วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

งานราชพิธี

นับว่าาเป็นโอกาสมหามงคลและเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ได้มีโอกาสเข้าร่วมพิธีรับเสด็จ เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาพิธีเษกในวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๒ โดยมีหมายกำหนดการ ดังนี้

 ๑๐.๐๙ น.-พิธีสรงมุรธาภิเษก ณ ชาลาพระที่นั่งจักพรรดิพิมาน 
            -ทรงรับน้ำอภิเษก ณ พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ 
            -ทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ขัตติยราชวราภรณ์ 
           -ทรงรับพระแสง ณ พระที่นั่งภัฐรบิฐ
 14.00 น. -เสด็จออกมหาสมาคมรับการถวายพระพรชัยมงคล ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย
สำนักงานฯได้กำหนดนัดพร้อมกันเวลา ๐๖.๐๐ นาฬิกา ในแต่ละอาคารเพื่อเดินทางไปพร้อมกัน
ณ อาคารสำนักงานหลักเมือง




มีข้าราชการเข้าร่วมพิธีและเข้าร่วมรับเสด็จในครั้งนี้จำนวน ๒๒๙ คน และรับผิดชอบในพื้นที่
หน้าอาคารศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน

ในช่วงก่อนที่จะเสด็จ มีการซักซ้อมพิธีการ และการทำความเคารพต้องดำเนินการอย่างไร
 และในขณะที่เสด็จมา ควรจะแสดงความเคารพในลักษณะใด





การเข้าแถวรอรับเสด็จ จะจัดเป็น ๒ แถว โดยให้ข้าราชการสตรียืนแถวหน้า ส่วนบุรุษให้ยืนแถวหลัง
เรียงหน้ากระดาน
ในวันนี้มีข้าราชการจากหน่วยงานต่าง ๆ มาร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก นับว่าเป็นประวัติศาสตร์
อันสำคัญที่เหล่าข้าราชการจะได้จารึกไว้สืบไป

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

การนิเทศทางวิชาการ:อัยการภาค ๒

เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒ นายเชิดศักดิ์ หิรัญสิริสมบัติ รองอัยการสูงสุด เป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรมและนิเทศทางวิชาการ เรื่อง " การบริหารงานยุคใหม่ " ให้กับคณะข้าราชการฝ่ายอัยการที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ของสำนักงานอัยการภาค ๒  ณ โรงแรมดิวารี จอมเทียนบีช พัทยา จังหวัดชลบุรี โดยมีการฝึกอบรมเป็นระยะเวลา ๒ วัน ถึงวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒




                                            คณะข้าราชการของสำนักงานอัยการภาค ๒

วัตถุประสงค์ :  เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเกียวกับตัวชี้วัด งานเบิกจ่ายเงินงบประมาณ  งานด้านเทคโนโลยี่สารสนเทศและการสื่อสาร ตลอดจน ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการฯ การเบิกจ่าย และระบบสารสนเทศ ได้มีความรู้ ความเข้าใจรายละเอียดของตัวชี้วัดที่รับผิดชอบ การเบิกจ่ายงบประมาณ การดำเนินงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และสามารถจัดเก็บข้อมูลตัวชี้วัด การบันทึกรายการบัีญชีในระบบ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างถูกต้อง เป็นไปตามระเบียบและนโยบายของสำนักงานอัยการสูงสุด




กลุ่มเป้าหมาย : ได้แก่อธิบดีอัยการ อัยการจังหวัด อัยการจังหวัดคดีศาลแขวง อัยการจังหวัดคดีเยาวชนฯ อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิ์ฯและบังคับคดี ผู้อำนวยการ สำนักงานอำนวยการ สำนักงานอัยการภาค ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สำนักงานอัยการจังหวัด และเจ้าหน้าที่การเงิน





ภาคเช้า : ท่านพัทธนันท์ ชาญกิจ รองอธิบดีอัยการ สนย. และนางสาวพรพิมล พัวพันประเสริฐ  ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาระบบบริหาร ได้บรรยาย เรื่อง "กรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการฯปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ " 
ภาคบ่าย :  ได้ตรวจติดตามประเมินผลการปฏิบัติราชการฯปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๑ พร้อมทั้งรับฟังปัญหา - อุปสรรคการดำเนินงานตามตัวชี้วัด จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สำนักงานอัยการภาค ๒  โดยแยกการตรวจติดตามผลฯจำนวน ๓ กลุุ่ม ได้แก่กลุ่ม สำนักงานอธิบดี สำนักงานอัยการจังหวัด กลุ่มสำนักงานคดีศาลแขวง และกลุ่มคดีสำนักงานคดีเยาวชนฯและสำนักงานคุ้มครองสิทธิ์ฯประจำจังหวัด





                                            คณะทำงานตรวจติดตามประเมินผลฯ

วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2562

การตรวจติดตามผลการปฏิบัติราชการ (๒)

เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๒  หลังจากภาคเช้า ได้มีการชี้แจงกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ แล้ว ในภาคบ่ายจะมีคณะทำงานฯเพื่อตรวจติดตามประเมินผลการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑



วัตถุประสงค์ เพื่อแจ้งผลการปฏิบัติราชการประจำปีของแต่ละสำนักงานฯ ตรวจสอลเอกสาร หลักฐานการรายงานแต่ละไตรมาสถูกต้องตงกันหรือไม่ ปัญหา อุปสรรคจากการปฏิบัติงานของปีที่ผ่านมา ข้อเสนอแนะ นอกจากนี้จะได้ชี้แจงตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องและต้องดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ ให้หน่วยงานได้รับทราบ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน

ผู้เขียนได้รับมอบหมายให้ตรวจติดตามประเมินผลของสำนักงานที่เกี่ยวกับคดีอาญาทุกสำนักงานที่ตั้องยู่ในกรุงเทพมาหนคร


ขั้นตอนแรก จะสอบถามเกี่ยวกับผลการปฏิบัติราชการของปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๑ ที่ได้ส่งผลไปยังสำนักงานฯ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง และมีข้อขัดข้อง หรือสงสัยผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง

ขั้นตอนที่ ๒ จะสอบถามปัญหา อุปสรรค ที่เกิดจากการปฏิบัติงาน มีปัญหาในด้านใดที่ส่งผลให้การปฏิบัติงานไม่บรรลุผลสำเร็จ กรณีที่ผลการปฏิบัติงานบรรลุผล หน่วยงานมีวิธีการอย่างไรบ้าง เพื่อนำไปเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับหน่วยงานอื่น

ขั้นตอนที่สาม จะชี้แจงข้อเสนอแนะจากการตรวจติดตามการประเมิน ทั้งจากเอกสารที่หน่วยงานรายงานเข้ามา และแนวทางแก้ไขจากกรณีดังกล่าว

ขั้นตอนที่สี่ จะชี้แจงเกี่ยวกับตัวชี้วัดของปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ แบบรายงาน ระยะเวลาการรายงาน จำนวตัวชี้วัดที่หน่วยงานต้องรับผิดชอบ และวิธีดำเนินการตามกรอบการประเมินดังกล่าว

จากการตรวจิดตามในครั้งนี้ หน่วยงานต่าง ๆ มีความรู้ ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ทำให้การสื่อสาร และการถ่ายทอดตัวชี้วัดมีความเข้าใจตรงกัน และสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด

การตรวจติดตามผลการประเมินฯจึงเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ในการติดตาม เร่งรัด และประเมินผลการปฏิบัติราชการในปีที่ผ่านมา เพื่อนำผลดังกล่าวเสนอผู้บริหาร และเป็นข้อมูลในการพัฒนาองค์กรต่อไปครับ !!!

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562

ชี้แจงกรอบการประเมินฯปี 2562 (๑)

เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๒  ท่านเชิดศักดิ์ หิรัญสิริสมบัติ รองอัยการสูงสุด ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมชี้แจงกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการของสำนักงานอัยการสูงสุด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒รุ่นที่ ๑  ณ ห้องประชุม ๓๐๓ สำนักงานอัยการสูงสุด



ผู้เข้าประชุมประกอบด้วย อธิบดีอัยการ ผู้อำนวยการสำนักงาน และผู้อำนวยการสำนักอำนวยการทุกสำนักงานที่มีภารกิจเกี่ยวกับการดำเนินคดีที่ตั้งอยู่ในส่วนกลาง จำนวน ๖๘ คน

ภาคเช้าจะเป็นการชี้แจงกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ จำนวน ๔ มิติ ได้แก่
     มิติที่ ๑ : การทำงานถูกต้อง มีความเที่ยงตรง
     มิติที่ ๒ : การปลอดจากการแทรกแซงที่มิชอบ การเข้าถึงความยุติธรรม และโปร่งใส
     มิติที่ ๓ : การอำนวยความยุติธรรมทางอาญา การรักษาผลประโยชน์ของรัฐไม่ล่าช้า
     มิติที่ ๔ : การบริหารจัดการและการพัฒนาองค์กร





ภาคบ่าย คณะทำงานฯได้ตรวจติดตามประเมินผลการปฏิบัติราชการประจำปี ๒๕๖๑ และชี้แจงแบบรานยงานผลการปฏิบัติราชการของปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ โดยแยกเป็น ๓ กลุ่ม ดำำเนินตรวจติดตามผลการดำเนินงาน โดยสอบถามปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขในการปฏิบัติงาน ตลอดแจ้งผลการปฏิบัติงานของแต่สำนักงานฯได้รับทราบ เพื่อเป็นเวทีให้กับปฏิบัติงานและผู้ตรวจติดตามประเมินผลฯได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงานของปีที่ผ่านมาและในปีปัจจุบัน





                                                 คณะทำงานฯได้ตรวจติดตามผลการปฏิบัติงานฯ

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562

สงกรานต์ ปี 2562

เทศกาลสงกรานต์ ถือว่าเป็นเทศกาลขึ้นปีใหม่ของประเทศไทย ซึ่งชาวไทยได้สืบสานกันมาเป็นเวลายาวนานตลอดมา


ประเพณีแต่ดั่งเดิม วันที่ ๑๒ เมษายน  ถือเป็นวันเคลื่อนเข้าสู่ปีใหม่ จะมีพิธีทำบุญ เจริญพระพุทธมนต์ ที่วัดของแต่ละหมู่บ้าน เพื่อเป็นสิริมงกคล และย่างเข้าสู่ปีใหม่

วันที่ ๑๓ เมษายน เป็นวันเนาว์ คือเป็นวันเคลื่อนสู่วันใหม่ของปีศักราช ตอนเช้าจะต้องมีการทำบุญตักบาตรตอนเช้าที่วัด ทำบุญอุทิศให้กับบิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้ว  พระสงฆ์ก็จะมีการประพรมน้ำพระพุทธมนต์ มีการสรงน้ำพระ และพระสงฆ์ ส่วนมากวันนี้ จะเป็นวันมงคล มีข้อห้ามมิให้กระทำสิ่งที่ไม่เป็นมงคลต่าง ๆ เพราะถือว่าเป็นวันเริ่มต้นชีวิตใหม่

วันที่ ๑๔ เมษายน ถือว่าเป็นวันเถลิงศก เข้าสู่ปีใหม่เต็มตัว ในวันนี้ก็จะมีการทำบุญ รดน้ำดำหัวพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย เพื่อขอพรจากผู้สูงอายุ วันนี้ยังถือเป็นวันครอบครัวอีกด้วย


เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๒ ได้พาครอบครัวเดินทางไปที่จังหวัดระยอง เนื่องจากคุณยายป่วย ต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาลอำเภอแกลง จังหวัดระยอง และออกจากโรงพยาบาลเมื่อวันเช้าวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๒

ตอนเช้าของวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๖๒ ได้นิมนต์พระลง เพื่อสรงน้ำตามประเพณี ก่อนจะมีการนำพระลงจะต้องมีการทำความสะอาดบ้าน และพระพุทธรูประจำบ้าน


                                                ทำพิธีขอขมาต่อพระรัตนตรัย และบิดามารดา




                                                        ลูกหลานมีความสุขกันจ้ะ
หลังจากสรงน้ำพระแล้ว ได้นำพาลูกหลานรดน้ำดำหัวคุณยาย เพื่อขอพร และเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตและครอบครัว





ขั้นตอนแรกเมื่อนำพระพุทธรูปประจำบ้านตั้ง ณ บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว เตรียมน้ำหอม ดอกไม้ และนำกล่าวขอขมาพระรัตนตรัย และบิดามารดา ตลอดจนได้ทำพิธีขอขมากรรมต่อคุณยาย หากลูกหลานได้ล่วงเกินด้ายกาย วาจา และใจก็ดี ขอให้คุณยายได้อโหสิกรรม

ตกภาคบ่าย ได้พาลูกหลานอาบน้ำ และเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ให้กับคุณยาย เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ โดยลูก ๆ หลานๆ ได้ช่วยกันอาบน้ำ สระผม ขัดสีฉวีวรรณ ปะแป้ง และแต่งตัวด้วยเสื้อใหม่ให้กับคุณยายในครั้งนี้







หลังจากคณะลูกหลานได้พากันแต่งตัวด้วยเสื้อ ผ้า ใหม่ ให้กับคุณยายแล้ว พวกเราก็ได้รดน้ำสงกรานต์ และปะแป้งกันในหมู่ฐาติพีี่น้อง ด้วยความสนุกสนาน ด้วยความอบอุ่น นี่คือ...วันสงกรานต์ปีนี่ของครอบครัวเรา...









เนื่องในวันขึ้ยปีใหม่ไทย ขอให้ทุกท่านมีความสุขมาก ๆ ครับ !!!

วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2562

การเตรียมสอบ : (๕) เทคนิคในการเขียนข้อสอบ

ในการลงสู่ในทุกสนาม ไม่ว่าจะเป็นสนามรบ สนามฟุตบอล หรือขึ้นสู่สังเวียนมวย ก็ย่อมจะมียุทธวิธี และเทคนิคในการตอนสู้เสมอ เพื่อให้การต่อสู้ในสนามดังกล่าวทำให้เราได้เปรียบ และสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้




เป้าหมายในการลงสู่สนามสอบก็เช่นกัน เป้าหมายของเราคือ...สอบให้ได้ และอยู่ระดับดีด้วย...

การสอบในหลายสนามสอบที่ผ่านมา จะได้ยินเสียงบ่นว่า ...ข้อสอบออกมาตรงตามที่อ่านไป แต่...ทำไม่ได้ เพราะเขียนไม่ ไม่รู้จะเรียบเรียงและเขียนอย่างไร..จะขึ้นต้น และลงท้ายอย่างไร...นี่คือปัญหา

ในการเขียนคำตอบของนักกฎหมาย ไม่จะเป็นสนามสอบปริญญาตรี หรือสนามเนติบัณฑิต จะมีการแนะนำและแนะแนววิธีการเขียนคำตอบข้อสอบไว้

หากท่านใด เคยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ก็จะได้รับการแนะแนวในการเขียนคำตอบข้อสอบด้านกฎหมายเช่นกัน

ผู้เขียนเคยศึกษาที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยฯมาก่อน จึงขอแนะนำวิธีการเขียนคำตอบข้อสอบไว้ โดยมีแนวทางการเขียนคำตอบข้อสอบไว้ ๕ แบบ ด้วยกัน  ดังนี้

แบบที่ ๑ : แบบโครงสร้าง ๕ ประเด็น  คือ

๑.๑ ตั้งประเด็น หมายความว่าคำถามดังกล่าวมีกี่ประเด็น และมีประเด็นใดบ้าง  เช่น กรณีตามคำถาม มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของนายดำ มีความผิดฐานพยายามฆ่าหรือไม่ ...เป็นต้น

๑.๒ วางหลักกฎหมาย หมายความว่า ให้เขียนองค์ประกอบของฐานความผิดตามที่เราตั้งประเด็นไว้ตามข้อ ๑.๑ ว่าความผิดดังกล่าวมีองค์ประกอบอย่างไร องค์ประกอบความผิดภายนอก และภายในด้วย ในกรณีที่มีหลายประเด็น ให้วางหลักกฎหมายเฉพาะในประเด็นความผิดหลัก และความรองลงมาเท่าที่จะทำได้ เท่านั่น ไม่จำเปนต้องวางหลักกฎหมายทุกข้อหา  อาจจะนำไปปรับหลักกฎหมายในข้อ ๑.๔ แทน

๑.๓ การอธิบายคำนิยามของตัวบท เพื่อให้มีความกระจ่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจความหมายของตัวบทที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดดังกล่าว บางคำนิยามมีกำหนดไว้ชัดเจน จะต้องเอาคำนิยามที่บัญญัติไว้มาเขียนแทน

๑.๔ ปรับข้อกฎหมายให้เข้ากับข้อเท็จจริง โดยนำข้อเท็จจริงที่ปรากฎอยู่ในคำถาม มาปรับเข้าหลักกฎหมาย เพื่อจะหาคำตอบว่าผิด หรือไม่ผิด

๑.๕ สรุปคำตอบ ตามที่เราวินิจฉัยมาจะต้องตอบให้ตรงประเด็น และครบประเด็น

คำตอบแบบ ๕ ประเด็นเหมาะสำหรับนักศึกษาใช้ตอบข้อสอบในระดับปริญญาตรี เพราะจะมีเกณฑ์การให้คะแนนในแต่ละประเด็นไว้ เช่น ตั้งประเด็น วางหลักกำฆมาย ปรับหลักกฎหมายเข้ากับข้อเท็จจริง และสรุป  แม้ว่าคำตอบจะผิด แต่ก็ยังได้คะแนนในตัวบทและวางหลักกฎหมายด้วย

คำตอบนี้เหมาะสำหรับการใช้ตอบคำถามที่มีประเด็นไม่มาก อาจจะมีประมาณ ๑- ๓ ประเด็น

แบบที่ ๒ : คำตอบแบบ ๔ ประเด็น โดยตัดข้อ ๑.๓ คำอธิบายคำนิยาม หรือ ตัวบทออก ตั้งประเด็น วางหลักกฎหมาย ปรับข้อเท็จจริง และสรุปผลคำตอบเลย

แบบที่ ๓ : คำตอบแบบ ๓ ประเด็น     ก็เช่นกัน จะไม่วางหลักกฎหมาย โดยจะมีการตั้งประเด็น ปรับหลักกฎหมายกับข้อเท็จจริงเข้าด้วย แล้วก็จบด้วยการสรุปคำตอบ

แบบที่ ๔ : คำตอบแบบ ๒ ประเด็น ส่วนมากจะใช้ในการตอบข้อสอบเนติบัณฑิต สนามสอบอัยการ ผู้พิพากษา ซึ่งจะเรียกกันคุ้นหูว่า คำตอบแบบ " ฟันธง " มีการปรับหลักกฎหมายเข้ากับข้อเท็จจริงและก็สรุปเท่านั่น คำตอบดังกล่าว จะใช้ตอบคำถามที่มีหลายประเด็น และมีเวลาจำกัด คนเขียนคำตอบจะต้องมีการฝึกฝนมาอย่างดี  ไม่เข่นนั้นจะทำให้การตอบข้อสอบไม่ครบทุกประเด็น

ในการตอบข้อสอบแต่ละประเด็นจะมีการย่อหน้าใหม่ทุกครั้ง เพือสะดวกในการตรวจข้อสอบ และการให้คะแนนของกรรมการ เพราะสนามสอบดังกล่าวจะมีการให้คะแนนแต่ละประเด็นไว้

ส่วนคำตอบแบบที่ ๕ : คำตอบมีประเด็นเดียว  เป็นคำตอบที่ปรับหลักกฎหมายและข้อเท็จจริงเข้าด้วย พร้อมทั้งสรุปคำตอบไปในตัวเลย ซึ่งคำตอบแบบนี้จะไม่นิยมใช้ในการตอบข้อสอบ เพราะจะทำให้ได้คะแนนน้อย และอาจทำให้คำตอบหลุดประเด็นไปได้

สำหรับการตอบข้่อสอบของสนามสอบ ผอ. ควรจะใช้คำตอบแบบที่  ๒ และ ๓ จะเหมาสมมากกว่า เพราะจะทำให้ได้คะแนนดี อีกทั้งคำถามจะมีประเด็นไม่มาก เป็นคำถามเพื่อทดสอบความจำ ความเข้าใจ และการนำไปใช้เท่านั่น

แต่อย่างไรก็ตามคำตอบที่ดี ควรจะมีบทนำ เนื้อเรื่องในแต่ละประเด็น และการสรุปท้ายคำตอบทุกครั้ง  ก็จะทำให้กรรมการสะดวกในการตรวจและให้คะแนน

การที่จะตอบได้ดี มีชัยแค่ไหน อยู่ที่การฝึก การลงมือฝึกทำข้อสอบเท่านั่น จะทำให้เรามีทักษะ และชำนาญในการเขียนคำตอบได้ดี มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

สิบปากว่า ไม่เท่าลงมือทำ ครับ !!!