วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2562

อัศจรรย์ของชีวิต: (๖)พิธีกรจำเป็น

งานทุกงานจะต้องมีผู้ดำเนินรายการหรือพิธีกร เพื่อให้ดำเนินงานเป็นไปตามขั้นตอน ถูกระเบียบ  มีความศักดิ์ มีความราบรื่น และสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของแต่ละงาน




ผู้เขียนเคยเป็นพิธีกรไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน งานศพ งานขึ้นบ้านใหม่ การฝึกอบรม สัมมนา และศาสนพิธีต่าง ๆ มาหลายงาน  บางงานก็เป็นงานที่ต้องทำตามหน้าที่ แต่บางงานก็เป็นโดยไม่คาดคิดมาก่อน แม้ในชีวิตนี้ก็ไม่คิดว่าจะมี

ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๕๙ ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ สวรรคต หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และประชาชนทุกหมู่เหล่า ได้ร่วมกันจัดพิธีบำเพ็ญกุศล เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน

โดยมีกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล แต่ละวาระ ดังนี้
       
พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร 7 วัน  ระหว่างวันที่ 19 – 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559

พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร 15 วัน ระหว่างวันที่ 27 – 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559

พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร 50 วัน ระหว่างวันที่ 1 – 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559

และพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร 100 วัน ระหว่างวันที่ 20 – 21 มกราคม พ.ศ. 2560

ในแต่หน่วยงานราชการและภาคเอกชน จะมีการจัดพิธีบเพ็ญกุศล เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลในแต่วาระตามหมายกำหนดการดังกล่าว

ผู้เขียนเองนับว่าเป็นมหามงคล และปลื้มปิติเป็นอย่างยิ่ง ที่หน่วยงานที่ปฏิบัติงานอยู่ ได้มอบหมายให้เป็นพิธกรทางศาสนพิธีทุกวาระ นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าหน้าที่ในการประสานงานกับทางวัด และพระราชาคณะที่จะมาร่วมในพิธีดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้ในการจัดทำกำหนดการ  ขั้นตอนในการจัดพิธี ตลอดจนการจัดสถานที่ และเตรียมงาน ก็ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำ การเตรียมงาน และอื่น ๆ

ในส่วนการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากการบำเพ็ญกุศล ไม่ว่าจะเป็นโครงการเจริญพระพุทธมนต์และสาธยายพระไตรปิฎกเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล พิธีตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง และทอดผ้าป่าสามัคคีฯ และ โครงการอุปสมบทหมู่ เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล ก็มีส่วนในการจัดทำโครงการ การดำเนินงาน และเป็นพิธีกรในงานดังกล่าวด้วย

เหนือสิ่งอื่นใด ได้รับมอบหมายให้เป็นพิธีกร ตามโครงการอุปสมบทหมู่ เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล ณ วิหารใหญ่ และพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวรารามมหาวิหาร ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และต้นกำเนิดในการพุทธาภิเษกพระกริ่งของวัดสุทัศน์ฯที่มีชื่อเสียง เป็นที่นิยม และศรัทธาของประชาชนทั่วไป

ยอมรับว่าการเป็นพิธีกรในงานและโครงการดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกับเป็นพิธีกรในงานทั่วไป จึงทำให้มีความกังวล และเครียดในการปฏิบัติงานแต่ละครั้ง และทำให้จัดกิจกรรมตามพีธีการและโครงการต่าง ๆ สำเร็จลงด้วยความเรียบร้อย

นี่คือความอัศจรรย์ของชีวิตของลูกผู้ชายคนหนึ่งครับ !!!






                             โครงการตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งฯเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล





อัศจรรย์ชีวิต : (๕) สอบแข่งขัน

การเป็นข้าราชการ หรือทำงานในที่ใด ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เป็นเรื่องที่ทุกคนปรารถนา จะทำบุญกุศลคราใด ก็ปรารถนาขอให้มีความสุข ความเจริญในชีวิตและการงานตลอดไป และตลอดกาล

ผู้เขียนเป็นคนที่เรียนหนังสือไม่เก่ง ตั้งแต่เรียนชั้นประถม จนถึงมัธยมก็ไม่เคยสอบติดลำดับที่ดี แม้มาเรียนมหาวิืทยาลัยก็เช่นกัน ไม่เคยได้รับเกียรตินิยม




การเรียนเก่งก็ไม่แน่ว่าจะสอบแข่งขันเข้ารับราชการได้ หรือได้รับคัดเลือกเข้าทำงานในหน่วยงานต่าง ๆ ได้ หรือการเรียนเก่ง จะมีส่วนทำให้การทำงานประสบผลสำเร็จ

แต่ก็เป็นเรื่องแปลก และมหัศจรรย์ใจมิใช่น้อยสำหรับตัวเอง ในช่วงที่เข้าสอบแข่งขันเข้ารับราชการในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ที่ดิน ในสนามสอบของจังหวัดเชียงใหม่

แต่เดิม สำนักงาน ก.พ. ได้มอบหมายให้จังหวัดแต่ละจังหวัดสามารถเปิดสอบแข่งขันเข้ารับราชการได้ โดยให้จังหวัดแต่ละจังหวัดจัดการสอบแข่งขันได้เอง

เมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๒๓  จังหวัดเชียงใหม่ ได้เปิดสอบการแข่งขันเข้ารับราชการของจังหวัดเชียงใหม่ ในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ดิน มีอัตราว่างจำนวน ๖ ตำแหน่ง และมีการขึ้นบัญชีไว้

ผู้เขียนจึงได้สมัครสอบเข้าแข่งขันในการสอบดังกล่าว มีผู้เข้าสมัครจำนวน ๒,๐๐๐ กว่าคน มีผู้มาจากจังหวัดต่าง ๆ ในภาคเหนือตอนบน

เพื่อน ๆ และคนอื่น ก็พูดกันว่า...อย่าไปสมัครเลย เขามีคนของเขาแล้ว..

บางคนก็พูดว่า..ต้องใช้เส้นถึงจะสอบได้ ถ้าไม่มีเส้นอย่าไปสอบเลย

และมีเสียงพูดกระซิบกระซาบกันไปต่าง ๆ นานา ทำให้จิตใจของผู้สมัครสอบมีความกังวล และไม่กล้าไปสมัครสอบแข่งขันกับคนอื่นเขา

ผู้เขยนเห็นว่า การสมัครสอบเป็นการไปศึกษาและฝึกทำข้อสอบ แม้จะสอบไม่ได้ เราก็ได้ประสบการณ์ รู้แนวข้อสอบ หากโอกาสหน้ามีการเปิดสอบอีกเราก็จะได้รู้แนว

ผู้เขียนโชคดีตรงที่มีรุ่นพี่ เคยสอบได้ลำดับที่ ๑ ของสนามสอบจังหวัดเชียงใหม่ ในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ปกครองมาก่อน ได้แนะนำ และเอาหนังสือที่เกี่ยวกับการสอบดังกล่าวมาให้เตรียมตัวและอ่านก่อนเข้าสอบ

ก่อนจะถึงวันสอบเข่งขัน ได้ทราบว่ามีคนเข้าสอบเป้นจำนวนมาก แต่มีตำแหน่งว่างประมาณ ๖ ตำแหน่ง ทำให้ผู้เขียนถอดใจเช่นกัน จะไปสอบดีมัยหนอ!!!

สุดท้ายก็ตัดสิใจไปสอบตามวันเวลาที่เขากำหนด และดูข้อสอบแล้วปรากฎว่าออกตรงตามที่อ่านมาเป้นจำนวนมาก จึงทำข้อสอบได้ไม่ยาก และมีความมั่นใจว่า...ต้องสอบได้แน่นอน!!!

หลังออกจากห้อบสอบออกมาแล้ว เพื่อนถามว่าทำได้มัย ก็จะตอบว่า...พอทำได้ (ไม่กล้าคุยโว) แต่เพื่อนคนอื่น ๆ คุยโว ว่าทำได้เกือบทุกข้อ... ว่าไปนั่น!!!

ผู้เขียนก็พยายามทำบุญกุศลให้มากขึ้น ทุกๆ วัน จะนั่งสมาธิ และแผ่เมตตา และอุทิศบุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรทุกวัน

ในวันประกาศผลสอบ รุ่นพี่มาแจ้งว่า...น้อง ๆ สอบได้ลำดับที่ ๑ ...ตกใจแทบซ้อก!!!

มันเป็นไปได้อย่างไร คนอย่างเราเก่งปานนี้เชี่ยวหรือ!!!

นี่คือความอัศจรรย์ของชีวิต บางอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่...ความอัศจรรย์ของชีวิตยังมีเสมอ...สำหรับ สำหรับคนทีทำความดี และมีความฝันครับ!!!



อัศจรรย์ชีวิต (๔) :ปริญญา

ใบปริญญา ถือว่าเป็นความหวัง และความฝันของทุกคน เกิดมาทั้งที หากมีโอกาสจะต้องเรียนให้จบปริญญาให้ได้

บางท่านบอกว่า..จบปริญญาตรีไม่พอแล้ว ปัจจุบันต้องเรียนให้จบปริญญาโท..

เราเองแค่จะเรียนให้จบปริญญาตรี ก็ยากเย็นและแสนเข็ญแลว จะมีปัญญาที่ไหนไปเรียนจนจบปริญญาโท ต้องรอชาติหน้ากระมั่ง !!!

ผู้เขียนเอง ช่วงที่เรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ ๕ (ม.ศ.๕) อยากจะเข้าเรียนระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัย กับคนอื่นเขา แต่ได้แต่ฝัน เพราะไม่ทุนสำหรับการเข้าไปศึกษาในสถาบันดังกล่าว

หลังจากได้เข้ารับราชการแล้ว จึงมุ่งมั่นที่จะเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรี โดยสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในปีพ.ศ.๒๕๒๓ ในสาขานิติศาสตร์บัณฑิต

ปรากฎว่า ได้ลงเรียนมาเป็นเวลากว่า ๘ ปี ก็ไม่จบ สอบผ่านได้ประมาณ ๗๔ หน่วยกิต ในนปีแรกที่เข้าเรียน ลงทะเบียนจำนวน ๒๔ หน่วยกิต สอบผ่านทุกวิชา พอขึ้นปีที่ ๒ จะต้องทำข้อสอบแบบอัตนัย ต้องเขียนคำตอบอย่างเดียว ปรากฎสอบตกแทบทุกวิชา หมดกำลังใจไปพักหนึ่ง

ก็ลงเรียนต่อ ช่วงนั่นทำงานราชการที่จังหวัดเชียง และลำปาง ถึงเวลาจะสอบต้องเดินทางเข้ามาสอบที่กรุงเทพฯหลายวัน ต้องเวียเวลา และค่าใช้จ่ายมาก

จึงได้ตัดสินใจขอย้ายเข้ามาปฏิบัติราชการที่กรุงเทพฯ และตั้งใจ และมุ่งมั่นจะเรียนให้จบ แต่ชะตาชีวิตกลับตาลปัตร และได้แต่งงานมีครอบครัว และบุตรสาวตามมา ส่งผลให้การเรียนไม่ราบรื่นดั่งว่า จึงจำเป็นต้องหยุดเรียน แม้จะใช้เวงเรียนมานานกว่า ๘ ปี สรุปแล้ว เรียนไม่จบดั่งฝัน

หลังจากนั่นมาอีกเกือบสิบปี เมื่อลูกสาวเข้าเรียนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่  ๑ - ๒ แล้ว จึงได้ตัดสินใจเข้าเรียนภาคพิเศษ ในวันเสาอาทิตย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ ใชเ้วลาเรียนประมาณ ๕ ปี จึงจบปริญญาตรี สาขา ศิลปศาสตร์บัณฑิต (ศศ.บ.) สาขา การจัดการทั่วไป

ด้วยความเจ็บใจที่เรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยรามคำแห่ง เป็นเวลานานกว่า ๘ ปี ไม่จบ เพื่อจะล้างแค้นที่เคยได้รับความเจ็บปวดมา จึงได่สมัครลงเรียนคณะนิติศาสตร์บัณฑิต ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยโอนหน่วยกิตพื้นฐานจากระดับปริญญาตรีได้ จำนวน  ๖ ชุดวิชา จะต้องเรียนจำนวน ๑๘ ชุดวิชา ใช้เวลาเรียนจำนวน ๓ ปี

จึงได้มุ่งมันเรียนอย่างจริงจัง ส่งผลให้เรียนจบภายใน ๒ ปี ครี่ง โดยลงเรียนในแต่ละเทอม ผ่านเกือบทุกวิชา มีสอบตกจำนวน ๑ วิชา คือ วิชากฎหมายภาษีอากร เท่านั่น และได้รับปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์บัณฑิต (น.บ.) ใบที่สองได้สมดั่งความประสงค์

ในช่วงการเรียนดังกล่าว ผู้เขียนต้องพาครอบครัวไปเรียนเสริมของมหาวิทยาลัย ตามศูนย์การเรียนในจังหวัดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดนครรชสีมา ศรีสะเกษา อุบลราชธานี และจังหวัดขอนแก่น

ทำให้ได้เพื่อนที่ร่วมเรียนด้วยกันหลายคน ไปเรียนที่ศูนย์ต่างจังหวัดก็เดินทางไปด้วยกัน ยามว่างก็มานั่งพูดคุยเรื่องวิชาที่เรียนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ส่งผลให้เพื่อน ๆ ที่เรียนมาด้วยกัน จบปริญญาตรีกันทุกคน

การเรียนที่มีเพื่อนจะทำให้เรามีกำลังใจ และหึกเหิมตลอด กลัวไม่ทันเพื่อน จำเป็นขยัน และอ่านหนังสือตลอดเวลา

เพื่อให้การเรียนจบตามที่ตั้งใจไว้ จึงได้วางกฎเกณฑ์สำหรับตนเองในการอ่านหนังสือ ใแต่ละวันจะต้องหนังสือให้ได้วันละ ๕๐ หน้า/วัน หากวันไหนไม่ได้อ่าน วันต่อไปต้องอ่านทบต้นจนกว่าจะครบ

นอกจากนั่นยังกำหนดและบังคับตนเองว่า...ว่างเมื่อใด จะต้องอ่านกฎหมายเมื่อนั่น  ขยันก็อ่าน ขี่เกียจก็อ่าน...ส่งผลให้เราเกิดความเคยชิน วันไหนไม่ได้อ่านหนังสือ วันนั่นจะนอนไม่หลับ

สิ่งสำคัญที่สุดที่มีส่วนทำให้ประสบผลสำเร็จในการเรียน กล่าวคือ จะต้องหาหนังสือและคำแนะนำรุ่นพี่ ที่เขาเรียนมาและประสบผลสำเร็จ เขาจะแชร์ประสบการณ์ และแนะนำเคล็บลับ/เทคนิคของการเรียนให้เรานำไปปฏิบัติ เราก็ลองนำมาฝึกให้เข้ากับจริตของเรา อันไหนที่เราสามารถทำได้ ก็ต้องฝึกและนำไปปฏิบัติ

ด้วยการปฏิบัติการดังกล่าว จึงส่งผลให้เรียนจบภายใน ๒ ปีครึ่ง ความฝันจะกลายเป็นจริง เหนือสิ่งอื่นใด เราจะต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง หากทำเหมือนเดิม ผลก็ไม่แตกต่างจากเดิม หากท่านต้องการผลไม่เหมือนเดิม ท่านจะต้องทำเหตุไม่เหมือนเดิม

ความฝันที่เคยตั้งใจและฝันไว้ตั้งแต่หนุ่ม แม้จะต้องใช้เวลาเกือบ ๒๐ ปี กว่าความฝันจะกลายเป็นจริง จึงเป็นความอัศจรรย์ของชีวิต เพราะไม่เคยคาดคิดว่า...ความฝันจะกลายเป็นความจริง...

วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2562

ประชุมคณะทำงานBig Data ครั้งที่ ๒/๒๕๖๒

วันนี้ ได้มีการประชุมคณะทำงาน Big Data  ครั้งที่ ๒/๒๕๖๒ ณ ห้องปฏิบัติงานสำนักงานพัฒนาระบบบริหาร


ที่ประชุมได้พิจารณาและติดตามเรื่องที่ได้มอบหมายให้คณะทำงานฯในการประชุมที่ผ่านมา โดยมีเรื่องที่คณะทำงานฯจะต้องรายงานต่อที่ประชุม ดังนี้

๑. เรื่อง การสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ ประเภทของข้อมูล ซึ่งคณะทำงานฯได้รายงานว่า..ได้สืบค้นจากระบบสารสนเทศ ของ สทส.แล้ว ปรากฎว่าจะมีข้อมูลเกี่ยวด้านคดีเท่านั่น ส่วนระบบอื่น ๆ บางระบบไม่สามารถเข้าใช้ได้ ส่วนระบบที่มีอยู่ก็ไม่มีการเข้าปรับปรุงข้อมูล และนำข้อมูลมาใช้ในการปฏิบัติงาน

๒. เรื่อง การแต่งตั้งคณะทำงานฯ คณะทงำานฯได้รายงานว่า..องค์ประกอบของคณะทำงานฯจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถในการให้ข้อมูล การจัดเก็บข้อมูล การนำข้อมูลไปใช้ และจัดหาระบบมารองรับการจัดเก็บข้อมูล ได้มีการยกร่างคณะทำงานฯแล้ว เพื่อนำเสนอผู้บริหาร และหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

๓. เรื่อง การสืบค้นดูระบบสารสนเทศของหน่วยงานอื่น ที่ประชุมได้การนำเสนอ MOC ของสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเปนตัวอย่างในการพิจารณาขัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งระบบดังกล่าวจะมีข้อมูลเกี่ยวฐานข้อมูลทั่วไปขององค์กร ด้านการโครงสร้าง อัตรากำลัง งบประมาณ เป็นต้น

ที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะทำงานฯได้หารือกับผู้บริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการต่อไป

อััศจรรย์ของชีวิต : (๓) จัดโครงการอุปสมบทหมู่

ผู้เขียนเองไม่เคยคิดเลยว่า จะมีโอกาสมารับผิดชอบโครงการสำคัญในชีวิต กล่าวคือ... ในคราวที่จะครบกำหนดการสวรรคตสตมวาร (๑๐๐ วัน) พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เป็นผู้เสนอโครงการอุปสมบทหมู เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล ต่อที่ประชุมของคณะทำงานเกี่ยวกับการพระราชพิธีของสำนักงานฯ และได้ดำเนินการตามโครงการดังกล่าวจนประสบผลสำเร็จ มีรายละเอียดพอสรุป ได้ดังนี้

.....ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด เป็นประธานในพิธีบรรพชาอุปสมบท โครงการอุปสมบทหมู่ เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวันครบกำหนดสตมวาร (100 วัน) โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการฝ่ายอัยการ และบุคลากรสำนักงานอัยการสูงสุดเข้าร่วมพิธี ที่วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา

โดยมีพระเดชพระคุณ พระธรรมรัตนดิลก (เชิด จิตฺตคุตฺโต ป.ธ9)  เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม รองแม่กองธรรมสนามหลวง เจ้าคณะภาค 4 เป็นพระอุปัชฌาย์ พระราชธรรมาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม เป็น พระกรรมวาจาจารย์ พระมงคลสุตาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม พระมหากรวิก อหึสโก ดร. เป็น พระอนุสาวนาจารย์

จากนั้นจะจำวัดเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย และปฏิบัติศาสนกิจ ที่วัดสุทัศนเทพวราราม และในวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560 เวลา 13.00 น. พระเดชพระคุณ พระธรรมรัตนดิลก นำคณะพระนวกะทั้ง 11 รูป เข้าปลงธรรมสังเวช เจริญจิตภาวนาถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง  และวันที่ 25 มกราคม 2560 ทำพิธีลาสิกขา
ถือว่าเป็นความภูมิใจ ที่มีโอกาสอันสำคัญยิ่ง ที่ได้ทำโครงการอุปสมบทหมู่ เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ในครั้งนี้....นี่คือความอัศจรรย์ของชีวิต!!!




                             ถ่ายภาพหมู่พระนวกะที่อุปสมบทตามโครงการ ณ วัดสุทัศน์ฯ

อัศจรรย์ของชีวิต: (๒) ไปบวชอินเดีย

ชีวิตของแต่ละคน จะมีความอัศจรรย์แตกต่างกัน บางเรื่องเป็นสิ่งที่ต้องจดจำและฝังใจ ไม่อยากเก็บไว้รับรู้คนเดียว แต่อยากให้คนรุ่นหลัง ลูกหลาน และคนอื่นได้รับทราบ

ในชีวิตหนึ่งของชายไทย คงไม่ปฏิเสธที่ชายไทยทุกคน หากมีโอกาส วาสนาได้ไปอุปสมบทที่ประเทศอินเดีย ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ และต้นกำเนิดของศาสนาพุทธ จะต้องไปอุปสมบทในดินแดนดังกล่าวแน่นอน



ชีวิตของผู้เขียนเอง อยากไปบวชที่ใต้ต้นมหาโพธิ์ พุทธคยา ทุกครายามที่ได้อ่านข่าวที่มีบางหน่วยงาน บุคคลบางคนที่มีบุญวาสนา ได้ไปบวชที่ใต้ต้นมหาโพธิ์ เมืองพุทธคยา ประเทศอินเดีย

ก็คงเป็ยเพียงแต่ความฝันลึก ๆ ไม่กล้าที่จะเอยบอกใคร เพราะดูสถานตนเองแล้ว บอกได้คำเดียวว่าในชาตินี้คงไม่มีโอกาสแน่นอน



                                             บรรพชาเป็นสามเณรใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์

แต่ความฝันก็คือความฝัน จะเป็นจริงเมื่อใดไม่มีใครทราบ หากมีบุญวาสนาบารมีพร้อม ความฝันอาจจะกลายเป็นความจริงก็ได้

ในช่วงที่ผู้เขียนได้ย้ายเข้ามาดำรงตำแหน่งที่กรุงเทพฯอีกคำรพหนึ่ง ก็ได้จัดทำโครงการ "นำพระมาหาโยม" ขึ้น เพื่อนิมนต์พระมาบรรยายธรรม และอบรมจิตภาวนาเป็นประจำทุกเดือน ๆ ละ ๑ ครั้ง ได้ทำมาเป็นเวลาเกือบปี

นอกจากนั้น ยังได้ร่วมกับหน่วยงานอื่น นิมนต์หลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ มารับบิณฑบาตรข้าวสารอาหารแห้ง และทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอดส์ ทุกปี ๆ ละ ๒ ครั้ง ทำมานานกว่า ๗ ปีแล้ว




จะเป็นเพราะบุญกุศลที่ได้ทำมาดังกล่าวนี่กระมัง ทำให้ผู้เขียนมีโอกาสเข้าร่วมโครงการอุปสมบทหมู่ของสำนักงานพุทธศาสนา โดยต้องเดินทางไปบรรพชา และอุปสมบทที่ประเทศอินเดีย เมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๕๗  มีรายละเอียด ดังนี้



....เมื่อวันเสาร์ ที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๗ เวลา ๐๘.๓๐ น. สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในพิธีปฐมนิเทศผู้บรรพชาอุปสมบทและผู้ปฏิบัติธรรม ณ ดินแดนพุทธภูมิ เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๖ พรรษา ณ พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม โดยมี นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประธานฝ่ายฆราวาส กราบนมัสการถวายรายงานความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของโครงการ พอสังเขปดังนี้  เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๖ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด กรมพระธรรมนูญ และเยาวชนภิวัฒน์ นำโดย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ปปช.)


ได้กำหนดจัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยจัดให้มีการปฐมนิเทศ การอบรมผู้บรรพชาอุปสมบท และผู้ปฏิบัติธรรม ณ ดินแดนพุทธภูมิ แบ่งเป็นผู้บรรพชาอุปสมบท จำนวน ๔๒ คน ผู้ปฏิบัติธรรม จำนวน ๖๗ คน รวมทั้งหมดจำนวน ๑๐๙ คน ในวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๗ ต่อจากนั้น เดินทางไปบรรพชาสามเณร ณ ลานต้นพระศรีมหาโพธิ์ อุปสมบท ณ อุโบสถ วัดไทยพุทธคยา โดยกำหนดศึกษาปฏิบัติธรรม และนมัสการสังเวชนียสถาน ๔ ตำบล พร้อมศึกษาอบรมอยู่ ระหว่างวันที่ ๑๙ ถึงวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๗ ณ สาธารณรัฐอินเดีย และสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล...

ด้วยอานิสงค์ ที่ได้ทำมาดังกล่าว จึงทำให้ความฝันดังกล่าวกลายเป็นความจริง!!! , นี่คือ...ความอัศจรรย์ของชีวิตครับ




ถ่ายภาพ ณ วัดไทยกุสินารา ประเทศอินเดีย

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562

มิติของตัวชี้วัด

วันนี้ ได้มีการประชุมกับคณะทำงาน เพื่อพิจารณาตัวชี้วัด พร้อมรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกร่างนำเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาระบบราชของสำนักงานฯ

ในการยกร่างดังกล่าว จะต้องมีการพิจารณานำตัวชี้วัดแต่ละตัว นำไปจัดเป็นแต่ละมิติ จำนวน ๔ มิติื  ได้แก่

  มิติที่ ๑ : ด้านประสิทธิผลตามภารกิจ

มิติที่ ๒ : ด้านคุณภาพการให้บริการ

มิติที่ ๓ : ด้านประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ

มิติที่ ๔ : ด้านการพัฒนาองค์กร

การจัดเข้าในหมวดหมู่ของแต่ลมิตินั่น เราจะต้องยึดหลักการ หรือเกณฑ์อย่างไร บางครั้งทำให้การตัดสินใจเกิดความลังเล สงสัย

บางท่านก็บอกว่า ควรจะนำเกณฑ์การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการองค์กร (TQA) มาเป็นเกณฑ์เพื่อง่ายในการจัดเข้าในแต่ละมิติ เช่น

มิติที่ ๑ : ด้านประสิทธิผลเป็นเรื่องของการนำองค์กร และกลยุทธ (หมวดที่ ๑ และ ๒ )

มิติที่ ๒ :ด้านการคุณภาพการให้บริการ  เป็นเรื่องของลูกค้า (หมวด ๓)

มิติที่ ๓ :ด้านประสิทธิผล  เป็นเรื่องของการวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ (หมวด ๔) และการปฏิบัติการ (หมวด ๖)

มิติที่ ๔ :  ด้านการพัฒนาองค์กร  จะเป็นเรื่อง การพัฒนาบุคลากร (หมวด ๖) และระบบสารสนเทศ และ กาจัดการความรู้ (หมวด ๔)

บางท่านก็บอกว่า ดูตามผลลัพธ์ที่เกิดจากการกระทำ/ปฏิบัติหน้าที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องใด ก็จัดลงไปตามมิติที่เกี่ยวข้อง

บางท่านก็บอกว่า ตัวชี้วัดดังกล่าว วัดในเรื่องใด เรื่อง ระบบงาน ขั้นตอนการทำงาน การจัดทำแผน เป็นภารกิจหลักหรือไม่

หากเป็นเรื่องจัดทำแผน และเป็นงานภารกิจหลัก ก็จัดเข้าในมิติที่ ๑ ถ้าเป็นเรื่องปฏิบัติตามแผน/โครงการ ก็จะเป็นเรื่อง มิติที่ ๓ ด้านประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ

จึงขึ้นอยู่ว่าเราจะมองมุม/มิติใด หากเข้ามิติใด มิติหนึ่ง หรือหลายมิติ ควรจะจัดเข้ามิิที่มีความำคัญที่สุด เพราะจะมีผลต่อการคำนวณระดับคะแนนอีกด้วย

การจะจัดเข้ามิติใด จึงขึ้นอยู่ว่าจะมองในมุมใดเท่านั่น!!!

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2562

ข้อคิดดี ๆ ในปีใหม่

เพื่อนๆได้ส่งไลน์มาให้ เห็นว่าเป็นเนื้อหาที่ดี มีประโยชน์ จึงขออนุญาตบันทึกไว้ เพื่อให้ทุกท่านที่เข้ามาได้อ่าน และนำไปปฏิบัติ ขออนุโมทนาบุญกับผู้เขียนด้วยครับ


24 ข้อคิด ปีใหม่ เริ่มใหม่ ชีวิตใหม่
(พศิน อินทรวงค์)

***งานและเงิน***

1. เงินทองทรัพย์สิน เกิดจากการทำงาน หาเงินได้มากน้อย ขึ้นอยู่กับศักยภาพทางความคิด ผนวกกับความเพียร
ทำการงานใด ๆ จงรักในงาน มีวิริยะ ทำด้วยความเบิกบาน ตรวจสอบ วิจัยผลงานอยู่เสมอ จึงเกิดเป็นผลสำเร็จ อย่ามั่วตัดพ้อว่าเงินทองขาดมือ ขาดเงินในมือ เกิดจากสองมือขาดทักษะ เมื่อทักษะเพิ่มพูน โอกาสย่อมเพิ่มพูน เส้นทางที่ตีบตันย่อมเปิดกว้าง โชคชะตาไม่เกี่ยว ทุกสิ่งลิขิตได้ด้วยสองมือทำจริง

2. ปัญหาคือส่วนหนึ่งของการทำงาน งานอะไรหรือที่ไร้ปัญหา วิธีทำให้การงานไร้ปัญหา คือมองว่า ปัญหาไม่ใช่ปัญหา ปัญหามีไว้แก้ ไม่ได้มีไว้กลุ้ม

3. เลิกหาทางลัดเรื่องความสำเร็จ เพราะทางลัดมีแต่ในนิยายเท่านั้น กลับสู่โลกความจริง ทางตรงคือทางลัด ทางลัดคือทางอ้อม ความเหน็ดเหนื่อยคือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ความจริงข้อนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

4. อ่านหนังสือสัปดาห์ละ 2 เล่ม ไม่ใช่เรื่องยาก และใช้เวลาไม่นานอย่างที่คิด หนึ่งเดือนเราจะได้ความรู้จากหนังสือ 8 เล่ม หนึ่งปีเราจะได้อ่านหนังสือ 96 เล่ม สิบปีผ่านไป เราจะได้อ่านหนังสือ 960 เล่ม ขอให้จินตนาการดูว่า เมื่อถึงจุดนั้น เราจะเป็นผู้รอบรู้กว้างขวางแค่ไหน ขณะที่เรานั่ง นอน เล่น ลอยคอลอยชาย มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังขบเคี้ยวความรู้เป็นอาหารว่าง

5. การประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด ที่จริงทุกคนรู้อยู่แล้วว่าทำอย่างไร ทว่า คนส่วนมากเลือกตามใจกิเลส ท้อแท้ก็เลิก ขี้เกียจก็หยุด ไม่รู้ก็จบ นี่คือวิถีของคนจำนวนมาก พันคนไม่สนใจ ร้อยคนคิด สิบคนทำ เหลือเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่ทำจริง ต่อสู้ อดทน จนถึงฝั่งฝัน

6. จงช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผ่านการงานของเรา หากำไรแต่พอสมควร อย่าให้บ้าเงินทองถึงขั้นกัดกินเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง เมื่อร่ำรวยแล้ว จงทำตนเป็นสะพานให้คนรุ่นหลังได้ต่อยอด ข้ามฝั่ง แม้ยังไม่ถึงขั้นร่ำรวยมหาศาล เราก็มีสิ่งที่แบ่งปันได้เสมอ เวลาส่วนหนึ่งของชีวิตหมดไปด้วยการงาน จงอย่าแยกหนทางพัฒนาจิตใจออกจากการงาน เงินทองคือทางผ่าน แต่มิใช่เป้าหมาย ทำงานด้วยความเสียสละ ปลายทางจะพบกับคุณค่าแท้ของชีวิต

***ครอบครัวและความสัมพันธ์***

1. คนในครอบครัวคือคนใกล้ตัว เราเป็นอย่างไร เขาย่อมรู้ดี ไม่จำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์ คิดอย่างนี้ก็เป็นเหตุให้มีโอกาสตามใจตนเองสูง อยากพูดอะไรก็พูด อยากทำอะไรก็ทำ สิ่งนี้ควรแก้ไข ปรับปรุง ยิ่งอยู่ใกล้ ยิ่งต้องเกรงใจ เห็นใจ เข้าใจ มิใช่เอาความรักของเขามาเป็นเครื่องมือเห็นแก่ตัว พูดจากภาษาดอกไม้กับคนในครอบครัว คือสิ่งดีงามที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อหา

2. ปีหนึ่ง ๆ ควรหาเวลาออกไปท่องเที่ยว ท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับฐานะ มิใช่ท่องเที่ยวอย่างล้างผลาญเงินทอง ความสุขในครอบครัว ควรเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่สร้างความรู้สึกให้พิเศษ ให้พากันเห็นคุณค่าในสิ่งเรียบง่าย กอดกันบ้าง จูงมือกันบ้าง พูดจาชมเชยกันบ้าง บางครั้งอาจทำกับข้าว ใส่ปิ่นโต ไปกินที่สวนสาธารณะแบบง่าย ๆ ทั้งหมดเพียงใช้ความสร้างสรรค์ผสานด้วยความรัก แล้วความงดงามง่าย ๆ จะกำเนิดเกิดขึ้นภายใต้หลังคาบ้าน

3. หากครอบครัวใดมีปัญหาคาราคาซัง อย่าเพิ่งสิ้นหวัง ยิ่งอยู่กันนาน ปัญหายิ่งสะสมเป็นเรื่องธรรมดา ขอให้คิดเสียว่า ชีวิตคือเรื่องชั่วคราว ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ให้มาก แล้วเราจะใช้ทุกเวลานาทีอย่างมีคุณค่า ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ตาย ไม่พรากจากกัน คิดถึงความดีของกันและกันไว้มาก ๆ บางครั้ง ที่เขาทำอย่างนี้ เขาอาจไม่ตั้งใจ แต่เป็นเพราะเขาอ่อนแอเกินไปที่จะเอาชนะกิเลสชั่วร้ายของตนเอง ไม่เป็นไร จงเอาชนะกิเลสในใจของเราแทนเขา เป็นไปได้ไหม หากเขาใจร้อน เราก็จะใจเย็นให้มากกว่านี้ เป็นไปได้ไหม ที่เราจะเลิกสนใจการเปลี่ยนแปลงคนอื่น แต่เราจะมุ่งมั่น ฝึกฝน เปลี่ยนแปลงจิตใจของเราเอง เปลี่ยนตนเองเพราะเมตตาคนในครอบครัวของเรา มิใช่เพื่อเพื่อประชัดประชัน คิดให้ดี คำด่า คำว่า คำเดียวกัน มิใช่ทุกคนหรอกนะที่ฟังแล้วรู้สึกโกรธเคือง คนบางคน อาจเห็นความผิดพลาดของคนในครอบครัวเป็นเรื่องน่ารักก็ได้ อะไร ๆ จะดีกว่านี้แน่นอน หากเราขยับขยายพื้นที่ในใจของเราให้กว้างใหญ่ไพศาล

4. พากันคิดดี พูดดี ทำดี อย่าพากันนินทา โอ้อวด พากันไปสร้างกุศล ช่วยเหลือผู้คนเดือดร้อน อย่าเอาแต่พากันใช้ชีวิตหรูหรา ปรนเปรอตนเอง พากันกินใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น มิใช่กินใช้เพื่อสนองความอยาก บริโภคพอดี ๆ ประปา ไฟฟ้า น้ำมัน ดูเผิน ๆ เหมือนใช้เงินของเราซื้อ ซื้อมาแล้วจะทำอย่างไรก็ได้ แต่หากมองให้ลึก สิ่งเหล่านี้คือสมบัติโลก กิน ใช้ อะไร ๆ ให้นึกถึงลูกหลานร่วมโลกภายหน้า ยิ่งบริโภคมาก โลกยิ่งแตกเร็วขึ้น

5. ขอบคุณกันบ้าง ขอโทษ และให้อภัยกันบ้าง เห็นคุณงามความดีของกันและกันบ้าง ระลึกถึงวันดี ๆ ระหว่างกันและกันบ้าง แสดงความรักต่อกันและกันบ้าง คิดให้มาก ว่าวันหนึ่งเราต้องตายจากกัน มันจะดีกว่าไหม ถ้าเราจะอยู่ร่วมกันด้วยความรัก มิใช่ความเห็นแก่ตัว

6. รักเขาให้มากกว่านี้อีกหน่อย

***สุขภาพ และความเป็นอยู่***

1. ดีที่สุดคือการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ นอนอย่าดึกมากนัก นอนให้พอ ตื่นให้เช้า มีคนมากมายนอนตื่นสาย โดยที่ไม่รู้เลยว่า ชีวิตจะเปลี่ยนไปมากมายเมื่อตื่นให้เช้าขึ้น ตะวันขึ้น ตะวันตก สายลมพัดผ่าน เหล่านี้คือรหัสลับที่ธรรมชาติพยายามสื่อสารถึงหนทางที่ทำให้คนเรามีสุขภาพที่ดี

2. เรื่องกินเรื่องใหญ่ คนคิดเช่นนี้มักตายเพราะเป็นเบาหวานบ้าง ความดันบ้าง มะเร็งบ้าง กินอะไร กินมื้อไหน ให้กินแต่พอดี ๆ อย่ากินทิ้งกินขว้าง ให้รู้จักคุณค่าของอาหาร รู้จักขอบคุณกุ้ง หอย ปู ปลา มิใช่เพียงพูดว่า มันสดดีจัง เนื้อนิ่มมาก รสชาติหวานลิ้น กรุณาตระหนักถึงความหมายของชีวิตที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น เพราะนี่คือชีวิตที่สละเพื่อให้เรามีชีวิต หากไม่คิดอะไรเลย คำว่าอร่อยอาจพาเราดิ่งสู่นรก

3. บ้านช่อง ห้องหอ ควรปัดกว้างเช็ดถูกให้สะอาด สิ่งใดไม่ใช้แล้ว ให้นำไปบริจาค กอดไว้ หวงไว้รังแต่จะทำให้บ้านเป็นรังหนู รกทั้งบ้าน รกทั้งใจที่เป็นโรคขี้เหนียว จงซื้อหาข้าวของเครื่องใช้เท่าที่จำเป็น สิ่งใดไม่จำเป็นก็อย่าซื้อมา เหตุผลแรกคือเปลือง เหตุผลที่สองคือเราจะกลายเป็นโรคบ้าหอบฟาง

4. ต้นไม้ช่วยลดโลกร้อน ควรหาเวลาไปปลูก จงแสดงความเคารพและใส่ใจธรรมชาติ นี่มิใช่หน้าที่ของนักอนุรักษณ์ เพราะเราก็มีส่วนทำลายโลกเหมือนกันกับคนอื่น เราสร้างขยะ เราสร้างมลพิษ เราบริโภคทรัพยากร สิ่งเหล่านี้จึงอยู่ในความรับผิดชอบของเราโดยตรง

5. หากรักร่างกาย อยากให้ร่างกายแข็งแรงไปนาน ๆ ก็ออกกำลังกายบ้าง ทิ้งความขี้เกียจ และข้ออ้างไว้ในถังขยะแห่งการยอมรับ ถ้าดีกว่านั้น ก็ให้ไปตรวจสุขภาพประจำปี ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ก็หัดปลูกผัก ปลูกพริกกินเอง พึ่งพาตนเองเรื่องอาหารการกินให้มากที่สุด แล้วเราจะรู้ว่า บางครั้ง การหุงหาอาหารของคนโบราณ กับการยกระดับจิตใจ ก็เป็นเรื่องเดียวกัน

6. นานแค่ไหนแล้ว ที่เราไม่ได้ทำกับข้าวไปแจกเพื่อนบ้าน ลองทำดูสิ รู้สึกดีนะ

***การขัดเกลากิเลส และพัฒนาความเมตตา***

1. สิ่งสูงสุดของชีวิตคือความสุข แต่ความสุขจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากจิตใจของเราเต็มไปด้วยกิเลส กิเลสคือความโลภ โกรธ หลง หรือพูดง่าย ๆ ว่าความเห็นแก่ตัว การเอาตนเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล ในการใช้ชีวิต จงระลึกให้มาก ว่าเราเกิดมาเพื่อขัดเกลากิเลส มิใช่บำรุงกิเลส เมื่อไหร่ที่อยากได้ จงตรวจสอบตนเอง เมื่อไหร่ที่โกรธ เกลียด จงตรวจสอบตนเอง เมื่อไหร่ที่คิดเอาแต่ใจ เอาแต่ความรู้สึกของตน จงตรวจสอบตนเอง ความโกรธ ใครบ้างไม่รู้ว่าไม่ดี แต่ใครบ้างที่คิดลด ละ เลิก ด้วยเหตุนี้ คนมีความสุขแท้จึงมีเพียงหยิบมือ คนมีความทุกข์จึงล้นโลก คนรวยก็ทุกข์ คนจน ก็ทุกข์ ใคร ๆ ก็ทุกข์ได้ แต่คนหมดกิเลสไม่มีวันทุกข์ หนทางดับกิเลส กับหนทางแห่งความสุขเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อต้องความสุขแท้ แต่มัวไปหาความสุขเทียมแล้วมันจะพ้นทุกข์ไปได้อย่างไร

2. การขัดเกลากิเลสทำได้ทุกที มิต้องเข้าป่า เข้าวัด เข้าโบสถ์ ขอให้สังเกตใจตนให้ดี ขณะนี้ร้อนหนาวอย่างไร ขณะนี้ใจดี เบิกบาน หรือกำลังใจร้าย อึดอัด เราอยู่กับใจทุกวัน อยู่กับใจทุกที การดูใจ เห็นกิเลสจึงไม่เลือกที่เลือกเวลา โลกนี้มีกิจกรรมมากมาย แต่กิจกรรมที่ประเสริฐ และเป็นประโยชน์ที่สุด ไม่มีสิ่งใดเทียบเท่า การระลึกรู้เท่าทันกิเลสตน

3. ความคิดคือเครื่องนำทาง เป็นสิ่งเปี่ยมพลัง สิ่งที่มีอำนาจเหนือความคิดยังมีอยู่ คือสติ ความคิดคุมชีวิตเรา แต่สติควบคุมความคิดอีกชั้น หากเป็นไปได้ จงเรียนรู้ ฝึกฝน ฝึกเจริญสติให้เชี่ยวชาญ ชำนาญ แล้วชีวิตทุกมิติจะยกระดับขึ้นในคราวเดียว ทำสิ่งใดทั้งปวงในชีวิต เราใช้ตัวของของเราไปทำทั้งนั้น สตินี้เองคือศูนย์กลางแห่งชีวิต จุดไฟแห่งสติไว้กับตัว ชีวิตย่อมสว่างไสว

4. โลก มนุษย์ สรรพสัตว์ล้วนมีความสัมพันธ์โยงใยกัน ลูกเราอิ่มแล้ว ลูกคนอื่นยังหิวอยู่ ก็แบ่งปันให้เขากินบ้าง เราซื้อเสื้อสวย ๆ มาสามตัว ก็แบ่งให้เขาได้สวมใส่ซักหนึ่งตัว ค่าเทอมทั้งปีของเด็กกำพร้าตาดำ ๆ อาจซื้อแว่นตากันแดดอันใหม่ของเราไม่ได้ บำรุงบำเรอตนแต่พอสมควร เปิดตา มองฟ้า ดูโลกกว้าง โลกที่กว้างใหญ่ไปกว่ากะลาของแห่งอัตตาตัวตน มีเพื่อนมนุษย์มากมายกำลังอดยาก ลำบากกาย ชีวิตที่แท้ มิได้ออกแบบให้เราใช้เพื่อกอบโกยทุกอย่าง กินเองบ้าง แบ่งเขาบ้าง ทำเพื่อตนเองบ้าง ทำเพื่อคนอื่นบ้าง ความสมดุลชีวิตเช่นนี้ สิ่งนี้ควรฝึกให้เป็นนิสัย

5. แท้จริงแล้วทุกคนล้วนร่ำรวย บ้างรวยปัญญา บ้างรวยเงินทอง บ้างรวยพละกำลัง ร่ำรวยสิ่งใด จงให้สิ่งนั้น อย่าน้อย รอยยิ้ม กำลังใจ คำว่า อภัย เราให้กันได้ เพราะเป็นของไม่ต้องซื้อหา หัดชื่นชมผู้อื่นให้เป็นนิสัย มิใช่เอาแต่ติติง วิจารณ์ในทางเสียหาย สังคมเป็นอย่างไร มิใช่หน้าที่ของใครคนหนึ่ง เพราะสังคมคือภาพใหญ่ที่เราช่วยกันวาด เราเองก็มีพู่กันเหมือนเช่นคนทั้งโลก

6. เมตตาผู้อื่น เท่ากับเมตตาตนเอง
เมตตาคือรักแท้ คือความสุขแท้
จงมีเมตตาแด่ตนเองและเพื่อนมนุษย์
เป็น

วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2562

ไม่อยากทุกข์




มีเพื่อนส่งข้อความมาทางไลนด์ เกี่ยวกับวิธีการทำอย่างไร จะไม่ทุกข์ ซึ่งเป็นโอวาทของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 วิธีฝึก 8 อย่าง จะได้ไม่ "ทุกข์" 
เห็นว่ามีประโยชน์จึงได้บันทึกไว้ ขอขอบคุณผู้ที่นำมาเผยแพร่ครับ..

1. ฝึกมองตัวเองให้เล็กเข้าไว้  หมายความว่า จงเป็นคนตัวเล็ก อย่าเป็นคนตัวใหญ่ จงเป็นคนธรรมดา อย่าเป็นคนสำคัญ เวลามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา อย่าไปให้ความสำคัญกับตัวเองมากไป

2. ฝึกให้ตัวเองเป็นนักไม่สะสม หมายความว่า การสะสมอะไรสักอย่างนั้นเป็นภาระ ไม่มีอะไรที่เราสะสมแล้วไม่เป็นภาระยกเว้นความดี นอกนั้นล้วนเป็นภาระทั้งหมดไม่มากก็น้อย

3. ฝึกให้ตนเองเป็นคนสบายๆ หมายความว่า อย่าไปบ้ากับความสมบูรณ์แบบ เพราะความสมบูรณ์แบบมันไม่มีจริง มีแต่คนโง่เท่านั้นที่มองว่า ความสมบูรณ์แบบมีจริง

4. ฝึกให้ตัวเองเป็นคนนิ่งๆ หรือไม่ก็พูดในสิ่งที่ดีๆ หมายความว่า ถ้าอะไรไม่ดีก็อย่าไปพูดมากไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิด แต่ถ้ามันไม่ดี เป็นไปได้ก็ไม่ต้องพูด เพราะการพูด หรือวิจารณ์ในทางเสียหายนั้น มีแต่ทำให้จิตใจตนเองตกต่ำ และขุ่นมัว

5.  ฝึกให้ตัวเองรู้ธรรมชาติว่า อะไรๆ ก็ผ่านไปเสมอ หมายความว่า เวลามีความสุข ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความสุขมันก็ผ่านไป เวลามีความทุกข์ ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความทุกข์ก็ผ่านไป เวลามีสถานการณ์แย่ๆ เกิดขึ้น ก็ให้รู้ทันว่า เรื่องราวเหล่านี้ มันไม่ได้อยู่กับเราจนวันตาย

6. ฝึกให้ตัวเองเข้าใจเรื่อง ของการนินทา หมายความว่า เราเกิดมาก็ต้องรู้ตัวว่า เราต้องถูกนินทาแน่นอน ดังนั้น เมื่อถูกนินทาขอให้รู้ว่า "เรามาถูกทางแล้ว" แปลว่า เรายังมีตัวตนอยู่บนโลก คนที่ชอบเต้นแร้งเต้นกา กับคำนินทาก็คือคนไม่รู้เท่าทันโลก แม้แต่คนเป็นพ่อแม่ก็ยังนินทาลูก คนเป็นลูกก็ยังนินทาพ่อแม่ นับประสาอะไรกับคนอื่น ถ้าเราห้ามตัวเองไม่ให้นินทาคนอื่นได้เมื่อไหร่ ค่อยมาคิดว่า เราจะไม่ถูกนินทา

7. ฝึกให้ตัวเองพ้นไปจาก ความเป็นขี้ข้าของเงิน หมายความว่า เราต้องหัดพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ รถยนต์ใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน นาฬิกาใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน เสื้อผ้าใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน การที่คนเราจะเลิกเป็นขี้ข้าเงินได้ ต้องเริ่มจากการรู้จักเพียงพอก่อน เมื่อรู้จักพอแล้ว ก็ไม่ต้องหาเงินมาก เมื่อไม่ต้องหาเงินมาก ชีวิตก็มีโอกาสทำอะไรที่มากกว่าการหาเงิน

8. ฝึกให้ตัวเองเสียสละ และยอมเสียเปรียบ หมายความว่า การที่คนๆ หนึ่งยอมเสียเปรียบผู้อื่นบ้าง เป็นเรื่องจำเป็น ใครก็ตามที่บ้าความถูกต้อง บ้าเหตุบ้าผล ไม่ยอมเสียเปรียบอะไรเลย ไม่ช้า คนๆ นั้นก็จะเป็นบ้าสติแตก กลายเป็นคนที่ถูกทุกอย่างแต่ไม่มีความสุข เพราะต้องสู้รบกับคนรอบข้างเต็มไปหมดเพื่อความถูกต้องที่ตนเองยึดมั่นถือมั่น

ฺBig Data

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะทำงานเกี่ยวกับจัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศ (Big Data) เพื่อให้มีฐานข้อมูลรองรับในการปฏิบัติงานและการบริหารจัดการองค์กรของสำนักงานฯ ในปัจจุบันข้อมูลต่าง ๆ อยู่กระจัดกระจายตามสำนักงานฯต่าง ๆ ยากต่อการสืบค้นและนำมาใช้ในการบริหารจัดการองค์กร และเป็นข้อมูลในการตัดสินใจของผู้บริหาร

ในการประชุมดังกล่าว คณะทำงานฯให้แต่ละคนได้ให้ความคิดเห็นในการดำเนินการดังกล่าว แต่ปรากฎว่า องค์ความรู้เื่องดังกล่าวยังไม่เพียงพอ จึงได้แนะนำให้แต่ละคนได้ไปศึกษาและค้นคว้าองค์ความรู้ดังกล่าว เพื่อนำมาใช้ในการปฏิบัติงาน

การที่เราจะปฏิบัติงานด้านใด คนปฏิบัติจะต้องมีองค์ความรู้ในเรื่องดังกล่าวก่อน เพื่อเป็นหลักและแนวทางในการนำมาปฏิบัติ ส่วนองค์ความรู้จะถูกต้องหรือไม่ การนำองค์ความรู้ดะงกล่าวมาใช้ในการปฏิบัติงาน ก็จะทำให้เรามีความรู้ ความเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทำบ่อย ๆ ก็จะกลายเป็นความเชี่ยวชาญในที่สุด

Big Data คืออะไร เป็นคำถามแรกที่เราจะต้องหาให้เจอ มีประโยชน์อย่างไร มีขั้นตอนทำอย่างไรบ้าง และมีข้อมูลใดบ้างจะต้องนำมาใช้และจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลดังกล่าว

จากการสืบค้นพอจะได้คำตอบบ้าง โดยมีผู้รู้บางท่านบอกว่า...คือ Data ทุกอย่างที่มีอยู่ในบริษัทของคุณ ไล่ตั้งแต่ข้อมูลบริษัท ที่ไม่ว่าจะเก็บอยู่ในรูปแบบไหน ไปจนถึง URLs ที่คุณ Bookmarks เอาไว้ นั้นก็ Big Data ถ้าจะบอกว่า Big Data is all around ก็คงไม่ผิดนัก เพราะมันไม่ได้จำแนกแจกจ่ายว่าต้องเป็นข้อมูลผ่านการวิเคราะห์มาแล้วหรือไม่ คือขอแค่เป็นข้อมูล ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหน ประเภทอะไร ก็นับว่าเป็น Big Data ทั้งนั้น

ดังนั้นเราจึงกล่าวได้ว่า Big Data ก็คือข้อมูลทุกอย่างที่เรามีอยู่ในบริษัท ทั้งข้อมูลที่มีแหล่งที่มาจากภายในบริษัทเองและข้อมูลที่มาจากแหล่งที่มาภายนอกอย่าง Social medias ซึ่งทั้งหมดเป็นข้อมูลที่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้หรือก็คือ ข้อมูลดิบ นั้นเองทั้งนี้ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาวิเคราะห์ได้ด้วยวิธีการหลากหลายวิธีการ ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้งานด้านไหน ในปัจจุบันนิยมทำ Big Data Analysis เพื่อใช้ในการสำหรับการคาดการณ์เหตุการณ์

จากความหมายดังกล่าว จึงเป็นเรื่องยากที่เราจะจำกัดเนื้อหาได้ว่า แค่ไหน อย่างไร ในแต่ละองค์กรก็จะมีข้อมูลมากมายมหาศาล การจะนำข้อมูลดังกล่าวมาเป็นฐานข้อมูลใน Big Data หมด ก็คงจะเกิดปัญหา และเสียเวลาในการจัดเก็บ แต่ควรจะนำข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอยู่มาวิเคราะห์ถึงความจำเป็น และประโยชน์ที่จะนำมาใช้ในการปฏิบัติงาน การบริหารงาน การบริหารจัดการองค์กร ตลอดจนเป็นข้อมูลในการตัดสินใจของผู้บริหาร

ฐานข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน อาจจะแบ่งแยกออกเป็นแต่ละประเภท ได้แก่ ข้อมูลด้านบุคคล(Man) ด้านการเงิน (Many) ด้านการบริหารจัดการ(Manegerment) และด้านเครื่องมือ/อุปกรณ์ (Metherial) เป็นต้น

ข้อมูลด้านบุคคล ได้แก่ ข้อมูลด้านอัตรากำลัง การพัฒนาบุคคลากร การบริหารบุคคล การประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี การพัฒนาคุณภาพชีวิตจ สมรรถนะ และสวัสดิการต่าง ๆ 

ด้านการเงิน ได้แก่ ข้อมูลด้านงบประมาณ การใช้จ่ายตามแผนงาน/โครงการ การกำกับติดตามและประเมินผลการใช้งบประมาณ การเงิน การคลัง และการพัสดุ

ด้านบริหารจัดการ ได้แก่ การพัฒนากระบวนงาน การพัฒนาองค์กร การพัฒนาการให้บริการ การประชาสัมพันธ์ การตรวจราชการ การประเมินผลการปฏิบัติราชการประจำปี (ตัวชี้วัด)

ด้านเครื่องมือ/อุปกรณ์ ได้แก่ อาคารสถานที่ ยานพาหนะ ระบบสารสนเทศ  และเครื่องมือที่สนับการปฏิบัติงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอมพิวเตอร์ มือถือ เครื่อข่าย และช่องทางการประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ 

หากดูข้อมูลเท่าที่คิดได้ ก็จะมีฐานข้อมูลมหาศาล ทำให้การจัดเก็บค่อนข้างจะยาก แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลต่าง ๆ ดังกล่าว ได้มีหน่วยงานจัดเก็บไว้อยู่แล้ว แต่ไม่ยอมนำมาบูรณาการกัน ต่างคนต่างก็หวงข้อมูล กลัวข้อมูลจะรั่วไหล หรือกั๊ก เพื่อเก็บไว้เป็นของตนเอง ใครอยากได้ต้องขอมา จึงทำให้เกิดปัญหาในการนำมาใช้ นำมารวบรวมเป็นหมวดหมู่ กลายเป็นสมบัติของแต่ละสำนักงานไป

การจะมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่สมบูรณ์ จะต้องได้รับความร่วมมือ ร่วมใจจากหลายสำนักงาน และเจ้าหน้าที่จะต้องมีความรู้ความเข้าด้วยว่า มีข้อมูลดังกล่าวเพื่ออะไร จะนำมาใช้อย่างไร ใครจะเฌนคนนำไปใช้ และจำค้นหาข้อมูลได้จากที่ไหน และข้อมูลดังกล่าวถูกต้อง เที่ยวตรง เชื่อถือได้แก่ เป็นเรื่องที่น่าคิด !!!!

วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562

กลอนปีใหม่ 2562


สักวาปีใหม่ ของไทย ในปีหมู

ขอให้คนคู่ คนโสด จงสุขศรี

ขอกุศล ผลบุญ ค้ำชีวี

ให้สุขี มีสมหวัง ทุกครั้งไป
 ####################

จะเดินทาง ไปที่ใด ให้ปลอดโปร่ง

ให้ดูโค้งอันตราย อย่าหลับไหล

มีเพื่อนพ้อง มีบริวาร ทุกที่ไป

ให้เป็นใหญ่ เป็นผู้นำ ทุกการงาน

############################

มีเงินทอง บ้านช่อง ครองตำแหน่ง

ไปทุกแห่ง ก้าวไกล ทุกสถาน

มีลาภยศ สรรเสริญ ศฤงคาร

มีบริวารมากมาย ได้ปกครอง
#############################
ในปีใหม่ ๒๕๖๒ ของปีนี้

ขอทุกคน สามัคคี ศรนีสนอง

มีสุขกาย สุขใจ ดั่งสมปอง

โลกทั้งผอง สุขร่มเย็น ตลอดปี..เทอญ

อัศจรรย์ชีวิต (๑) : อยากเรียนมหาวิทยาลัย

ชีวิตของแต่ละคน มีเรื่องราวที่น่าจดจำมากน้อยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และตำนานที่เคยเล่าขานกันมา บางเรื่องราวอาจจะเป็นเรื่องที่น่าจดจำ ควรบันทึกไว้เป็นอนุสรณ์ เพื่อรำลึกถึงเรื่องราวดังกล่าวไว้ ให้ลูกหลานได้รับรู้และถือเป็นแบบอย่าง แต่บางเรื่องราวควรเป็นเรืองลับเฉพาะ ไม่น่าจะเก็บไว้ให้เป็นที่ซ้ำเติมแผลทางใจสำหรับตนเอง หรือใครบางคน ก็ควรให้เรื่องดังกล่าวล้มหายตายจากไปพร้อมกับสังขาร ที่ต้องกลับคืนสู่ธรรมชาติกลับกลายเป็นดิน น้ำ ลมและไฟไป

เรื่องราวที่จะบันทึกไว้นี้ ก็เช่นกัน บางคนอาจจะเห็นว่าไม่เห็นจะสำคัญอันใดเลย แต่บางคนอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ สมควรจะบันทึกไว้ ให้ลูกหลานได้รับทราบ และเป็นตำนานเล่าขานกันสืบต่อกันไปอีกยาวนาน แม้จะไม่มีใครเล่า แต่บันทึกน้ี้ก็คงจะฝากไว้ เผื่อใครบางคนเข้ามาอ่านก็จะได้ไตร่ตรอง เพื่อประเทืองปัญญาสืบไป

ในชีวิตของผู้เขียน มีห้วงชีวิตหนึ่ง มีความปรารถนายากจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ของจังหวัดเชียงและภูมิภาคเหนือตอนบน นักเรียนส่วนมากใฝ่ฝันและมุ่งมั่นที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยดังกล่าว

ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๒๐ - ๒๕๒๓ ได้มีโอกาสเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงเรียนราษฎร์  ได้เข้าเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ (ม.ศ..๔) โดยเลือกเรียนโปรแกรม ศิลป์ - คณิตศาสตร์  ซึ่งในสมัยนั้น นักเรียนส่วนมาก จะเรียนโปรแกรมวิทย์- คณิต กัน เพราะโปรแกรมดังกล่าว สามารถเอ็นทรานส์เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยดัง ๆ  และคณะที่มีชื่อเสียงได้

แต่ผู้เขียนไม่ชอบคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จึงหันไปเรียนโปรแกรมศิลป์- คณิต เพราะโรงเรียนแห่งนี้มีแค ๒ หลักสูตรนี้เท่านั่น ไม่สามารถจะไปเรียนโปรแกรมอื่น ๆ ได้ จำเป็นต้องเลือกโปรแกรมดังกล่าว ผลการเรียนแทบจะเอาตัวไม่รอดเช่นกัน เนื่องจากเอาเวลาไปทำกิจกรรมเสียมาก เป้นทั้งตำแหน่งเลขาประธานนักเรียน เวลาเรียนจึงหายไปกับการจัดกิจกรรมของโรงเรียน

เพื่อน ๆ ที่เรียนด้วยกัน ต่างกันใฝ่ฝันไม่เหมือนกัน บางคนฝันอยากเป็นปลัดอำเภอ เป็นสาธารณสุข ครู ตำรวจ ทหาร และป่าไม้

ถามว่าไม่มีใครอยากฝันไปเรียนแพทย์ พยาบาล หรือวิศวะมั่งหรือ? คงไม่มีใครกล้าใฝ่ฝัน เพราะคณะเหล่านี้นักเรียนจากโรงเรียนเอกชนชื่อดังไม่ว่าจะเป็นมงฟอร์ต หรือโรงเรียนดัง ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ กวาดไปเรียบ นอกจากนี้ยังมีนักเรียนจากกรุงเทพมหานคร มาสอบแข่งขันอีกเพรียบ เพราะใครๆ ก็อยากมาเข้าเรียนที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองสวยงามและน่าอยู่

ผู้เขียนเองก็ใฝ่ฝันอยากเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เช่นกัน ซึ่งในสมัยนั่น ก็อยากจะไปเรียนสายนักปกครอง อยากเป็นปลัดอำเภอ กับเขา แต่เมื่อมามองดูฐานะ และความสามารถในการเรียนแล้ว ไปไม่รอด แคจะเอ็นทรานส์ให้ติดก็แสนยาก ซึ่งในรุ่นเดียวกัน มีจำนวน ๑ คน ที่สามารถสอบเข้าได้ในคณะดังกล่าว ...ความฝันดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่างแน่แท้...!!!

หลังจากเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ ๕ (ม.ศ.๕)แล้ว ต่างคนก็แยกย้ายกันไปทำงาน คนที่มีทุนเรียนก็ไปเรียนต่อมหาวิทยลัยรามคำแหง ไปสอบเข้าโรงเรียนพลตำรวจ เป็นเจ้าหน้าที่ดิน เจ้าหน้าที่ศาล และเจ้าหน้าที่เรือนจำ ผู้เขียนเองก็หันเหมาสมัครสอบเข้ารับราชการดีกว่า จะไปเรียนต่อก็ไม่มีเงินทุน

ในสมัยนั่นการสอบเข้ารับราชการ วำนักงาน ก.พ จะมอบหมายให้จังหวัดต่าง ๆ เป็นผู้จัดสอบแข่งขันเข้ารับราชการเอง เพื่อน ๆ ที่จบด้วยกัน ก็แยกย้ายไปสมัครกันตามจังหวัดต่าง ๆ ในภาคเหนือตอนบน บางคนก็ไปเรียนต่อวิทยาลัยครูก็มี

ผู้เขียนก็ไปสมัครสอบ เพื่อแข่งขันเข้ารับราชการในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ดิน ของสนามสอบจังหวัดเชียงใหม่ และเจ้าหน้าที่ธุรการ ของสนามสอบจังหวัดลำปาง ซึ่งมีเพื่อนไปสอบด้วยกันจำนวนมาก ปรากฎว่า ที่สนามสอบจังหวัดเชียงใหม่ มีผู้เขียนสอบติดเพียงคนเดียว ส่วนสนามสอบจังหวัดลำปาง มีผู้เขียนและเพื่อนสอบติดรวม ๒ คน...เรื่องจริง ไม่ได้โม้!!!

ต่อมาอีก ๓๕ ปี ไม่น่าเชื่อว่า ความหวังที่เคยฝันไว้เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๙ จนถึงปี พ.ศ.๒๕๕๗ จะทำให้ความฝันนั่นกลายเป็นความจริง กล่าวคือ ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ที่คณะศิลปฯของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน กับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการผลิตและพัฒนาบุคคลากรของสำนักงานฯ ทำให้ผู้เขียนสำเร็จปริญญาวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต (วท.ม.) และเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียบร้อยแล้ว

ใครจะคิดว่า...ความฝันจะกลายเป็นจริง ครับ !!! นี่คือ... ความอ้ศจรรย์ของชีวิตของผม





คณะทำงานBig Data

วันนี้ ( ๒ มกราคม ๒๕๖๒) มาทำงานวันแรก เพื่อเป็นการเปิดศักราชใหม่ในการทำงาน ได้เชิญคณะทำงาน Big Data ประชุมหารือเกี่ยวกับงานที่จะดำเนินการในรอบปี พ.ศ.๒๕๖๒





สืบเนื่องมาจากการประชุมประจำเดือนของ สพร.ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้มีคณะทำงาน Big Data ขึ้นเพื่อดำเนินการตามแผนปฏิรูปองค์การสำนักงานอัยการสูงสุด ปี พ.ศ.๒๕๖๒ โดยมีเป้าหมายคือ ให้ไดข้อมูลสารสนเทศที่จำเป็นในการบริหารจัดการองค์กรสำนักงานอัยการสูงสุด



ที่ประชุมได้พิจารณาข้อมูลที่จำเป็น พอจะแยกได้เช่น ข้อมูลด้านบุคลากร ด้านคดี ด้านการเงิน ด้านกระบวนงาน ด้านโครงสร้างและอัตรากำลัง ด้านอาคารสถานที่ ด้านบริหารจัดการ เป็นต้น ส่วนรายละเอียด ได้มอบหมายให้คณะทำงานฯไปดำเนินการ

นอกจากนี้ได้มีการมอบหมายให้คณะทำงานแต่ละด้าน ได้แก่ด้านเลขานุการ ด้านการตรวจสอบฐานข้อมูลสารสนเทศที่มีอยู่ในปัจจุบัน ฐานข้อมูลของหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาวิเคราะห์และประเมินผล ควรแยกข้อมูลและประเภทข้อมูลด้วยว่า มีข้อมูลด้านใด ใช้ประโยชน์อย่างไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ค้นหาจากที่ใดและ จำเป็นต้องใช้หรือไม่



ในที่ประชุม ได้กำหนดการจัดทำปฏิทินการปฏิบัติงานฯ เพื่อให้ทราบระยะเวลาการดำเนินงาน โดยกำหนดช่วงระยะเวลาในการทำงานแต่ละขั้นตอน โดยแยกได้ ดังนี้

ขั้นตอนที่ ๑ : .คณะทำงานสำรวจขข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน แยกประเภทข้อมูล

ขั้นตอนที่ ๒ : แนวทางในการตั้งคณะทำงานฯ เพื่อขับเคลื่อนตามแผนปฏิรูปองค์การสำนักงานอัยการสูงสุด

ขั้นตอนที่ ๓ : การจัดประชุมคณะทำงานฯ เพื่อมอบหมายงาน และวิเคราะห์ข้อมูล ประเภทข้อมูล ประโยชน์ในการนำมาใช้ และความจำเป็นของข้อมูล

ขั้นตอนที่ ๔ : สรุปผลสำรวจ วิเคราะ์และการประเมินข้อมูลสารสนเทศ

ขั้นตอนที่ ๕ : รายงานผลการสำรวจข้อมูล ประเภทข้อมูล ความจำเป็นและโยชน์ในการใช้ข้อมูล เสนอให้ความเห็นชอบจากผู้บริหารระดับสูง

ในที่ประชุมได้มีการมอบหมายให้คณะทำงานฯไปดำเนินการดังนี้

๑.ให้สืบค้นองค์ความรู้เกี่ยวกับ Big Data

๒.ให้สำรวจฐานข้อมูล ประเภทข้อมูลที่อยู่ในปัจจุบัน และของหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

๓. ให้สำรวจระบบฐานข้อมูลที่จะนำมาใช้มีระบบใดบ้าง และระบบใดที่เหมาะสมกับสำนักงาน

๔.กำหนดแนวทางในการจัดตั้งคณะทำงาานฯ มีองค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

และที่ประชุมได้กำหนดใหมีการประชุมติดตามความก้าวหน้าทุกวันพุธของทุกสัปดาห์ หากวันพุธใดตรงกับการประชุมอื่น ให้เลื่อนไปประชุมในวันถัดไป หากวัดถัดไปไม่ว่าง ให้เลื่อนไปประชุมในวันพุธถัดไป

หวังว่าการประชุมคณะทำงานฯในครั้งจะทำให้ได้เห็นแนวทางและขั้นตอนในการทำงานขึ้นบ้าง และอย่างน้อยยังทำให้แต่ละคนได้รับทราบและแสดงความคิดเห็นในการทำงานในครั้งนี้

....บนเส้นทางทุกเส้น หากไม่มีการก้าวเดิน เส้นทางนั่นย่อมจะไม่มีเส้นทาง...

ศรีกรม
 ๒ มกราคม ๒๕๖๒