม และโปร่งใส
มิติที่ ๓ : การอำนวยความยุติธรรมทางอาญา การรักษาผลประโยชน์ของรัฐไม่ล่าช้า
มิติที่ ๔ : การบริหารจัดการและการพัฒนาองค์กร
ภาคบ่าย คณะทำงานฯได้ตรวจติดตามประเมินผลการปฏิบัติราชการประจำปี ๒๕๖๑ และชี้แจงแบบรานยงานผลการปฏิบัติราชการของปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ โดยแยกเป็น ๓ กลุ่ม ดำำเนินตรวจติดตามผลการดำเนินงาน โดยสอบถามปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขในการปฏิบัติงาน ตลอดแจ้งผลการปฏิบัติงานของแต่สำนักงานฯได้รับทราบ เพื่อเป็นเวทีให้กับปฏิบัติงานและผู้ตรวจติดตามประเมินผลฯได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงานของปีที่ผ่านมาและในปีปัจจุบัน
คณะทำงานฯได้ตรวจติดตามผลการปฏิบัติงานฯ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)























































