วันนี้ ได้มีการประชุมกับคณะทำงาน เพื่อพิจารณาตัวชี้วัด พร้อมรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกร่างนำเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาระบบราชของสำนักงานฯ
ในการยกร่างดังกล่าว จะต้องมีการพิจารณานำตัวชี้วัดแต่ละตัว นำไปจัดเป็นแต่ละมิติ จำนวน ๔ มิติื ได้แก่
มิติที่ ๑ : ด้านประสิทธิผลตามภารกิจ
มิติที่ ๒ : ด้านคุณภาพการให้บริการ
มิติที่ ๓ : ด้านประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ
มิติที่ ๔ : ด้านการพัฒนาองค์กร
การจัดเข้าในหมวดหมู่ของแต่ลมิตินั่น เราจะต้องยึดหลักการ หรือเกณฑ์อย่างไร บางครั้งทำให้การตัดสินใจเกิดความลังเล สงสัย
บางท่านก็บอกว่า ควรจะนำเกณฑ์การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการองค์กร (TQA) มาเป็นเกณฑ์เพื่อง่ายในการจัดเข้าในแต่ละมิติ เช่น
มิติที่ ๑ : ด้านประสิทธิผลเป็นเรื่องของการนำองค์กร และกลยุทธ (หมวดที่ ๑ และ ๒ )
มิติที่ ๒ :ด้านการคุณภาพการให้บริการ เป็นเรื่องของลูกค้า (หมวด ๓)
มิติที่ ๓ :ด้านประสิทธิผล เป็นเรื่องของการวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ (หมวด ๔) และการปฏิบัติการ (หมวด ๖)
มิติที่ ๔ : ด้านการพัฒนาองค์กร จะเป็นเรื่อง การพัฒนาบุคลากร (หมวด ๖) และระบบสารสนเทศ และ กาจัดการความรู้ (หมวด ๔)
บางท่านก็บอกว่า ดูตามผลลัพธ์ที่เกิดจากการกระทำ/ปฏิบัติหน้าที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องใด ก็จัดลงไปตามมิติที่เกี่ยวข้อง
บางท่านก็บอกว่า ตัวชี้วัดดังกล่าว วัดในเรื่องใด เรื่อง ระบบงาน ขั้นตอนการทำงาน การจัดทำแผน เป็นภารกิจหลักหรือไม่
หากเป็นเรื่องจัดทำแผน และเป็นงานภารกิจหลัก ก็จัดเข้าในมิติที่ ๑ ถ้าเป็นเรื่องปฏิบัติตามแผน/โครงการ ก็จะเป็นเรื่อง มิติที่ ๓ ด้านประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ
จึงขึ้นอยู่ว่าเราจะมองมุม/มิติใด หากเข้ามิติใด มิติหนึ่ง หรือหลายมิติ ควรจะจัดเข้ามิิที่มีความำคัญที่สุด เพราะจะมีผลต่อการคำนวณระดับคะแนนอีกด้วย
การจะจัดเข้ามิติใด จึงขึ้นอยู่ว่าจะมองในมุมใดเท่านั่น!!!
วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562
วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2562
ข้อคิดดี ๆ ในปีใหม่
เพื่อนๆได้ส่งไลน์มาให้ เห็นว่าเป็นเนื้อหาที่ดี มีประโยชน์ จึงขออนุญาตบันทึกไว้ เพื่อให้ทุกท่านที่เข้ามาได้อ่าน และนำไปปฏิบัติ ขออนุโมทนาบุญกับผู้เขียนด้วยครับ
24 ข้อคิด ปีใหม่ เริ่มใหม่ ชีวิตใหม่
(พศิน อินทรวงค์)
***งานและเงิน***
1. เงินทองทรัพย์สิน เกิดจากการทำงาน หาเงินได้มากน้อย ขึ้นอยู่กับศักยภาพทางความคิด ผนวกกับความเพียร
ทำการงานใด ๆ จงรักในงาน มีวิริยะ ทำด้วยความเบิกบาน ตรวจสอบ วิจัยผลงานอยู่เสมอ จึงเกิดเป็นผลสำเร็จ อย่ามั่วตัดพ้อว่าเงินทองขาดมือ ขาดเงินในมือ เกิดจากสองมือขาดทักษะ เมื่อทักษะเพิ่มพูน โอกาสย่อมเพิ่มพูน เส้นทางที่ตีบตันย่อมเปิดกว้าง โชคชะตาไม่เกี่ยว ทุกสิ่งลิขิตได้ด้วยสองมือทำจริง
2. ปัญหาคือส่วนหนึ่งของการทำงาน งานอะไรหรือที่ไร้ปัญหา วิธีทำให้การงานไร้ปัญหา คือมองว่า ปัญหาไม่ใช่ปัญหา ปัญหามีไว้แก้ ไม่ได้มีไว้กลุ้ม
3. เลิกหาทางลัดเรื่องความสำเร็จ เพราะทางลัดมีแต่ในนิยายเท่านั้น กลับสู่โลกความจริง ทางตรงคือทางลัด ทางลัดคือทางอ้อม ความเหน็ดเหนื่อยคือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ความจริงข้อนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
4. อ่านหนังสือสัปดาห์ละ 2 เล่ม ไม่ใช่เรื่องยาก และใช้เวลาไม่นานอย่างที่คิด หนึ่งเดือนเราจะได้ความรู้จากหนังสือ 8 เล่ม หนึ่งปีเราจะได้อ่านหนังสือ 96 เล่ม สิบปีผ่านไป เราจะได้อ่านหนังสือ 960 เล่ม ขอให้จินตนาการดูว่า เมื่อถึงจุดนั้น เราจะเป็นผู้รอบรู้กว้างขวางแค่ไหน ขณะที่เรานั่ง นอน เล่น ลอยคอลอยชาย มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังขบเคี้ยวความรู้เป็นอาหารว่าง
5. การประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด ที่จริงทุกคนรู้อยู่แล้วว่าทำอย่างไร ทว่า คนส่วนมากเลือกตามใจกิเลส ท้อแท้ก็เลิก ขี้เกียจก็หยุด ไม่รู้ก็จบ นี่คือวิถีของคนจำนวนมาก พันคนไม่สนใจ ร้อยคนคิด สิบคนทำ เหลือเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่ทำจริง ต่อสู้ อดทน จนถึงฝั่งฝัน
6. จงช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผ่านการงานของเรา หากำไรแต่พอสมควร อย่าให้บ้าเงินทองถึงขั้นกัดกินเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง เมื่อร่ำรวยแล้ว จงทำตนเป็นสะพานให้คนรุ่นหลังได้ต่อยอด ข้ามฝั่ง แม้ยังไม่ถึงขั้นร่ำรวยมหาศาล เราก็มีสิ่งที่แบ่งปันได้เสมอ เวลาส่วนหนึ่งของชีวิตหมดไปด้วยการงาน จงอย่าแยกหนทางพัฒนาจิตใจออกจากการงาน เงินทองคือทางผ่าน แต่มิใช่เป้าหมาย ทำงานด้วยความเสียสละ ปลายทางจะพบกับคุณค่าแท้ของชีวิต
***ครอบครัวและความสัมพันธ์***
1. คนในครอบครัวคือคนใกล้ตัว เราเป็นอย่างไร เขาย่อมรู้ดี ไม่จำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์ คิดอย่างนี้ก็เป็นเหตุให้มีโอกาสตามใจตนเองสูง อยากพูดอะไรก็พูด อยากทำอะไรก็ทำ สิ่งนี้ควรแก้ไข ปรับปรุง ยิ่งอยู่ใกล้ ยิ่งต้องเกรงใจ เห็นใจ เข้าใจ มิใช่เอาความรักของเขามาเป็นเครื่องมือเห็นแก่ตัว พูดจากภาษาดอกไม้กับคนในครอบครัว คือสิ่งดีงามที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อหา
2. ปีหนึ่ง ๆ ควรหาเวลาออกไปท่องเที่ยว ท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับฐานะ มิใช่ท่องเที่ยวอย่างล้างผลาญเงินทอง ความสุขในครอบครัว ควรเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่สร้างความรู้สึกให้พิเศษ ให้พากันเห็นคุณค่าในสิ่งเรียบง่าย กอดกันบ้าง จูงมือกันบ้าง พูดจาชมเชยกันบ้าง บางครั้งอาจทำกับข้าว ใส่ปิ่นโต ไปกินที่สวนสาธารณะแบบง่าย ๆ ทั้งหมดเพียงใช้ความสร้างสรรค์ผสานด้วยความรัก แล้วความงดงามง่าย ๆ จะกำเนิดเกิดขึ้นภายใต้หลังคาบ้าน
3. หากครอบครัวใดมีปัญหาคาราคาซัง อย่าเพิ่งสิ้นหวัง ยิ่งอยู่กันนาน ปัญหายิ่งสะสมเป็นเรื่องธรรมดา ขอให้คิดเสียว่า ชีวิตคือเรื่องชั่วคราว ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ให้มาก แล้วเราจะใช้ทุกเวลานาทีอย่างมีคุณค่า ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ตาย ไม่พรากจากกัน คิดถึงความดีของกันและกันไว้มาก ๆ บางครั้ง ที่เขาทำอย่างนี้ เขาอาจไม่ตั้งใจ แต่เป็นเพราะเขาอ่อนแอเกินไปที่จะเอาชนะกิเลสชั่วร้ายของตนเอง ไม่เป็นไร จงเอาชนะกิเลสในใจของเราแทนเขา เป็นไปได้ไหม หากเขาใจร้อน เราก็จะใจเย็นให้มากกว่านี้ เป็นไปได้ไหม ที่เราจะเลิกสนใจการเปลี่ยนแปลงคนอื่น แต่เราจะมุ่งมั่น ฝึกฝน เปลี่ยนแปลงจิตใจของเราเอง เปลี่ยนตนเองเพราะเมตตาคนในครอบครัวของเรา มิใช่เพื่อเพื่อประชัดประชัน คิดให้ดี คำด่า คำว่า คำเดียวกัน มิใช่ทุกคนหรอกนะที่ฟังแล้วรู้สึกโกรธเคือง คนบางคน อาจเห็นความผิดพลาดของคนในครอบครัวเป็นเรื่องน่ารักก็ได้ อะไร ๆ จะดีกว่านี้แน่นอน หากเราขยับขยายพื้นที่ในใจของเราให้กว้างใหญ่ไพศาล
4. พากันคิดดี พูดดี ทำดี อย่าพากันนินทา โอ้อวด พากันไปสร้างกุศล ช่วยเหลือผู้คนเดือดร้อน อย่าเอาแต่พากันใช้ชีวิตหรูหรา ปรนเปรอตนเอง พากันกินใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น มิใช่กินใช้เพื่อสนองความอยาก บริโภคพอดี ๆ ประปา ไฟฟ้า น้ำมัน ดูเผิน ๆ เหมือนใช้เงินของเราซื้อ ซื้อมาแล้วจะทำอย่างไรก็ได้ แต่หากมองให้ลึก สิ่งเหล่านี้คือสมบัติโลก กิน ใช้ อะไร ๆ ให้นึกถึงลูกหลานร่วมโลกภายหน้า ยิ่งบริโภคมาก โลกยิ่งแตกเร็วขึ้น
5. ขอบคุณกันบ้าง ขอโทษ และให้อภัยกันบ้าง เห็นคุณงามความดีของกันและกันบ้าง ระลึกถึงวันดี ๆ ระหว่างกันและกันบ้าง แสดงความรักต่อกันและกันบ้าง คิดให้มาก ว่าวันหนึ่งเราต้องตายจากกัน มันจะดีกว่าไหม ถ้าเราจะอยู่ร่วมกันด้วยความรัก มิใช่ความเห็นแก่ตัว
6. รักเขาให้มากกว่านี้อีกหน่อย
***สุขภาพ และความเป็นอยู่***
1. ดีที่สุดคือการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ นอนอย่าดึกมากนัก นอนให้พอ ตื่นให้เช้า มีคนมากมายนอนตื่นสาย โดยที่ไม่รู้เลยว่า ชีวิตจะเปลี่ยนไปมากมายเมื่อตื่นให้เช้าขึ้น ตะวันขึ้น ตะวันตก สายลมพัดผ่าน เหล่านี้คือรหัสลับที่ธรรมชาติพยายามสื่อสารถึงหนทางที่ทำให้คนเรามีสุขภาพที่ดี
2. เรื่องกินเรื่องใหญ่ คนคิดเช่นนี้มักตายเพราะเป็นเบาหวานบ้าง ความดันบ้าง มะเร็งบ้าง กินอะไร กินมื้อไหน ให้กินแต่พอดี ๆ อย่ากินทิ้งกินขว้าง ให้รู้จักคุณค่าของอาหาร รู้จักขอบคุณกุ้ง หอย ปู ปลา มิใช่เพียงพูดว่า มันสดดีจัง เนื้อนิ่มมาก รสชาติหวานลิ้น กรุณาตระหนักถึงความหมายของชีวิตที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น เพราะนี่คือชีวิตที่สละเพื่อให้เรามีชีวิต หากไม่คิดอะไรเลย คำว่าอร่อยอาจพาเราดิ่งสู่นรก
3. บ้านช่อง ห้องหอ ควรปัดกว้างเช็ดถูกให้สะอาด สิ่งใดไม่ใช้แล้ว ให้นำไปบริจาค กอดไว้ หวงไว้รังแต่จะทำให้บ้านเป็นรังหนู รกทั้งบ้าน รกทั้งใจที่เป็นโรคขี้เหนียว จงซื้อหาข้าวของเครื่องใช้เท่าที่จำเป็น สิ่งใดไม่จำเป็นก็อย่าซื้อมา เหตุผลแรกคือเปลือง เหตุผลที่สองคือเราจะกลายเป็นโรคบ้าหอบฟาง
4. ต้นไม้ช่วยลดโลกร้อน ควรหาเวลาไปปลูก จงแสดงความเคารพและใส่ใจธรรมชาติ นี่มิใช่หน้าที่ของนักอนุรักษณ์ เพราะเราก็มีส่วนทำลายโลกเหมือนกันกับคนอื่น เราสร้างขยะ เราสร้างมลพิษ เราบริโภคทรัพยากร สิ่งเหล่านี้จึงอยู่ในความรับผิดชอบของเราโดยตรง
5. หากรักร่างกาย อยากให้ร่างกายแข็งแรงไปนาน ๆ ก็ออกกำลังกายบ้าง ทิ้งความขี้เกียจ และข้ออ้างไว้ในถังขยะแห่งการยอมรับ ถ้าดีกว่านั้น ก็ให้ไปตรวจสุขภาพประจำปี ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ก็หัดปลูกผัก ปลูกพริกกินเอง พึ่งพาตนเองเรื่องอาหารการกินให้มากที่สุด แล้วเราจะรู้ว่า บางครั้ง การหุงหาอาหารของคนโบราณ กับการยกระดับจิตใจ ก็เป็นเรื่องเดียวกัน
6. นานแค่ไหนแล้ว ที่เราไม่ได้ทำกับข้าวไปแจกเพื่อนบ้าน ลองทำดูสิ รู้สึกดีนะ
***การขัดเกลากิเลส และพัฒนาความเมตตา***
1. สิ่งสูงสุดของชีวิตคือความสุข แต่ความสุขจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากจิตใจของเราเต็มไปด้วยกิเลส กิเลสคือความโลภ โกรธ หลง หรือพูดง่าย ๆ ว่าความเห็นแก่ตัว การเอาตนเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล ในการใช้ชีวิต จงระลึกให้มาก ว่าเราเกิดมาเพื่อขัดเกลากิเลส มิใช่บำรุงกิเลส เมื่อไหร่ที่อยากได้ จงตรวจสอบตนเอง เมื่อไหร่ที่โกรธ เกลียด จงตรวจสอบตนเอง เมื่อไหร่ที่คิดเอาแต่ใจ เอาแต่ความรู้สึกของตน จงตรวจสอบตนเอง ความโกรธ ใครบ้างไม่รู้ว่าไม่ดี แต่ใครบ้างที่คิดลด ละ เลิก ด้วยเหตุนี้ คนมีความสุขแท้จึงมีเพียงหยิบมือ คนมีความทุกข์จึงล้นโลก คนรวยก็ทุกข์ คนจน ก็ทุกข์ ใคร ๆ ก็ทุกข์ได้ แต่คนหมดกิเลสไม่มีวันทุกข์ หนทางดับกิเลส กับหนทางแห่งความสุขเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อต้องความสุขแท้ แต่มัวไปหาความสุขเทียมแล้วมันจะพ้นทุกข์ไปได้อย่างไร
2. การขัดเกลากิเลสทำได้ทุกที มิต้องเข้าป่า เข้าวัด เข้าโบสถ์ ขอให้สังเกตใจตนให้ดี ขณะนี้ร้อนหนาวอย่างไร ขณะนี้ใจดี เบิกบาน หรือกำลังใจร้าย อึดอัด เราอยู่กับใจทุกวัน อยู่กับใจทุกที การดูใจ เห็นกิเลสจึงไม่เลือกที่เลือกเวลา โลกนี้มีกิจกรรมมากมาย แต่กิจกรรมที่ประเสริฐ และเป็นประโยชน์ที่สุด ไม่มีสิ่งใดเทียบเท่า การระลึกรู้เท่าทันกิเลสตน
3. ความคิดคือเครื่องนำทาง เป็นสิ่งเปี่ยมพลัง สิ่งที่มีอำนาจเหนือความคิดยังมีอยู่ คือสติ ความคิดคุมชีวิตเรา แต่สติควบคุมความคิดอีกชั้น หากเป็นไปได้ จงเรียนรู้ ฝึกฝน ฝึกเจริญสติให้เชี่ยวชาญ ชำนาญ แล้วชีวิตทุกมิติจะยกระดับขึ้นในคราวเดียว ทำสิ่งใดทั้งปวงในชีวิต เราใช้ตัวของของเราไปทำทั้งนั้น สตินี้เองคือศูนย์กลางแห่งชีวิต จุดไฟแห่งสติไว้กับตัว ชีวิตย่อมสว่างไสว
4. โลก มนุษย์ สรรพสัตว์ล้วนมีความสัมพันธ์โยงใยกัน ลูกเราอิ่มแล้ว ลูกคนอื่นยังหิวอยู่ ก็แบ่งปันให้เขากินบ้าง เราซื้อเสื้อสวย ๆ มาสามตัว ก็แบ่งให้เขาได้สวมใส่ซักหนึ่งตัว ค่าเทอมทั้งปีของเด็กกำพร้าตาดำ ๆ อาจซื้อแว่นตากันแดดอันใหม่ของเราไม่ได้ บำรุงบำเรอตนแต่พอสมควร เปิดตา มองฟ้า ดูโลกกว้าง โลกที่กว้างใหญ่ไปกว่ากะลาของแห่งอัตตาตัวตน มีเพื่อนมนุษย์มากมายกำลังอดยาก ลำบากกาย ชีวิตที่แท้ มิได้ออกแบบให้เราใช้เพื่อกอบโกยทุกอย่าง กินเองบ้าง แบ่งเขาบ้าง ทำเพื่อตนเองบ้าง ทำเพื่อคนอื่นบ้าง ความสมดุลชีวิตเช่นนี้ สิ่งนี้ควรฝึกให้เป็นนิสัย
5. แท้จริงแล้วทุกคนล้วนร่ำรวย บ้างรวยปัญญา บ้างรวยเงินทอง บ้างรวยพละกำลัง ร่ำรวยสิ่งใด จงให้สิ่งนั้น อย่าน้อย รอยยิ้ม กำลังใจ คำว่า อภัย เราให้กันได้ เพราะเป็นของไม่ต้องซื้อหา หัดชื่นชมผู้อื่นให้เป็นนิสัย มิใช่เอาแต่ติติง วิจารณ์ในทางเสียหาย สังคมเป็นอย่างไร มิใช่หน้าที่ของใครคนหนึ่ง เพราะสังคมคือภาพใหญ่ที่เราช่วยกันวาด เราเองก็มีพู่กันเหมือนเช่นคนทั้งโลก
6. เมตตาผู้อื่น เท่ากับเมตตาตนเอง
เมตตาคือรักแท้ คือความสุขแท้
จงมีเมตตาแด่ตนเองและเพื่อนมนุษย์
เป็น
24 ข้อคิด ปีใหม่ เริ่มใหม่ ชีวิตใหม่
(พศิน อินทรวงค์)
***งานและเงิน***
1. เงินทองทรัพย์สิน เกิดจากการทำงาน หาเงินได้มากน้อย ขึ้นอยู่กับศักยภาพทางความคิด ผนวกกับความเพียร
ทำการงานใด ๆ จงรักในงาน มีวิริยะ ทำด้วยความเบิกบาน ตรวจสอบ วิจัยผลงานอยู่เสมอ จึงเกิดเป็นผลสำเร็จ อย่ามั่วตัดพ้อว่าเงินทองขาดมือ ขาดเงินในมือ เกิดจากสองมือขาดทักษะ เมื่อทักษะเพิ่มพูน โอกาสย่อมเพิ่มพูน เส้นทางที่ตีบตันย่อมเปิดกว้าง โชคชะตาไม่เกี่ยว ทุกสิ่งลิขิตได้ด้วยสองมือทำจริง
2. ปัญหาคือส่วนหนึ่งของการทำงาน งานอะไรหรือที่ไร้ปัญหา วิธีทำให้การงานไร้ปัญหา คือมองว่า ปัญหาไม่ใช่ปัญหา ปัญหามีไว้แก้ ไม่ได้มีไว้กลุ้ม
3. เลิกหาทางลัดเรื่องความสำเร็จ เพราะทางลัดมีแต่ในนิยายเท่านั้น กลับสู่โลกความจริง ทางตรงคือทางลัด ทางลัดคือทางอ้อม ความเหน็ดเหนื่อยคือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ความจริงข้อนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
4. อ่านหนังสือสัปดาห์ละ 2 เล่ม ไม่ใช่เรื่องยาก และใช้เวลาไม่นานอย่างที่คิด หนึ่งเดือนเราจะได้ความรู้จากหนังสือ 8 เล่ม หนึ่งปีเราจะได้อ่านหนังสือ 96 เล่ม สิบปีผ่านไป เราจะได้อ่านหนังสือ 960 เล่ม ขอให้จินตนาการดูว่า เมื่อถึงจุดนั้น เราจะเป็นผู้รอบรู้กว้างขวางแค่ไหน ขณะที่เรานั่ง นอน เล่น ลอยคอลอยชาย มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังขบเคี้ยวความรู้เป็นอาหารว่าง
5. การประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด ที่จริงทุกคนรู้อยู่แล้วว่าทำอย่างไร ทว่า คนส่วนมากเลือกตามใจกิเลส ท้อแท้ก็เลิก ขี้เกียจก็หยุด ไม่รู้ก็จบ นี่คือวิถีของคนจำนวนมาก พันคนไม่สนใจ ร้อยคนคิด สิบคนทำ เหลือเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่ทำจริง ต่อสู้ อดทน จนถึงฝั่งฝัน
6. จงช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผ่านการงานของเรา หากำไรแต่พอสมควร อย่าให้บ้าเงินทองถึงขั้นกัดกินเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง เมื่อร่ำรวยแล้ว จงทำตนเป็นสะพานให้คนรุ่นหลังได้ต่อยอด ข้ามฝั่ง แม้ยังไม่ถึงขั้นร่ำรวยมหาศาล เราก็มีสิ่งที่แบ่งปันได้เสมอ เวลาส่วนหนึ่งของชีวิตหมดไปด้วยการงาน จงอย่าแยกหนทางพัฒนาจิตใจออกจากการงาน เงินทองคือทางผ่าน แต่มิใช่เป้าหมาย ทำงานด้วยความเสียสละ ปลายทางจะพบกับคุณค่าแท้ของชีวิต
***ครอบครัวและความสัมพันธ์***
1. คนในครอบครัวคือคนใกล้ตัว เราเป็นอย่างไร เขาย่อมรู้ดี ไม่จำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์ คิดอย่างนี้ก็เป็นเหตุให้มีโอกาสตามใจตนเองสูง อยากพูดอะไรก็พูด อยากทำอะไรก็ทำ สิ่งนี้ควรแก้ไข ปรับปรุง ยิ่งอยู่ใกล้ ยิ่งต้องเกรงใจ เห็นใจ เข้าใจ มิใช่เอาความรักของเขามาเป็นเครื่องมือเห็นแก่ตัว พูดจากภาษาดอกไม้กับคนในครอบครัว คือสิ่งดีงามที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อหา
2. ปีหนึ่ง ๆ ควรหาเวลาออกไปท่องเที่ยว ท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับฐานะ มิใช่ท่องเที่ยวอย่างล้างผลาญเงินทอง ความสุขในครอบครัว ควรเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่สร้างความรู้สึกให้พิเศษ ให้พากันเห็นคุณค่าในสิ่งเรียบง่าย กอดกันบ้าง จูงมือกันบ้าง พูดจาชมเชยกันบ้าง บางครั้งอาจทำกับข้าว ใส่ปิ่นโต ไปกินที่สวนสาธารณะแบบง่าย ๆ ทั้งหมดเพียงใช้ความสร้างสรรค์ผสานด้วยความรัก แล้วความงดงามง่าย ๆ จะกำเนิดเกิดขึ้นภายใต้หลังคาบ้าน
3. หากครอบครัวใดมีปัญหาคาราคาซัง อย่าเพิ่งสิ้นหวัง ยิ่งอยู่กันนาน ปัญหายิ่งสะสมเป็นเรื่องธรรมดา ขอให้คิดเสียว่า ชีวิตคือเรื่องชั่วคราว ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ให้มาก แล้วเราจะใช้ทุกเวลานาทีอย่างมีคุณค่า ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ตาย ไม่พรากจากกัน คิดถึงความดีของกันและกันไว้มาก ๆ บางครั้ง ที่เขาทำอย่างนี้ เขาอาจไม่ตั้งใจ แต่เป็นเพราะเขาอ่อนแอเกินไปที่จะเอาชนะกิเลสชั่วร้ายของตนเอง ไม่เป็นไร จงเอาชนะกิเลสในใจของเราแทนเขา เป็นไปได้ไหม หากเขาใจร้อน เราก็จะใจเย็นให้มากกว่านี้ เป็นไปได้ไหม ที่เราจะเลิกสนใจการเปลี่ยนแปลงคนอื่น แต่เราจะมุ่งมั่น ฝึกฝน เปลี่ยนแปลงจิตใจของเราเอง เปลี่ยนตนเองเพราะเมตตาคนในครอบครัวของเรา มิใช่เพื่อเพื่อประชัดประชัน คิดให้ดี คำด่า คำว่า คำเดียวกัน มิใช่ทุกคนหรอกนะที่ฟังแล้วรู้สึกโกรธเคือง คนบางคน อาจเห็นความผิดพลาดของคนในครอบครัวเป็นเรื่องน่ารักก็ได้ อะไร ๆ จะดีกว่านี้แน่นอน หากเราขยับขยายพื้นที่ในใจของเราให้กว้างใหญ่ไพศาล
4. พากันคิดดี พูดดี ทำดี อย่าพากันนินทา โอ้อวด พากันไปสร้างกุศล ช่วยเหลือผู้คนเดือดร้อน อย่าเอาแต่พากันใช้ชีวิตหรูหรา ปรนเปรอตนเอง พากันกินใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น มิใช่กินใช้เพื่อสนองความอยาก บริโภคพอดี ๆ ประปา ไฟฟ้า น้ำมัน ดูเผิน ๆ เหมือนใช้เงินของเราซื้อ ซื้อมาแล้วจะทำอย่างไรก็ได้ แต่หากมองให้ลึก สิ่งเหล่านี้คือสมบัติโลก กิน ใช้ อะไร ๆ ให้นึกถึงลูกหลานร่วมโลกภายหน้า ยิ่งบริโภคมาก โลกยิ่งแตกเร็วขึ้น
5. ขอบคุณกันบ้าง ขอโทษ และให้อภัยกันบ้าง เห็นคุณงามความดีของกันและกันบ้าง ระลึกถึงวันดี ๆ ระหว่างกันและกันบ้าง แสดงความรักต่อกันและกันบ้าง คิดให้มาก ว่าวันหนึ่งเราต้องตายจากกัน มันจะดีกว่าไหม ถ้าเราจะอยู่ร่วมกันด้วยความรัก มิใช่ความเห็นแก่ตัว
6. รักเขาให้มากกว่านี้อีกหน่อย
***สุขภาพ และความเป็นอยู่***
1. ดีที่สุดคือการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ นอนอย่าดึกมากนัก นอนให้พอ ตื่นให้เช้า มีคนมากมายนอนตื่นสาย โดยที่ไม่รู้เลยว่า ชีวิตจะเปลี่ยนไปมากมายเมื่อตื่นให้เช้าขึ้น ตะวันขึ้น ตะวันตก สายลมพัดผ่าน เหล่านี้คือรหัสลับที่ธรรมชาติพยายามสื่อสารถึงหนทางที่ทำให้คนเรามีสุขภาพที่ดี
2. เรื่องกินเรื่องใหญ่ คนคิดเช่นนี้มักตายเพราะเป็นเบาหวานบ้าง ความดันบ้าง มะเร็งบ้าง กินอะไร กินมื้อไหน ให้กินแต่พอดี ๆ อย่ากินทิ้งกินขว้าง ให้รู้จักคุณค่าของอาหาร รู้จักขอบคุณกุ้ง หอย ปู ปลา มิใช่เพียงพูดว่า มันสดดีจัง เนื้อนิ่มมาก รสชาติหวานลิ้น กรุณาตระหนักถึงความหมายของชีวิตที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น เพราะนี่คือชีวิตที่สละเพื่อให้เรามีชีวิต หากไม่คิดอะไรเลย คำว่าอร่อยอาจพาเราดิ่งสู่นรก
3. บ้านช่อง ห้องหอ ควรปัดกว้างเช็ดถูกให้สะอาด สิ่งใดไม่ใช้แล้ว ให้นำไปบริจาค กอดไว้ หวงไว้รังแต่จะทำให้บ้านเป็นรังหนู รกทั้งบ้าน รกทั้งใจที่เป็นโรคขี้เหนียว จงซื้อหาข้าวของเครื่องใช้เท่าที่จำเป็น สิ่งใดไม่จำเป็นก็อย่าซื้อมา เหตุผลแรกคือเปลือง เหตุผลที่สองคือเราจะกลายเป็นโรคบ้าหอบฟาง
4. ต้นไม้ช่วยลดโลกร้อน ควรหาเวลาไปปลูก จงแสดงความเคารพและใส่ใจธรรมชาติ นี่มิใช่หน้าที่ของนักอนุรักษณ์ เพราะเราก็มีส่วนทำลายโลกเหมือนกันกับคนอื่น เราสร้างขยะ เราสร้างมลพิษ เราบริโภคทรัพยากร สิ่งเหล่านี้จึงอยู่ในความรับผิดชอบของเราโดยตรง
5. หากรักร่างกาย อยากให้ร่างกายแข็งแรงไปนาน ๆ ก็ออกกำลังกายบ้าง ทิ้งความขี้เกียจ และข้ออ้างไว้ในถังขยะแห่งการยอมรับ ถ้าดีกว่านั้น ก็ให้ไปตรวจสุขภาพประจำปี ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ก็หัดปลูกผัก ปลูกพริกกินเอง พึ่งพาตนเองเรื่องอาหารการกินให้มากที่สุด แล้วเราจะรู้ว่า บางครั้ง การหุงหาอาหารของคนโบราณ กับการยกระดับจิตใจ ก็เป็นเรื่องเดียวกัน
6. นานแค่ไหนแล้ว ที่เราไม่ได้ทำกับข้าวไปแจกเพื่อนบ้าน ลองทำดูสิ รู้สึกดีนะ
***การขัดเกลากิเลส และพัฒนาความเมตตา***
1. สิ่งสูงสุดของชีวิตคือความสุข แต่ความสุขจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากจิตใจของเราเต็มไปด้วยกิเลส กิเลสคือความโลภ โกรธ หลง หรือพูดง่าย ๆ ว่าความเห็นแก่ตัว การเอาตนเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล ในการใช้ชีวิต จงระลึกให้มาก ว่าเราเกิดมาเพื่อขัดเกลากิเลส มิใช่บำรุงกิเลส เมื่อไหร่ที่อยากได้ จงตรวจสอบตนเอง เมื่อไหร่ที่โกรธ เกลียด จงตรวจสอบตนเอง เมื่อไหร่ที่คิดเอาแต่ใจ เอาแต่ความรู้สึกของตน จงตรวจสอบตนเอง ความโกรธ ใครบ้างไม่รู้ว่าไม่ดี แต่ใครบ้างที่คิดลด ละ เลิก ด้วยเหตุนี้ คนมีความสุขแท้จึงมีเพียงหยิบมือ คนมีความทุกข์จึงล้นโลก คนรวยก็ทุกข์ คนจน ก็ทุกข์ ใคร ๆ ก็ทุกข์ได้ แต่คนหมดกิเลสไม่มีวันทุกข์ หนทางดับกิเลส กับหนทางแห่งความสุขเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อต้องความสุขแท้ แต่มัวไปหาความสุขเทียมแล้วมันจะพ้นทุกข์ไปได้อย่างไร
2. การขัดเกลากิเลสทำได้ทุกที มิต้องเข้าป่า เข้าวัด เข้าโบสถ์ ขอให้สังเกตใจตนให้ดี ขณะนี้ร้อนหนาวอย่างไร ขณะนี้ใจดี เบิกบาน หรือกำลังใจร้าย อึดอัด เราอยู่กับใจทุกวัน อยู่กับใจทุกที การดูใจ เห็นกิเลสจึงไม่เลือกที่เลือกเวลา โลกนี้มีกิจกรรมมากมาย แต่กิจกรรมที่ประเสริฐ และเป็นประโยชน์ที่สุด ไม่มีสิ่งใดเทียบเท่า การระลึกรู้เท่าทันกิเลสตน
3. ความคิดคือเครื่องนำทาง เป็นสิ่งเปี่ยมพลัง สิ่งที่มีอำนาจเหนือความคิดยังมีอยู่ คือสติ ความคิดคุมชีวิตเรา แต่สติควบคุมความคิดอีกชั้น หากเป็นไปได้ จงเรียนรู้ ฝึกฝน ฝึกเจริญสติให้เชี่ยวชาญ ชำนาญ แล้วชีวิตทุกมิติจะยกระดับขึ้นในคราวเดียว ทำสิ่งใดทั้งปวงในชีวิต เราใช้ตัวของของเราไปทำทั้งนั้น สตินี้เองคือศูนย์กลางแห่งชีวิต จุดไฟแห่งสติไว้กับตัว ชีวิตย่อมสว่างไสว
4. โลก มนุษย์ สรรพสัตว์ล้วนมีความสัมพันธ์โยงใยกัน ลูกเราอิ่มแล้ว ลูกคนอื่นยังหิวอยู่ ก็แบ่งปันให้เขากินบ้าง เราซื้อเสื้อสวย ๆ มาสามตัว ก็แบ่งให้เขาได้สวมใส่ซักหนึ่งตัว ค่าเทอมทั้งปีของเด็กกำพร้าตาดำ ๆ อาจซื้อแว่นตากันแดดอันใหม่ของเราไม่ได้ บำรุงบำเรอตนแต่พอสมควร เปิดตา มองฟ้า ดูโลกกว้าง โลกที่กว้างใหญ่ไปกว่ากะลาของแห่งอัตตาตัวตน มีเพื่อนมนุษย์มากมายกำลังอดยาก ลำบากกาย ชีวิตที่แท้ มิได้ออกแบบให้เราใช้เพื่อกอบโกยทุกอย่าง กินเองบ้าง แบ่งเขาบ้าง ทำเพื่อตนเองบ้าง ทำเพื่อคนอื่นบ้าง ความสมดุลชีวิตเช่นนี้ สิ่งนี้ควรฝึกให้เป็นนิสัย
5. แท้จริงแล้วทุกคนล้วนร่ำรวย บ้างรวยปัญญา บ้างรวยเงินทอง บ้างรวยพละกำลัง ร่ำรวยสิ่งใด จงให้สิ่งนั้น อย่าน้อย รอยยิ้ม กำลังใจ คำว่า อภัย เราให้กันได้ เพราะเป็นของไม่ต้องซื้อหา หัดชื่นชมผู้อื่นให้เป็นนิสัย มิใช่เอาแต่ติติง วิจารณ์ในทางเสียหาย สังคมเป็นอย่างไร มิใช่หน้าที่ของใครคนหนึ่ง เพราะสังคมคือภาพใหญ่ที่เราช่วยกันวาด เราเองก็มีพู่กันเหมือนเช่นคนทั้งโลก
6. เมตตาผู้อื่น เท่ากับเมตตาตนเอง
เมตตาคือรักแท้ คือความสุขแท้
จงมีเมตตาแด่ตนเองและเพื่อนมนุษย์
เป็น
วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2562
ไม่อยากทุกข์
มีเพื่อนส่งข้อความมาทางไลนด์ เกี่ยวกับวิธีการทำอย่างไร จะไม่ทุกข์ ซึ่งเป็นโอวาทของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช
องค์ที่ 20 วิธีฝึก 8
อย่าง จะได้ไม่ "ทุกข์"
เห็นว่ามีประโยชน์จึงได้บันทึกไว้ ขอขอบคุณผู้ที่นำมาเผยแพร่ครับ..
1. ฝึกมองตัวเองให้เล็กเข้าไว้ หมายความว่า
จงเป็นคนตัวเล็ก อย่าเป็นคนตัวใหญ่ จงเป็นคนธรรมดา อย่าเป็นคนสำคัญ
เวลามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา อย่าไปให้ความสำคัญกับตัวเองมากไป
2. ฝึกให้ตัวเองเป็นนักไม่สะสม หมายความว่า
การสะสมอะไรสักอย่างนั้นเป็นภาระ ไม่มีอะไรที่เราสะสมแล้วไม่เป็นภาระยกเว้นความดี
นอกนั้นล้วนเป็นภาระทั้งหมดไม่มากก็น้อย
3. ฝึกให้ตนเองเป็นคนสบายๆ หมายความว่า
อย่าไปบ้ากับความสมบูรณ์แบบ เพราะความสมบูรณ์แบบมันไม่มีจริง
มีแต่คนโง่เท่านั้นที่มองว่า ความสมบูรณ์แบบมีจริง
4. ฝึกให้ตัวเองเป็นคนนิ่งๆ
หรือไม่ก็พูดในสิ่งที่ดีๆ หมายความว่า
ถ้าอะไรไม่ดีก็อย่าไปพูดมากไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิด แต่ถ้ามันไม่ดี
เป็นไปได้ก็ไม่ต้องพูด เพราะการพูด หรือวิจารณ์ในทางเสียหายนั้น มีแต่ทำให้จิตใจตนเองตกต่ำ
และขุ่นมัว
5. ฝึกให้ตัวเองรู้ธรรมชาติว่า อะไรๆ ก็ผ่านไปเสมอ
หมายความว่า เวลามีความสุข ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความสุขมันก็ผ่านไป เวลามีความทุกข์
ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความทุกข์ก็ผ่านไป เวลามีสถานการณ์แย่ๆ เกิดขึ้น ก็ให้รู้ทันว่า
เรื่องราวเหล่านี้ มันไม่ได้อยู่กับเราจนวันตาย
6. ฝึกให้ตัวเองเข้าใจเรื่อง ของการนินทา
หมายความว่า เราเกิดมาก็ต้องรู้ตัวว่า เราต้องถูกนินทาแน่นอน ดังนั้น
เมื่อถูกนินทาขอให้รู้ว่า "เรามาถูกทางแล้ว" แปลว่า
เรายังมีตัวตนอยู่บนโลก คนที่ชอบเต้นแร้งเต้นกา กับคำนินทาก็คือคนไม่รู้เท่าทันโลก
แม้แต่คนเป็นพ่อแม่ก็ยังนินทาลูก คนเป็นลูกก็ยังนินทาพ่อแม่ นับประสาอะไรกับคนอื่น
ถ้าเราห้ามตัวเองไม่ให้นินทาคนอื่นได้เมื่อไหร่ ค่อยมาคิดว่า เราจะไม่ถูกนินทา
7. ฝึกให้ตัวเองพ้นไปจาก ความเป็นขี้ข้าของเงิน
หมายความว่า เราต้องหัดพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ รถยนต์ใช้อะไรอยู่
ก็หัดพอใจกับมัน นาฬิกาใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน เสื้อผ้าใช้อะไรอยู่
ก็หัดพอใจกับมัน การที่คนเราจะเลิกเป็นขี้ข้าเงินได้
ต้องเริ่มจากการรู้จักเพียงพอก่อน เมื่อรู้จักพอแล้ว ก็ไม่ต้องหาเงินมาก
เมื่อไม่ต้องหาเงินมาก ชีวิตก็มีโอกาสทำอะไรที่มากกว่าการหาเงิน
8. ฝึกให้ตัวเองเสียสละ และยอมเสียเปรียบ
หมายความว่า การที่คนๆ หนึ่งยอมเสียเปรียบผู้อื่นบ้าง เป็นเรื่องจำเป็น
ใครก็ตามที่บ้าความถูกต้อง บ้าเหตุบ้าผล ไม่ยอมเสียเปรียบอะไรเลย ไม่ช้า คนๆ
นั้นก็จะเป็นบ้าสติแตก กลายเป็นคนที่ถูกทุกอย่างแต่ไม่มีความสุข
เพราะต้องสู้รบกับคนรอบข้างเต็มไปหมดเพื่อความถูกต้องที่ตนเองยึดมั่นถือมั่น
ฺBig Data
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะทำงานเกี่ยวกับจัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศ (Big Data) เพื่อให้มีฐานข้อมูลรองรับในการปฏิบัติงานและการบริหารจัดการองค์กรของสำนักงานฯ ในปัจจุบันข้อมูลต่าง ๆ อยู่กระจัดกระจายตามสำนักงานฯต่าง ๆ ยากต่อการสืบค้นและนำมาใช้ในการบริหารจัดการองค์กร และเป็นข้อมูลในการตัดสินใจของผู้บริหาร
ในการประชุมดังกล่าว คณะทำงานฯให้แต่ละคนได้ให้ความคิดเห็นในการดำเนินการดังกล่าว แต่ปรากฎว่า องค์ความรู้เื่องดังกล่าวยังไม่เพียงพอ จึงได้แนะนำให้แต่ละคนได้ไปศึกษาและค้นคว้าองค์ความรู้ดังกล่าว เพื่อนำมาใช้ในการปฏิบัติงาน
การที่เราจะปฏิบัติงานด้านใด คนปฏิบัติจะต้องมีองค์ความรู้ในเรื่องดังกล่าวก่อน เพื่อเป็นหลักและแนวทางในการนำมาปฏิบัติ ส่วนองค์ความรู้จะถูกต้องหรือไม่ การนำองค์ความรู้ดะงกล่าวมาใช้ในการปฏิบัติงาน ก็จะทำให้เรามีความรู้ ความเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทำบ่อย ๆ ก็จะกลายเป็นความเชี่ยวชาญในที่สุด
Big Data คืออะไร เป็นคำถามแรกที่เราจะต้องหาให้เจอ มีประโยชน์อย่างไร มีขั้นตอนทำอย่างไรบ้าง และมีข้อมูลใดบ้างจะต้องนำมาใช้และจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลดังกล่าว
จากการสืบค้นพอจะได้คำตอบบ้าง โดยมีผู้รู้บางท่านบอกว่า...คือ Data ทุกอย่างที่มีอยู่ในบริษัทของคุณ ไล่ตั้งแต่ข้อมูลบริษัท ที่ไม่ว่าจะเก็บอยู่ในรูปแบบไหน ไปจนถึง URLs ที่คุณ Bookmarks เอาไว้ นั้นก็ Big Data ถ้าจะบอกว่า Big Data is all around ก็คงไม่ผิดนัก เพราะมันไม่ได้จำแนกแจกจ่ายว่าต้องเป็นข้อมูลผ่านการวิเคราะห์มาแล้วหรือไม่ คือขอแค่เป็นข้อมูล ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหน ประเภทอะไร ก็นับว่าเป็น Big Data ทั้งนั้น
ดังนั้นเราจึงกล่าวได้ว่า Big Data ก็คือข้อมูลทุกอย่างที่เรามีอยู่ในบริษัท ทั้งข้อมูลที่มีแหล่งที่มาจากภายในบริษัทเองและข้อมูลที่มาจากแหล่งที่มาภายนอกอย่าง Social medias ซึ่งทั้งหมดเป็นข้อมูลที่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้หรือก็คือ ข้อมูลดิบ นั้นเองทั้งนี้ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาวิเคราะห์ได้ด้วยวิธีการหลากหลายวิธีการ ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้งานด้านไหน ในปัจจุบันนิยมทำ Big Data Analysis เพื่อใช้ในการสำหรับการคาดการณ์เหตุการณ์
ในการประชุมดังกล่าว คณะทำงานฯให้แต่ละคนได้ให้ความคิดเห็นในการดำเนินการดังกล่าว แต่ปรากฎว่า องค์ความรู้เื่องดังกล่าวยังไม่เพียงพอ จึงได้แนะนำให้แต่ละคนได้ไปศึกษาและค้นคว้าองค์ความรู้ดังกล่าว เพื่อนำมาใช้ในการปฏิบัติงาน
การที่เราจะปฏิบัติงานด้านใด คนปฏิบัติจะต้องมีองค์ความรู้ในเรื่องดังกล่าวก่อน เพื่อเป็นหลักและแนวทางในการนำมาปฏิบัติ ส่วนองค์ความรู้จะถูกต้องหรือไม่ การนำองค์ความรู้ดะงกล่าวมาใช้ในการปฏิบัติงาน ก็จะทำให้เรามีความรู้ ความเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทำบ่อย ๆ ก็จะกลายเป็นความเชี่ยวชาญในที่สุด
Big Data คืออะไร เป็นคำถามแรกที่เราจะต้องหาให้เจอ มีประโยชน์อย่างไร มีขั้นตอนทำอย่างไรบ้าง และมีข้อมูลใดบ้างจะต้องนำมาใช้และจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลดังกล่าว
จากการสืบค้นพอจะได้คำตอบบ้าง โดยมีผู้รู้บางท่านบอกว่า...คือ Data ทุกอย่างที่มีอยู่ในบริษัทของคุณ ไล่ตั้งแต่ข้อมูลบริษัท ที่ไม่ว่าจะเก็บอยู่ในรูปแบบไหน ไปจนถึง URLs ที่คุณ Bookmarks เอาไว้ นั้นก็ Big Data ถ้าจะบอกว่า Big Data is all around ก็คงไม่ผิดนัก เพราะมันไม่ได้จำแนกแจกจ่ายว่าต้องเป็นข้อมูลผ่านการวิเคราะห์มาแล้วหรือไม่ คือขอแค่เป็นข้อมูล ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหน ประเภทอะไร ก็นับว่าเป็น Big Data ทั้งนั้น
ดังนั้นเราจึงกล่าวได้ว่า Big Data ก็คือข้อมูลทุกอย่างที่เรามีอยู่ในบริษัท ทั้งข้อมูลที่มีแหล่งที่มาจากภายในบริษัทเองและข้อมูลที่มาจากแหล่งที่มาภายนอกอย่าง Social medias ซึ่งทั้งหมดเป็นข้อมูลที่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้หรือก็คือ ข้อมูลดิบ นั้นเองทั้งนี้ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาวิเคราะห์ได้ด้วยวิธีการหลากหลายวิธีการ ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้งานด้านไหน ในปัจจุบันนิยมทำ Big Data Analysis เพื่อใช้ในการสำหรับการคาดการณ์เหตุการณ์
จากความหมายดังกล่าว จึงเป็นเรื่องยากที่เราจะจำกัดเนื้อหาได้ว่า แค่ไหน อย่างไร ในแต่ละองค์กรก็จะมีข้อมูลมากมายมหาศาล การจะนำข้อมูลดังกล่าวมาเป็นฐานข้อมูลใน Big Data หมด ก็คงจะเกิดปัญหา และเสียเวลาในการจัดเก็บ แต่ควรจะนำข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอยู่มาวิเคราะห์ถึงความจำเป็น และประโยชน์ที่จะนำมาใช้ในการปฏิบัติงาน การบริหารงาน การบริหารจัดการองค์กร ตลอดจนเป็นข้อมูลในการตัดสินใจของผู้บริหาร
ฐานข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน อาจจะแบ่งแยกออกเป็นแต่ละประเภท ได้แก่ ข้อมูลด้านบุคคล(Man) ด้านการเงิน (Many) ด้านการบริหารจัดการ(Manegerment) และด้านเครื่องมือ/อุปกรณ์ (Metherial) เป็นต้น
ข้อมูลด้านบุคคล ได้แก่ ข้อมูลด้านอัตรากำลัง การพัฒนาบุคคลากร การบริหารบุคคล การประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี การพัฒนาคุณภาพชีวิตจ สมรรถนะ และสวัสดิการต่าง ๆ
ด้านการเงิน ได้แก่ ข้อมูลด้านงบประมาณ การใช้จ่ายตามแผนงาน/โครงการ การกำกับติดตามและประเมินผลการใช้งบประมาณ การเงิน การคลัง และการพัสดุ
ด้านบริหารจัดการ ได้แก่ การพัฒนากระบวนงาน การพัฒนาองค์กร การพัฒนาการให้บริการ การประชาสัมพันธ์ การตรวจราชการ การประเมินผลการปฏิบัติราชการประจำปี (ตัวชี้วัด)
ด้านเครื่องมือ/อุปกรณ์ ได้แก่ อาคารสถานที่ ยานพาหนะ ระบบสารสนเทศ และเครื่องมือที่สนับการปฏิบัติงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอมพิวเตอร์ มือถือ เครื่อข่าย และช่องทางการประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ
หากดูข้อมูลเท่าที่คิดได้ ก็จะมีฐานข้อมูลมหาศาล ทำให้การจัดเก็บค่อนข้างจะยาก แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลต่าง ๆ ดังกล่าว ได้มีหน่วยงานจัดเก็บไว้อยู่แล้ว แต่ไม่ยอมนำมาบูรณาการกัน ต่างคนต่างก็หวงข้อมูล กลัวข้อมูลจะรั่วไหล หรือกั๊ก เพื่อเก็บไว้เป็นของตนเอง ใครอยากได้ต้องขอมา จึงทำให้เกิดปัญหาในการนำมาใช้ นำมารวบรวมเป็นหมวดหมู่ กลายเป็นสมบัติของแต่ละสำนักงานไป
การจะมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่สมบูรณ์ จะต้องได้รับความร่วมมือ ร่วมใจจากหลายสำนักงาน และเจ้าหน้าที่จะต้องมีความรู้ความเข้าด้วยว่า มีข้อมูลดังกล่าวเพื่ออะไร จะนำมาใช้อย่างไร ใครจะเฌนคนนำไปใช้ และจำค้นหาข้อมูลได้จากที่ไหน และข้อมูลดังกล่าวถูกต้อง เที่ยวตรง เชื่อถือได้แก่ เป็นเรื่องที่น่าคิด !!!!
วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562
กลอนปีใหม่ 2562
สักวาปีใหม่ ของไทย ในปีหมู
ขอให้คนคู่ คนโสด จงสุขศรี
ขอกุศล ผลบุญ ค้ำชีวี
ให้สุขี มีสมหวัง ทุกครั้งไป
####################
จะเดินทาง ไปที่ใด ให้ปลอดโปร่ง
ให้ดูโค้งอันตราย อย่าหลับไหล
มีเพื่อนพ้อง มีบริวาร ทุกที่ไป
ให้เป็นใหญ่ เป็นผู้นำ ทุกการงาน
############################
มีเงินทอง บ้านช่อง ครองตำแหน่ง
ไปทุกแห่ง ก้าวไกล ทุกสถาน
มีลาภยศ สรรเสริญ ศฤงคาร
มีบริวารมากมาย ได้ปกครอง
#############################
ในปีใหม่ ๒๕๖๒ ของปีนี้
ขอทุกคน สามัคคี ศรนีสนอง
มีสุขกาย สุขใจ ดั่งสมปอง
โลกทั้งผอง สุขร่มเย็น ตลอดปี..เทอญ
อัศจรรย์ชีวิต (๑) : อยากเรียนมหาวิทยาลัย
ชีวิตของแต่ละคน มีเรื่องราวที่น่าจดจำมากน้อยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และตำนานที่เคยเล่าขานกันมา บางเรื่องราวอาจจะเป็นเรื่องที่น่าจดจำ ควรบันทึกไว้เป็นอนุสรณ์ เพื่อรำลึกถึงเรื่องราวดังกล่าวไว้ ให้ลูกหลานได้รับรู้และถือเป็นแบบอย่าง แต่บางเรื่องราวควรเป็นเรืองลับเฉพาะ ไม่น่าจะเก็บไว้ให้เป็นที่ซ้ำเติมแผลทางใจสำหรับตนเอง หรือใครบางคน ก็ควรให้เรื่องดังกล่าวล้มหายตายจากไปพร้อมกับสังขาร ที่ต้องกลับคืนสู่ธรรมชาติกลับกลายเป็นดิน น้ำ ลมและไฟไป
เรื่องราวที่จะบันทึกไว้นี้ ก็เช่นกัน บางคนอาจจะเห็นว่าไม่เห็นจะสำคัญอันใดเลย แต่บางคนอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ สมควรจะบันทึกไว้ ให้ลูกหลานได้รับทราบ และเป็นตำนานเล่าขานกันสืบต่อกันไปอีกยาวนาน แม้จะไม่มีใครเล่า แต่บันทึกน้ี้ก็คงจะฝากไว้ เผื่อใครบางคนเข้ามาอ่านก็จะได้ไตร่ตรอง เพื่อประเทืองปัญญาสืบไป
ในชีวิตของผู้เขียน มีห้วงชีวิตหนึ่ง มีความปรารถนายากจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ของจังหวัดเชียงและภูมิภาคเหนือตอนบน นักเรียนส่วนมากใฝ่ฝันและมุ่งมั่นที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยดังกล่าว
ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๒๐ - ๒๕๒๓ ได้มีโอกาสเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงเรียนราษฎร์ ได้เข้าเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ (ม.ศ..๔) โดยเลือกเรียนโปรแกรม ศิลป์ - คณิตศาสตร์ ซึ่งในสมัยนั้น นักเรียนส่วนมาก จะเรียนโปรแกรมวิทย์- คณิต กัน เพราะโปรแกรมดังกล่าว สามารถเอ็นทรานส์เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยดัง ๆ และคณะที่มีชื่อเสียงได้
แต่ผู้เขียนไม่ชอบคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จึงหันไปเรียนโปรแกรมศิลป์- คณิต เพราะโรงเรียนแห่งนี้มีแค ๒ หลักสูตรนี้เท่านั่น ไม่สามารถจะไปเรียนโปรแกรมอื่น ๆ ได้ จำเป็นต้องเลือกโปรแกรมดังกล่าว ผลการเรียนแทบจะเอาตัวไม่รอดเช่นกัน เนื่องจากเอาเวลาไปทำกิจกรรมเสียมาก เป้นทั้งตำแหน่งเลขาประธานนักเรียน เวลาเรียนจึงหายไปกับการจัดกิจกรรมของโรงเรียน
เพื่อน ๆ ที่เรียนด้วยกัน ต่างกันใฝ่ฝันไม่เหมือนกัน บางคนฝันอยากเป็นปลัดอำเภอ เป็นสาธารณสุข ครู ตำรวจ ทหาร และป่าไม้
ถามว่าไม่มีใครอยากฝันไปเรียนแพทย์ พยาบาล หรือวิศวะมั่งหรือ? คงไม่มีใครกล้าใฝ่ฝัน เพราะคณะเหล่านี้นักเรียนจากโรงเรียนเอกชนชื่อดังไม่ว่าจะเป็นมงฟอร์ต หรือโรงเรียนดัง ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ กวาดไปเรียบ นอกจากนี้ยังมีนักเรียนจากกรุงเทพมหานคร มาสอบแข่งขันอีกเพรียบ เพราะใครๆ ก็อยากมาเข้าเรียนที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองสวยงามและน่าอยู่
ผู้เขียนเองก็ใฝ่ฝันอยากเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เช่นกัน ซึ่งในสมัยนั่น ก็อยากจะไปเรียนสายนักปกครอง อยากเป็นปลัดอำเภอ กับเขา แต่เมื่อมามองดูฐานะ และความสามารถในการเรียนแล้ว ไปไม่รอด แคจะเอ็นทรานส์ให้ติดก็แสนยาก ซึ่งในรุ่นเดียวกัน มีจำนวน ๑ คน ที่สามารถสอบเข้าได้ในคณะดังกล่าว ...ความฝันดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่างแน่แท้...!!!
หลังจากเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ ๕ (ม.ศ.๕)แล้ว ต่างคนก็แยกย้ายกันไปทำงาน คนที่มีทุนเรียนก็ไปเรียนต่อมหาวิทยลัยรามคำแหง ไปสอบเข้าโรงเรียนพลตำรวจ เป็นเจ้าหน้าที่ดิน เจ้าหน้าที่ศาล และเจ้าหน้าที่เรือนจำ ผู้เขียนเองก็หันเหมาสมัครสอบเข้ารับราชการดีกว่า จะไปเรียนต่อก็ไม่มีเงินทุน
ในสมัยนั่นการสอบเข้ารับราชการ วำนักงาน ก.พ จะมอบหมายให้จังหวัดต่าง ๆ เป็นผู้จัดสอบแข่งขันเข้ารับราชการเอง เพื่อน ๆ ที่จบด้วยกัน ก็แยกย้ายไปสมัครกันตามจังหวัดต่าง ๆ ในภาคเหนือตอนบน บางคนก็ไปเรียนต่อวิทยาลัยครูก็มี
ผู้เขียนก็ไปสมัครสอบ เพื่อแข่งขันเข้ารับราชการในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ดิน ของสนามสอบจังหวัดเชียงใหม่ และเจ้าหน้าที่ธุรการ ของสนามสอบจังหวัดลำปาง ซึ่งมีเพื่อนไปสอบด้วยกันจำนวนมาก ปรากฎว่า ที่สนามสอบจังหวัดเชียงใหม่ มีผู้เขียนสอบติดเพียงคนเดียว ส่วนสนามสอบจังหวัดลำปาง มีผู้เขียนและเพื่อนสอบติดรวม ๒ คน...เรื่องจริง ไม่ได้โม้!!!
ต่อมาอีก ๓๕ ปี ไม่น่าเชื่อว่า ความหวังที่เคยฝันไว้เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๙ จนถึงปี พ.ศ.๒๕๕๗ จะทำให้ความฝันนั่นกลายเป็นความจริง กล่าวคือ ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ที่คณะศิลปฯของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน กับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการผลิตและพัฒนาบุคคลากรของสำนักงานฯ ทำให้ผู้เขียนสำเร็จปริญญาวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต (วท.ม.) และเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียบร้อยแล้ว
ใครจะคิดว่า...ความฝันจะกลายเป็นจริง ครับ !!! นี่คือ... ความอ้ศจรรย์ของชีวิตของผม
เรื่องราวที่จะบันทึกไว้นี้ ก็เช่นกัน บางคนอาจจะเห็นว่าไม่เห็นจะสำคัญอันใดเลย แต่บางคนอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ สมควรจะบันทึกไว้ ให้ลูกหลานได้รับทราบ และเป็นตำนานเล่าขานกันสืบต่อกันไปอีกยาวนาน แม้จะไม่มีใครเล่า แต่บันทึกน้ี้ก็คงจะฝากไว้ เผื่อใครบางคนเข้ามาอ่านก็จะได้ไตร่ตรอง เพื่อประเทืองปัญญาสืบไป
ในชีวิตของผู้เขียน มีห้วงชีวิตหนึ่ง มีความปรารถนายากจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ของจังหวัดเชียงและภูมิภาคเหนือตอนบน นักเรียนส่วนมากใฝ่ฝันและมุ่งมั่นที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยดังกล่าว
ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๒๐ - ๒๕๒๓ ได้มีโอกาสเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงเรียนราษฎร์ ได้เข้าเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ (ม.ศ..๔) โดยเลือกเรียนโปรแกรม ศิลป์ - คณิตศาสตร์ ซึ่งในสมัยนั้น นักเรียนส่วนมาก จะเรียนโปรแกรมวิทย์- คณิต กัน เพราะโปรแกรมดังกล่าว สามารถเอ็นทรานส์เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยดัง ๆ และคณะที่มีชื่อเสียงได้
แต่ผู้เขียนไม่ชอบคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จึงหันไปเรียนโปรแกรมศิลป์- คณิต เพราะโรงเรียนแห่งนี้มีแค ๒ หลักสูตรนี้เท่านั่น ไม่สามารถจะไปเรียนโปรแกรมอื่น ๆ ได้ จำเป็นต้องเลือกโปรแกรมดังกล่าว ผลการเรียนแทบจะเอาตัวไม่รอดเช่นกัน เนื่องจากเอาเวลาไปทำกิจกรรมเสียมาก เป้นทั้งตำแหน่งเลขาประธานนักเรียน เวลาเรียนจึงหายไปกับการจัดกิจกรรมของโรงเรียน
เพื่อน ๆ ที่เรียนด้วยกัน ต่างกันใฝ่ฝันไม่เหมือนกัน บางคนฝันอยากเป็นปลัดอำเภอ เป็นสาธารณสุข ครู ตำรวจ ทหาร และป่าไม้
ถามว่าไม่มีใครอยากฝันไปเรียนแพทย์ พยาบาล หรือวิศวะมั่งหรือ? คงไม่มีใครกล้าใฝ่ฝัน เพราะคณะเหล่านี้นักเรียนจากโรงเรียนเอกชนชื่อดังไม่ว่าจะเป็นมงฟอร์ต หรือโรงเรียนดัง ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ กวาดไปเรียบ นอกจากนี้ยังมีนักเรียนจากกรุงเทพมหานคร มาสอบแข่งขันอีกเพรียบ เพราะใครๆ ก็อยากมาเข้าเรียนที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองสวยงามและน่าอยู่
ผู้เขียนเองก็ใฝ่ฝันอยากเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เช่นกัน ซึ่งในสมัยนั่น ก็อยากจะไปเรียนสายนักปกครอง อยากเป็นปลัดอำเภอ กับเขา แต่เมื่อมามองดูฐานะ และความสามารถในการเรียนแล้ว ไปไม่รอด แคจะเอ็นทรานส์ให้ติดก็แสนยาก ซึ่งในรุ่นเดียวกัน มีจำนวน ๑ คน ที่สามารถสอบเข้าได้ในคณะดังกล่าว ...ความฝันดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่างแน่แท้...!!!
หลังจากเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ ๕ (ม.ศ.๕)แล้ว ต่างคนก็แยกย้ายกันไปทำงาน คนที่มีทุนเรียนก็ไปเรียนต่อมหาวิทยลัยรามคำแหง ไปสอบเข้าโรงเรียนพลตำรวจ เป็นเจ้าหน้าที่ดิน เจ้าหน้าที่ศาล และเจ้าหน้าที่เรือนจำ ผู้เขียนเองก็หันเหมาสมัครสอบเข้ารับราชการดีกว่า จะไปเรียนต่อก็ไม่มีเงินทุน
ในสมัยนั่นการสอบเข้ารับราชการ วำนักงาน ก.พ จะมอบหมายให้จังหวัดต่าง ๆ เป็นผู้จัดสอบแข่งขันเข้ารับราชการเอง เพื่อน ๆ ที่จบด้วยกัน ก็แยกย้ายไปสมัครกันตามจังหวัดต่าง ๆ ในภาคเหนือตอนบน บางคนก็ไปเรียนต่อวิทยาลัยครูก็มี
ผู้เขียนก็ไปสมัครสอบ เพื่อแข่งขันเข้ารับราชการในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ดิน ของสนามสอบจังหวัดเชียงใหม่ และเจ้าหน้าที่ธุรการ ของสนามสอบจังหวัดลำปาง ซึ่งมีเพื่อนไปสอบด้วยกันจำนวนมาก ปรากฎว่า ที่สนามสอบจังหวัดเชียงใหม่ มีผู้เขียนสอบติดเพียงคนเดียว ส่วนสนามสอบจังหวัดลำปาง มีผู้เขียนและเพื่อนสอบติดรวม ๒ คน...เรื่องจริง ไม่ได้โม้!!!
ต่อมาอีก ๓๕ ปี ไม่น่าเชื่อว่า ความหวังที่เคยฝันไว้เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๙ จนถึงปี พ.ศ.๒๕๕๗ จะทำให้ความฝันนั่นกลายเป็นความจริง กล่าวคือ ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ที่คณะศิลปฯของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน กับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการผลิตและพัฒนาบุคคลากรของสำนักงานฯ ทำให้ผู้เขียนสำเร็จปริญญาวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต (วท.ม.) และเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียบร้อยแล้ว
ใครจะคิดว่า...ความฝันจะกลายเป็นจริง ครับ !!! นี่คือ... ความอ้ศจรรย์ของชีวิตของผม
คณะทำงานBig Data
วันนี้ ( ๒ มกราคม ๒๕๖๒) มาทำงานวันแรก เพื่อเป็นการเปิดศักราชใหม่ในการทำงาน ได้เชิญคณะทำงาน Big Data ประชุมหารือเกี่ยวกับงานที่จะดำเนินการในรอบปี พ.ศ.๒๕๖๒
สืบเนื่องมาจากการประชุมประจำเดือนของ สพร.ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้มีคณะทำงาน Big Data ขึ้นเพื่อดำเนินการตามแผนปฏิรูปองค์การสำนักงานอัยการสูงสุด ปี พ.ศ.๒๕๖๒ โดยมีเป้าหมายคือ ให้ไดข้อมูลสารสนเทศที่จำเป็นในการบริหารจัดการองค์กรสำนักงานอัยการสูงสุด
ที่ประชุมได้พิจารณาข้อมูลที่จำเป็น พอจะแยกได้เช่น ข้อมูลด้านบุคลากร ด้านคดี ด้านการเงิน ด้านกระบวนงาน ด้านโครงสร้างและอัตรากำลัง ด้านอาคารสถานที่ ด้านบริหารจัดการ เป็นต้น ส่วนรายละเอียด ได้มอบหมายให้คณะทำงานฯไปดำเนินการ
นอกจากนี้ได้มีการมอบหมายให้คณะทำงานแต่ละด้าน ได้แก่ด้านเลขานุการ ด้านการตรวจสอบฐานข้อมูลสารสนเทศที่มีอยู่ในปัจจุบัน ฐานข้อมูลของหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาวิเคราะห์และประเมินผล ควรแยกข้อมูลและประเภทข้อมูลด้วยว่า มีข้อมูลด้านใด ใช้ประโยชน์อย่างไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ค้นหาจากที่ใดและ จำเป็นต้องใช้หรือไม่
ในที่ประชุม ได้กำหนดการจัดทำปฏิทินการปฏิบัติงานฯ เพื่อให้ทราบระยะเวลาการดำเนินงาน โดยกำหนดช่วงระยะเวลาในการทำงานแต่ละขั้นตอน โดยแยกได้ ดังนี้
ขั้นตอนที่ ๑ : .คณะทำงานสำรวจขข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน แยกประเภทข้อมูล
ขั้นตอนที่ ๒ : แนวทางในการตั้งคณะทำงานฯ เพื่อขับเคลื่อนตามแผนปฏิรูปองค์การสำนักงานอัยการสูงสุด
ขั้นตอนที่ ๓ : การจัดประชุมคณะทำงานฯ เพื่อมอบหมายงาน และวิเคราะห์ข้อมูล ประเภทข้อมูล ประโยชน์ในการนำมาใช้ และความจำเป็นของข้อมูล
ขั้นตอนที่ ๔ : สรุปผลสำรวจ วิเคราะ์และการประเมินข้อมูลสารสนเทศ
ขั้นตอนที่ ๕ : รายงานผลการสำรวจข้อมูล ประเภทข้อมูล ความจำเป็นและโยชน์ในการใช้ข้อมูล เสนอให้ความเห็นชอบจากผู้บริหารระดับสูง
ในที่ประชุมได้มีการมอบหมายให้คณะทำงานฯไปดำเนินการดังนี้
๑.ให้สืบค้นองค์ความรู้เกี่ยวกับ Big Data
๒.ให้สำรวจฐานข้อมูล ประเภทข้อมูลที่อยู่ในปัจจุบัน และของหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
๓. ให้สำรวจระบบฐานข้อมูลที่จะนำมาใช้มีระบบใดบ้าง และระบบใดที่เหมาะสมกับสำนักงาน
๔.กำหนดแนวทางในการจัดตั้งคณะทำงาานฯ มีองค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
และที่ประชุมได้กำหนดใหมีการประชุมติดตามความก้าวหน้าทุกวันพุธของทุกสัปดาห์ หากวันพุธใดตรงกับการประชุมอื่น ให้เลื่อนไปประชุมในวันถัดไป หากวัดถัดไปไม่ว่าง ให้เลื่อนไปประชุมในวันพุธถัดไป
หวังว่าการประชุมคณะทำงานฯในครั้งจะทำให้ได้เห็นแนวทางและขั้นตอนในการทำงานขึ้นบ้าง และอย่างน้อยยังทำให้แต่ละคนได้รับทราบและแสดงความคิดเห็นในการทำงานในครั้งนี้
....บนเส้นทางทุกเส้น หากไม่มีการก้าวเดิน เส้นทางนั่นย่อมจะไม่มีเส้นทาง...
สืบเนื่องมาจากการประชุมประจำเดือนของ สพร.ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้มีคณะทำงาน Big Data ขึ้นเพื่อดำเนินการตามแผนปฏิรูปองค์การสำนักงานอัยการสูงสุด ปี พ.ศ.๒๕๖๒ โดยมีเป้าหมายคือ ให้ไดข้อมูลสารสนเทศที่จำเป็นในการบริหารจัดการองค์กรสำนักงานอัยการสูงสุด
ที่ประชุมได้พิจารณาข้อมูลที่จำเป็น พอจะแยกได้เช่น ข้อมูลด้านบุคลากร ด้านคดี ด้านการเงิน ด้านกระบวนงาน ด้านโครงสร้างและอัตรากำลัง ด้านอาคารสถานที่ ด้านบริหารจัดการ เป็นต้น ส่วนรายละเอียด ได้มอบหมายให้คณะทำงานฯไปดำเนินการ
นอกจากนี้ได้มีการมอบหมายให้คณะทำงานแต่ละด้าน ได้แก่ด้านเลขานุการ ด้านการตรวจสอบฐานข้อมูลสารสนเทศที่มีอยู่ในปัจจุบัน ฐานข้อมูลของหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาวิเคราะห์และประเมินผล ควรแยกข้อมูลและประเภทข้อมูลด้วยว่า มีข้อมูลด้านใด ใช้ประโยชน์อย่างไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ค้นหาจากที่ใดและ จำเป็นต้องใช้หรือไม่
ในที่ประชุม ได้กำหนดการจัดทำปฏิทินการปฏิบัติงานฯ เพื่อให้ทราบระยะเวลาการดำเนินงาน โดยกำหนดช่วงระยะเวลาในการทำงานแต่ละขั้นตอน โดยแยกได้ ดังนี้
ขั้นตอนที่ ๑ : .คณะทำงานสำรวจขข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน แยกประเภทข้อมูล
ขั้นตอนที่ ๒ : แนวทางในการตั้งคณะทำงานฯ เพื่อขับเคลื่อนตามแผนปฏิรูปองค์การสำนักงานอัยการสูงสุด
ขั้นตอนที่ ๓ : การจัดประชุมคณะทำงานฯ เพื่อมอบหมายงาน และวิเคราะห์ข้อมูล ประเภทข้อมูล ประโยชน์ในการนำมาใช้ และความจำเป็นของข้อมูล
ขั้นตอนที่ ๔ : สรุปผลสำรวจ วิเคราะ์และการประเมินข้อมูลสารสนเทศ
ขั้นตอนที่ ๕ : รายงานผลการสำรวจข้อมูล ประเภทข้อมูล ความจำเป็นและโยชน์ในการใช้ข้อมูล เสนอให้ความเห็นชอบจากผู้บริหารระดับสูง
ในที่ประชุมได้มีการมอบหมายให้คณะทำงานฯไปดำเนินการดังนี้
๑.ให้สืบค้นองค์ความรู้เกี่ยวกับ Big Data
๒.ให้สำรวจฐานข้อมูล ประเภทข้อมูลที่อยู่ในปัจจุบัน และของหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
๓. ให้สำรวจระบบฐานข้อมูลที่จะนำมาใช้มีระบบใดบ้าง และระบบใดที่เหมาะสมกับสำนักงาน
๔.กำหนดแนวทางในการจัดตั้งคณะทำงาานฯ มีองค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
และที่ประชุมได้กำหนดใหมีการประชุมติดตามความก้าวหน้าทุกวันพุธของทุกสัปดาห์ หากวันพุธใดตรงกับการประชุมอื่น ให้เลื่อนไปประชุมในวันถัดไป หากวัดถัดไปไม่ว่าง ให้เลื่อนไปประชุมในวันพุธถัดไป
หวังว่าการประชุมคณะทำงานฯในครั้งจะทำให้ได้เห็นแนวทางและขั้นตอนในการทำงานขึ้นบ้าง และอย่างน้อยยังทำให้แต่ละคนได้รับทราบและแสดงความคิดเห็นในการทำงานในครั้งนี้
....บนเส้นทางทุกเส้น หากไม่มีการก้าวเดิน เส้นทางนั่นย่อมจะไม่มีเส้นทาง...
ศรีกรม
๒ มกราคม ๒๕๖๒
วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2561
การจัดทำตัวชี้วัดปี ๒๕๖๒ (๓)
เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ สพร.จัดประชุมคณะทำงานกำหนดตัวชี้วัดฯครั้งที่ ๓/๒๕๖๑ ณ ห้อง ๓๐๑ ชั้น ๓ สำนักงานอัยการสูงสุด
ที่ประชุมได้พิจารณากรอบการประเมินการปฏิบัติราชการต่อจากครั้งที่แล้ว โดยพิจารณาในแต่ละประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่ ๗ : คุณภาพของมาตรการตรวจสอบข้าราชการฝ่ายอัยการที่ประพฤติมิชอบ มีจำนวน ๓ ตัวชี้วัด คือ
ตัวชี้วัดที่ ๗.๑ : ระดับความสำเร็จของการพัฒนาระบบการจัดการข้อร้องเรียนอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการฝ่ายอัยการ มีผลการดำเนินงานได้ตามขั้นตอนครบทั้ง ๕ ขั้นตอน โดยลดขั้นตอนลงได้แก่ ขั้นตอนการแจ้งผู้ร้องเรียนได้ถายในระยะเวลา ๑๕ วัน ลดจากระยะเวลาเดิม ๓๐ วัน และหน่วยตรวจสอบภายในได้จำนวน ๖๐ วัน จากเดิมที่ไม่ได้กำหนด
ที่ประชุม มีมติให้ยกเลิกตัวชี้วัดดังกล่าว แต่นำเวลาไปปรับปรุงเป็นเกณฑ์การประเมินของตัวชี้วัดที่ ๗.๒
ตัวชี้วัดที่ ๗.๒ : ร้อยละของเรื่องร้องเรียนอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการฝ่ายอัยการที่ระบบตรวจสอบของสำนักงานอัยการสูงสุดที่ตอบสนองได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยผลการดำเนินงานได้ระดับคะแนนที่ ๑.๐๐ ในปี ๒๕๖๑ มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาจำนวน ๗๖๒ เรื่อง สามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด จำนวน ๑๓๑ เรื่อง คิดเป็นร้อยละ ๓๖.๑๙ เท่านั้น
ที่ประชุมมีมติให้วัดต่อเนื่อง โดยนำระยะเวลาที่กำหนดไว้ในตัวชี้วัดที่ ๗.๑ มากำหนดเป็นเกณฑ์การประเมิน
ตัวชี้วัดืที่ ๗.๓ : ร้อยละของงานทางวินัยข้าราชการฝ่ายอัยการที่สามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนและระยะเวลามาตรฐานที่กำหนด ผลการดำเนินงานในภาพรวมได้คะแนนระดับ ๑.๐๐โดย มีจำนวนเรื่องทางวินัยในปี ๒๕๖๑ เข้ามาจำนวน ๗๔ เรื่อง ดำเนินการได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด จำนวน ๕๓ เรื่อง คิดเป็นร้อยละ ๗๑.๖๒
ที่ประชุมมีมติให้มีการวัดต่อเนื่อง และคงเกณฑ์เดิม
ประเด็นที่ ๘ : ความพร้อมในการบริหารจัดการและพัฒนาองค์กร มีจำนวน ๘ ตัวชี้วัด ที่ประชุมได้พิจารณาแล้ว มีมติยกเลิกจำนวน ๓ ตัวชี้วัด และคงไว้ กับมีการแก้ไขเพิ่มเติมจำนวน ๕ ตัวชี้วัด
ประเด็นที่ ๙ : ความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์ มีจำนวน ๒ ตัวชี้วัด ที่ประชุมมีมติยกเลิกจำนวน ๑ ตัวชี้วัด และให้การวัดต่อเนื่องแต่ออกเกณฑ์ใหม่จำนวน ๑ ตัวชี้วัด ได้แก่ตัวชี้วัดที่ ๙.๒ ระดับความสำเร็จของการพัฒนาคุณภาพในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล
และที่ประชุมมีการเลื่อนออกไป และนัดประชุมในครั้งต่อไปในวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๑
ที่ประชุมได้พิจารณากรอบการประเมินการปฏิบัติราชการต่อจากครั้งที่แล้ว โดยพิจารณาในแต่ละประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่ ๗ : คุณภาพของมาตรการตรวจสอบข้าราชการฝ่ายอัยการที่ประพฤติมิชอบ มีจำนวน ๓ ตัวชี้วัด คือ
ตัวชี้วัดที่ ๗.๑ : ระดับความสำเร็จของการพัฒนาระบบการจัดการข้อร้องเรียนอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการฝ่ายอัยการ มีผลการดำเนินงานได้ตามขั้นตอนครบทั้ง ๕ ขั้นตอน โดยลดขั้นตอนลงได้แก่ ขั้นตอนการแจ้งผู้ร้องเรียนได้ถายในระยะเวลา ๑๕ วัน ลดจากระยะเวลาเดิม ๓๐ วัน และหน่วยตรวจสอบภายในได้จำนวน ๖๐ วัน จากเดิมที่ไม่ได้กำหนด
ที่ประชุม มีมติให้ยกเลิกตัวชี้วัดดังกล่าว แต่นำเวลาไปปรับปรุงเป็นเกณฑ์การประเมินของตัวชี้วัดที่ ๗.๒
ตัวชี้วัดที่ ๗.๒ : ร้อยละของเรื่องร้องเรียนอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการฝ่ายอัยการที่ระบบตรวจสอบของสำนักงานอัยการสูงสุดที่ตอบสนองได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยผลการดำเนินงานได้ระดับคะแนนที่ ๑.๐๐ ในปี ๒๕๖๑ มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาจำนวน ๗๖๒ เรื่อง สามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด จำนวน ๑๓๑ เรื่อง คิดเป็นร้อยละ ๓๖.๑๙ เท่านั้น
ที่ประชุมมีมติให้วัดต่อเนื่อง โดยนำระยะเวลาที่กำหนดไว้ในตัวชี้วัดที่ ๗.๑ มากำหนดเป็นเกณฑ์การประเมิน
ตัวชี้วัดืที่ ๗.๓ : ร้อยละของงานทางวินัยข้าราชการฝ่ายอัยการที่สามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนและระยะเวลามาตรฐานที่กำหนด ผลการดำเนินงานในภาพรวมได้คะแนนระดับ ๑.๐๐โดย มีจำนวนเรื่องทางวินัยในปี ๒๕๖๑ เข้ามาจำนวน ๗๔ เรื่อง ดำเนินการได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด จำนวน ๕๓ เรื่อง คิดเป็นร้อยละ ๗๑.๖๒
ที่ประชุมมีมติให้มีการวัดต่อเนื่อง และคงเกณฑ์เดิม
ประเด็นที่ ๘ : ความพร้อมในการบริหารจัดการและพัฒนาองค์กร มีจำนวน ๘ ตัวชี้วัด ที่ประชุมได้พิจารณาแล้ว มีมติยกเลิกจำนวน ๓ ตัวชี้วัด และคงไว้ กับมีการแก้ไขเพิ่มเติมจำนวน ๕ ตัวชี้วัด
ประเด็นที่ ๙ : ความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์ มีจำนวน ๒ ตัวชี้วัด ที่ประชุมมีมติยกเลิกจำนวน ๑ ตัวชี้วัด และให้การวัดต่อเนื่องแต่ออกเกณฑ์ใหม่จำนวน ๑ ตัวชี้วัด ได้แก่ตัวชี้วัดที่ ๙.๒ ระดับความสำเร็จของการพัฒนาคุณภาพในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล
และที่ประชุมมีการเลื่อนออกไป และนัดประชุมในครั้งต่อไปในวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๑
วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
ผู้นำ:ในเหตุการณ์ถ้ำหลวง
แม้เหตุการณ์จะผ่านพ้นไปนานแล้ว แต่บทเรียนจากเหตุการณ์ดั่งกล่าว ยังมีหลากหลาย และนำออกมาเผยแพร่ผ่านเสื่อหลายแขนง และบทเรียนหนึ่งอ่านแล้ว สะท้อนภาวะความเป็นผู้นำของผู้ควบคุมเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นอย่างดี หากนำมาเผยแพร่ให้คนได้อ่านและคิดก็จะเกิดประโยชน์มิใช่น้อย จึงขออนุญาตนำบทความดังกล่าวมาบันทึกไว้ ณ ที่นี่ ขอขอบคุณผู้เขียนบทความนี้ไว้เป็นอย่างสูงครับ!!!
ถ้ำหลวง กับสิ่งที่ผู้นำควรเรียนรู้จากผู้ว่าฯ เชียงราย
.
หากเปรียบภารกิจค้นหา 13 ชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงรายเป็นการทำงาน ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คืองานมหาโหดโคตรหิน
.
ลองคิดภาพตามนะครับ งานนี้ต่อสู้กับภัยธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ ต้องทำอย่างเร่งด่วนระดับเสี้ยววินาทีแข่งกับเดดไลน์คือ 13 ชีวิตเป็นเดิมพัน ต้องบริหารทีมงานจากหลายที่มาหลากเชื้อชาติกว่า 10,000 คน ท่ามกลางความกดดันของสายตาที่จับจ้องจากทั่วโลกหลายร้อยล้านคน ภายใต้ข้อมูลมหาศาลแสนสับสนที่สื่อมวลชนรายงานออกไป
.
ใครเป็นผู้บริหาร บอกได้คำเดียวว่านี่คืองานระดับ The Impossible Job!
.
แต่แล้วเราก็ได้เห็นนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย มาเป็นผู้บังคับบัญชาการ ซึ่งเหตุผลที่ท่านเป็นผู้สั่งการสูงสุดของภารกิจนี้ แทนที่จะเป็นหน่วยงานอื่นๆ อย่างทหารหรือตำรวจ เพราะตามกฎหมายเมื่อจังหวัดได้ประกาศภัยพิบัติ ผู้ว่าฯ จะรับหน้าที่บัญชาการโดยปริยาย ซึ่งเชียงรายประกาศภัยพิบัตินับตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุแล้ว
.
ช่วงแรกผมยังแปลกใจกับความตรงไปตรงมา เอาจริงเอาจัง ทุ่มเทตลอด 24 ชั่วโมงของท่าน แต่พอนานเข้าผมเริ่มเห็นวิธีคิดในการบริหารงานที่น่าสนใจมาก
.
ในฐานะคนที่ดูการแถลงข่าวของท่านทุกวัน ท่านเป็นคนคิดเป็นระบบ เด็ดขาด และพูดกระชับชัดเจน เหมือนฟังซีอีโอบริษัทใหญ่ๆ แสดงวิสัยทัศน์หรือกลยุทธ์ประจำปี ทุกครั้งท่านจะเน้นย้ำเป้าหมายสำคัญที่สุดก่อน แล้วค่อยแจกแจงแนวทางการช่วยเหลือที่มากล้นออกเป็นข้อๆ เข้าใจง่าย พร้อมสรุปความคืบหน้าแต่ละแนวทางอย่างชัดเจน ที่สำคัญคือไม่กลัวที่จะต่อว่าหรือตักเตือนคนที่ออกนอกลู่นอกทาง แถมยังปิดจบด้วยมุมมองเชิงบวก
.
ผมลองลงรายละเอียดการบริหารของผู้ว่าฯ คนนี้เท่าที่สังเกตเห็นครับ
.
1. เป้าหมายชัด-action plan ชัด
.
ภารกิจนี้มีแผนงานชัดเจนมาก อธิบายสั้นๆ แปบเดียวก็เข้าใจ ท่านให้สัมภาษณ์ทุกวันว่าแผนการมีแค่ 4 แนวทาง โดยจัดลำดับชัดว่า ทางหลัก-สูบน้ำออกเปิดทางซีลเข้าพื้นที่ ทางรอง-หาโพรงหรือปล่อง ทางเลือก1-เจาะผนังถ้ำ และทางเลือก2-ขยายปลายถ้ำ โดยจะย้ำหนักแน่นว่าการสูบน้ำเปิดทางให้หน่วยซีลเข้าถึงตัวน้องๆ คือแนวทางที่สำคัญที่สุด ในขณะที่แนวทางอื่นก็ไม่เคยทิ้ง แต่ทำงานคู่ขนานกันไป
.
action plan ที่ชัดเจน เข้าใจง่าย ทำให้แบ่งหน้าที่และหัวหน้าที่รับผิดชอบแต่ละแนวทางง่ายขึ้น การสื่อสารก็ทำได้สะดวก ความคืบหน้าแต่ละแนวทางในแต่ละวันจึงกระชับมาก ทำได้แค่ไหน หรือทำไม่ได้เพราะอุปสรรคอะไร ลองฟังท่านสรุปแต่ละวันดูนะครับ จะเห็นภาพเลย
.
ระบบอีกอย่างที่เห็นชัดมากคือ การลงทะเบียนเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานหลายพันคน ใครขึ้นตรงต่อใครต้องรายงานหัวหน้างานคนนั้น ใครไม่ลงทะเบียนห้ามเข้า มีการเซ็นชื่อเข้าออกทุกครั้ง เพื่อป้องกันการตกหล่น และทำงานทับซ้อนกัน
.
2. ทดลอง เรียนรู้ และทำซ้ำ
.
ที่ผมชอบที่สุดคือ การซักซ้อมการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยในวันเสาร์ที่ผ่านมา ฟังดูอาจจะเฉยๆ แต่ผมคิดว่าเราไม่ได้เห็นการทำงานอย่างเป็นระบบรอบคอบแบบนี้มากนักในประเทศไทย ท่านให้เหตุผลที่ต้องซ้อมเพราะตอนนี้คนเอาแต่คิดว่าต้องหาให้เจอ แต่ท่านมองข้ามช็อตว่า ถ้าเจอจริงๆล่ะ เราต้องทำอย่างไร เราดูแลน้องๆให้ปลอดภัยได้ไหม
.
อุตส่าห์เจอน้องๆ แต่ถ้าดูแลพวกเขาไม่ได้ ทุกอย่างก็จบ
.
ท่านสรุปตอนท้ายของวันซ้อมแบบนี้ครับว่า การซักซ้อมดังกล่าวยังเจอปัญหาอยู่ จึงเตรียมที่จะปรับปรุงระบบและจัดระเบียบให้พื้นที่มีความพร้อมในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมากขึ้น
.
ที่สำคัญคือ ทีมงานได้ทำการคลิปดำเนินการทั้งหมด เพื่อเป็นบทเรียนที่มีประโยชน์ เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในลักษณะนี้ครั้งแรกในเมืองไทย ทุกหน่วยงานต่างบูรณาการทำงานกันอย่างเต็มที่
.
ย้ำอีกครั้งครับว่า การซ้อมนี้มีการ ‘ถ่ายคลิป’ เพื่อเป็นบทเรียน บูรณาการการทำงานในครั้งต่อไป ซึ่งล่าสุดรถสื่อมวลชนที่จอดตรงถนนได้ถูกเคลียร์หมดแล้ว เปิดทางให้ขนย้ายน้องๆได้สะดวกหากพบเจอ
.
3. รู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดีสำหรับองค์กร
.
Peter F. Drucker ปรมาจารย์ด้านการบริหารจัดการชาวอเมริกัน เคยเขียนบทความชื่อ What Makes an Effective Executive โดยบอกว่าผู้บริหารที่บริหารงานได้ประสิทธิภาพไม่จำเป็นต้องมีบุคลิกผู้นำแบบที่เราเห็นในหนัง แต่จริงๆ แล้วพวกเขาจะทำงานบนพื้นฐานไม่กี่ข้อเท่านั้น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ตอบตัวเองได้ชัดว่า “อะไรที่ต้องทำให้สำเร็จ” และ “อะไรคือสิ่งที่ดีสำหรับองค์กร”
.
ท่านผู้ว่าฯ จะแยกแยะคัดกรองทุกแนวทาง ทุกความช่วยเหลือ ทุกอุปกรณ์ที่ส่งเข้ามาครับว่าอันไหนเหมาะสม อันไหนใช้ได้จริงก็จะใช้ อันไหนไม่ได้ก็ต้องบอกว่าไม่ได้ ท่านให้สัมภาษณ์อย่างเด็ดขาดบ่อยๆว่า “ใครอยากมาก็มาได้ แต่ต้องมาถกหลักการกันก่อน ว่าสิ่งที่นำเสนอมันทำได้หรือไม่ หรือว่าเป็นไอเดียที่จะถ่วงทีมให้ช้าลง ไม่ใช่ว่าคนที่อยากช่วยจะมีประโยชน์ทั้งหมด ตอนนี้ความช่วยเหลือตอนนี้เยอะมาก มีหุ่นยนต์ดำน้ำเป็นสิบจอดรอหน้าถ้ำ แต่มันใช้ไม่ได้ก็คือใช้ไม่ได้”
.
การรู้ว่าอะไรดีกับองค์กร ทำให้การทำงานแน่วแน่ ไม่ไขว้เขว ก็อย่างที่ท่านบอกละครับว่า “ผมขอบคุณทุกความหวังดีนะครับ แต่บางความช่วยเหลือมันอาจจะไม่เหมาะกับหน้างานจริงๆ”
.
4. โฟกัสที่โอกาส มากกว่าปัญหา
.
Peter F. Drucker บอกครับว่าผู้นำที่ดีคือคนที่ไม่ได้แค่แก้ปัญหา แต่พลิกปัญหานั้นเป็นโอกาส ตัวอย่างหนึ่งที่ผมชอบมากของท่านผู้ว่าฯ คือวิธีการจัดการกับปัญหาสื่อนำเสนอข้อมูลกระจัดกระจาย ข่าวมั่วข่าวปลอมเยอะ แทนที่จะไล่ตักเตือนทีละสื่อ ทีมงานของศูนย์ปฏิบัติการดึงหน่วยงานประชาสัมพันธ์เข้ามาช่วยซะเลย แล้วส่งเป็น press release ให้สื่อทุกวัน ส่งแผนที่อินโฟสวยงาม พร้อมกับเปิด LINE account ตัวใหม่ @ข่าวจริงประเทศไทย สำหรับสื่อสาร เป็นการบอกว่าศูนย์กลางของข้อมูลต้องมาจากที่นี่เท่านั้น
.
ปัญหาข่าวมั่วเริ่มหมดไป ด้านนักข่าวส่วนใหญ่ก็ชอบมากครับ เพราะทำให้เข้าใจข้อมูลตรงกัน เชื่อถือได้ และไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งรวบรวมข้อมูล เรียกได้ว่ายิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว
.
5. เห็นอกเห็นใจ รับฟังปัญหา
.
แม้จะเด็ดขาด ตรงไปตรงมา แต่ผมก็เห็นความเห็นใจของท่านผู้ว่าอยู่บ้างเนืองๆ ท่านบอกว่าตนไปเยี่ยมญาติของน้องๆ ละ 2 ครั้ง เพื่อพูดคุยและรับฟังปัญหา อยากได้อะไรก็จะจัดมาให้ เช่น กินมังสวิรัติ อยากได้เตียง-ผ้าห่มเพิ่ม หรือจังหวะหนึ่งที่กำลังแถลงข่าวแล้วเกิดฝนตก ท่านก็ถามนักข่าวว่า “จะหลบฝนก่อนไหม” สร้างความประทับใจให้กับกองทัพสื่อมวลชนได้ไม่น้อย
.
6. ทำให้เห็น ไม่ใช่ดีแต่พูด
.
คำพูดแรกที่สะดุดหูคนทั้งประเทศคือ "ใครที่บอกว่าไม่เสียสละพอที่จะทำงาน ใครจะกลับบ้านไปนอนกับลูกกับเมีย เชิญเซ็นชื่อแล้วออกไปเลย ผมไม่รายงานใครทั้งสิ้น ใครจะทำงาน วันนี้ขอให้พร้อมทุกนาที ให้คิดว่าเขาเป็นลูกเรา"
.
อาจจะฟังดูแรง แต่พอเวลาผ่านไป เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทำจริง ใส่ใจ และทุ่มเทขนาดไหน ไม่ใช่ดีแต่พูด
.
“มีคนถามว่าทำไมผมต้องมายืนอยู่ตรงนี้ตลอด...มันเหมือนแม่ทัพ รบแล้วเรากำลังจะพ่ายแพ้ เราจะเสียพื้นที่ ถ้าแม่ทัพไม่ยืนอยู่ข้างหน้า ใครจะไปช่วยแม่ทัพรบ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องสู้กันตลอด เราจะเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้ายังไง เราก็จะสู้กันตลอด”
.
ผมไม่รู้ว่าตัวตนจริงๆ ท่านผู้ว่าเป็นคนอย่างไร หรือคนทำงานใกล้ชิดจะคิดกับท่านแบบไหน แต่จากการสังเกตการทำงานตลอดกว่า 10 วันที่ผ่านมา แม่ทัพคนนี้สอนบทเรียนการบริหารงานผมหลายอย่าง
.
คิดให้ชัด
วางแผนให้เคลียร์
ทำงานเป็นระบบ
แล้วทุ่มเททั้งตัวและหัวใจไปกับมัน
.
Photo: THE STANDARD
.
ถ้ำหลวง กับสิ่งที่ผู้นำควรเรียนรู้จากผู้ว่าฯ เชียงราย
.
หากเปรียบภารกิจค้นหา 13 ชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงรายเป็นการทำงาน ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คืองานมหาโหดโคตรหิน
.
ลองคิดภาพตามนะครับ งานนี้ต่อสู้กับภัยธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ ต้องทำอย่างเร่งด่วนระดับเสี้ยววินาทีแข่งกับเดดไลน์คือ 13 ชีวิตเป็นเดิมพัน ต้องบริหารทีมงานจากหลายที่มาหลากเชื้อชาติกว่า 10,000 คน ท่ามกลางความกดดันของสายตาที่จับจ้องจากทั่วโลกหลายร้อยล้านคน ภายใต้ข้อมูลมหาศาลแสนสับสนที่สื่อมวลชนรายงานออกไป
.
ใครเป็นผู้บริหาร บอกได้คำเดียวว่านี่คืองานระดับ The Impossible Job!
.
แต่แล้วเราก็ได้เห็นนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย มาเป็นผู้บังคับบัญชาการ ซึ่งเหตุผลที่ท่านเป็นผู้สั่งการสูงสุดของภารกิจนี้ แทนที่จะเป็นหน่วยงานอื่นๆ อย่างทหารหรือตำรวจ เพราะตามกฎหมายเมื่อจังหวัดได้ประกาศภัยพิบัติ ผู้ว่าฯ จะรับหน้าที่บัญชาการโดยปริยาย ซึ่งเชียงรายประกาศภัยพิบัตินับตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุแล้ว
.
ช่วงแรกผมยังแปลกใจกับความตรงไปตรงมา เอาจริงเอาจัง ทุ่มเทตลอด 24 ชั่วโมงของท่าน แต่พอนานเข้าผมเริ่มเห็นวิธีคิดในการบริหารงานที่น่าสนใจมาก
.
ในฐานะคนที่ดูการแถลงข่าวของท่านทุกวัน ท่านเป็นคนคิดเป็นระบบ เด็ดขาด และพูดกระชับชัดเจน เหมือนฟังซีอีโอบริษัทใหญ่ๆ แสดงวิสัยทัศน์หรือกลยุทธ์ประจำปี ทุกครั้งท่านจะเน้นย้ำเป้าหมายสำคัญที่สุดก่อน แล้วค่อยแจกแจงแนวทางการช่วยเหลือที่มากล้นออกเป็นข้อๆ เข้าใจง่าย พร้อมสรุปความคืบหน้าแต่ละแนวทางอย่างชัดเจน ที่สำคัญคือไม่กลัวที่จะต่อว่าหรือตักเตือนคนที่ออกนอกลู่นอกทาง แถมยังปิดจบด้วยมุมมองเชิงบวก
.
ผมลองลงรายละเอียดการบริหารของผู้ว่าฯ คนนี้เท่าที่สังเกตเห็นครับ
.
1. เป้าหมายชัด-action plan ชัด
.
ภารกิจนี้มีแผนงานชัดเจนมาก อธิบายสั้นๆ แปบเดียวก็เข้าใจ ท่านให้สัมภาษณ์ทุกวันว่าแผนการมีแค่ 4 แนวทาง โดยจัดลำดับชัดว่า ทางหลัก-สูบน้ำออกเปิดทางซีลเข้าพื้นที่ ทางรอง-หาโพรงหรือปล่อง ทางเลือก1-เจาะผนังถ้ำ และทางเลือก2-ขยายปลายถ้ำ โดยจะย้ำหนักแน่นว่าการสูบน้ำเปิดทางให้หน่วยซีลเข้าถึงตัวน้องๆ คือแนวทางที่สำคัญที่สุด ในขณะที่แนวทางอื่นก็ไม่เคยทิ้ง แต่ทำงานคู่ขนานกันไป
.
action plan ที่ชัดเจน เข้าใจง่าย ทำให้แบ่งหน้าที่และหัวหน้าที่รับผิดชอบแต่ละแนวทางง่ายขึ้น การสื่อสารก็ทำได้สะดวก ความคืบหน้าแต่ละแนวทางในแต่ละวันจึงกระชับมาก ทำได้แค่ไหน หรือทำไม่ได้เพราะอุปสรรคอะไร ลองฟังท่านสรุปแต่ละวันดูนะครับ จะเห็นภาพเลย
.
ระบบอีกอย่างที่เห็นชัดมากคือ การลงทะเบียนเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานหลายพันคน ใครขึ้นตรงต่อใครต้องรายงานหัวหน้างานคนนั้น ใครไม่ลงทะเบียนห้ามเข้า มีการเซ็นชื่อเข้าออกทุกครั้ง เพื่อป้องกันการตกหล่น และทำงานทับซ้อนกัน
.
2. ทดลอง เรียนรู้ และทำซ้ำ
.
ที่ผมชอบที่สุดคือ การซักซ้อมการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยในวันเสาร์ที่ผ่านมา ฟังดูอาจจะเฉยๆ แต่ผมคิดว่าเราไม่ได้เห็นการทำงานอย่างเป็นระบบรอบคอบแบบนี้มากนักในประเทศไทย ท่านให้เหตุผลที่ต้องซ้อมเพราะตอนนี้คนเอาแต่คิดว่าต้องหาให้เจอ แต่ท่านมองข้ามช็อตว่า ถ้าเจอจริงๆล่ะ เราต้องทำอย่างไร เราดูแลน้องๆให้ปลอดภัยได้ไหม
.
อุตส่าห์เจอน้องๆ แต่ถ้าดูแลพวกเขาไม่ได้ ทุกอย่างก็จบ
.
ท่านสรุปตอนท้ายของวันซ้อมแบบนี้ครับว่า การซักซ้อมดังกล่าวยังเจอปัญหาอยู่ จึงเตรียมที่จะปรับปรุงระบบและจัดระเบียบให้พื้นที่มีความพร้อมในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมากขึ้น
.
ที่สำคัญคือ ทีมงานได้ทำการคลิปดำเนินการทั้งหมด เพื่อเป็นบทเรียนที่มีประโยชน์ เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในลักษณะนี้ครั้งแรกในเมืองไทย ทุกหน่วยงานต่างบูรณาการทำงานกันอย่างเต็มที่
.
ย้ำอีกครั้งครับว่า การซ้อมนี้มีการ ‘ถ่ายคลิป’ เพื่อเป็นบทเรียน บูรณาการการทำงานในครั้งต่อไป ซึ่งล่าสุดรถสื่อมวลชนที่จอดตรงถนนได้ถูกเคลียร์หมดแล้ว เปิดทางให้ขนย้ายน้องๆได้สะดวกหากพบเจอ
.
3. รู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดีสำหรับองค์กร
.
Peter F. Drucker ปรมาจารย์ด้านการบริหารจัดการชาวอเมริกัน เคยเขียนบทความชื่อ What Makes an Effective Executive โดยบอกว่าผู้บริหารที่บริหารงานได้ประสิทธิภาพไม่จำเป็นต้องมีบุคลิกผู้นำแบบที่เราเห็นในหนัง แต่จริงๆ แล้วพวกเขาจะทำงานบนพื้นฐานไม่กี่ข้อเท่านั้น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ตอบตัวเองได้ชัดว่า “อะไรที่ต้องทำให้สำเร็จ” และ “อะไรคือสิ่งที่ดีสำหรับองค์กร”
.
ท่านผู้ว่าฯ จะแยกแยะคัดกรองทุกแนวทาง ทุกความช่วยเหลือ ทุกอุปกรณ์ที่ส่งเข้ามาครับว่าอันไหนเหมาะสม อันไหนใช้ได้จริงก็จะใช้ อันไหนไม่ได้ก็ต้องบอกว่าไม่ได้ ท่านให้สัมภาษณ์อย่างเด็ดขาดบ่อยๆว่า “ใครอยากมาก็มาได้ แต่ต้องมาถกหลักการกันก่อน ว่าสิ่งที่นำเสนอมันทำได้หรือไม่ หรือว่าเป็นไอเดียที่จะถ่วงทีมให้ช้าลง ไม่ใช่ว่าคนที่อยากช่วยจะมีประโยชน์ทั้งหมด ตอนนี้ความช่วยเหลือตอนนี้เยอะมาก มีหุ่นยนต์ดำน้ำเป็นสิบจอดรอหน้าถ้ำ แต่มันใช้ไม่ได้ก็คือใช้ไม่ได้”
.
การรู้ว่าอะไรดีกับองค์กร ทำให้การทำงานแน่วแน่ ไม่ไขว้เขว ก็อย่างที่ท่านบอกละครับว่า “ผมขอบคุณทุกความหวังดีนะครับ แต่บางความช่วยเหลือมันอาจจะไม่เหมาะกับหน้างานจริงๆ”
.
4. โฟกัสที่โอกาส มากกว่าปัญหา
.
Peter F. Drucker บอกครับว่าผู้นำที่ดีคือคนที่ไม่ได้แค่แก้ปัญหา แต่พลิกปัญหานั้นเป็นโอกาส ตัวอย่างหนึ่งที่ผมชอบมากของท่านผู้ว่าฯ คือวิธีการจัดการกับปัญหาสื่อนำเสนอข้อมูลกระจัดกระจาย ข่าวมั่วข่าวปลอมเยอะ แทนที่จะไล่ตักเตือนทีละสื่อ ทีมงานของศูนย์ปฏิบัติการดึงหน่วยงานประชาสัมพันธ์เข้ามาช่วยซะเลย แล้วส่งเป็น press release ให้สื่อทุกวัน ส่งแผนที่อินโฟสวยงาม พร้อมกับเปิด LINE account ตัวใหม่ @ข่าวจริงประเทศไทย สำหรับสื่อสาร เป็นการบอกว่าศูนย์กลางของข้อมูลต้องมาจากที่นี่เท่านั้น
.
ปัญหาข่าวมั่วเริ่มหมดไป ด้านนักข่าวส่วนใหญ่ก็ชอบมากครับ เพราะทำให้เข้าใจข้อมูลตรงกัน เชื่อถือได้ และไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งรวบรวมข้อมูล เรียกได้ว่ายิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว
.
5. เห็นอกเห็นใจ รับฟังปัญหา
.
แม้จะเด็ดขาด ตรงไปตรงมา แต่ผมก็เห็นความเห็นใจของท่านผู้ว่าอยู่บ้างเนืองๆ ท่านบอกว่าตนไปเยี่ยมญาติของน้องๆ ละ 2 ครั้ง เพื่อพูดคุยและรับฟังปัญหา อยากได้อะไรก็จะจัดมาให้ เช่น กินมังสวิรัติ อยากได้เตียง-ผ้าห่มเพิ่ม หรือจังหวะหนึ่งที่กำลังแถลงข่าวแล้วเกิดฝนตก ท่านก็ถามนักข่าวว่า “จะหลบฝนก่อนไหม” สร้างความประทับใจให้กับกองทัพสื่อมวลชนได้ไม่น้อย
.
6. ทำให้เห็น ไม่ใช่ดีแต่พูด
.
คำพูดแรกที่สะดุดหูคนทั้งประเทศคือ "ใครที่บอกว่าไม่เสียสละพอที่จะทำงาน ใครจะกลับบ้านไปนอนกับลูกกับเมีย เชิญเซ็นชื่อแล้วออกไปเลย ผมไม่รายงานใครทั้งสิ้น ใครจะทำงาน วันนี้ขอให้พร้อมทุกนาที ให้คิดว่าเขาเป็นลูกเรา"
.
อาจจะฟังดูแรง แต่พอเวลาผ่านไป เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทำจริง ใส่ใจ และทุ่มเทขนาดไหน ไม่ใช่ดีแต่พูด
.
“มีคนถามว่าทำไมผมต้องมายืนอยู่ตรงนี้ตลอด...มันเหมือนแม่ทัพ รบแล้วเรากำลังจะพ่ายแพ้ เราจะเสียพื้นที่ ถ้าแม่ทัพไม่ยืนอยู่ข้างหน้า ใครจะไปช่วยแม่ทัพรบ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องสู้กันตลอด เราจะเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้ายังไง เราก็จะสู้กันตลอด”
.
ผมไม่รู้ว่าตัวตนจริงๆ ท่านผู้ว่าเป็นคนอย่างไร หรือคนทำงานใกล้ชิดจะคิดกับท่านแบบไหน แต่จากการสังเกตการทำงานตลอดกว่า 10 วันที่ผ่านมา แม่ทัพคนนี้สอนบทเรียนการบริหารงานผมหลายอย่าง
.
คิดให้ชัด
วางแผนให้เคลียร์
ทำงานเป็นระบบ
แล้วทุ่มเททั้งตัวและหัวใจไปกับมัน
.
Photo: THE STANDARD
.
วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
การจัดทำตัวชี้วัด ปี 2562 (๒)
เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ คณะทำงานกำหนดตัวชี้วัดฯได้ประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๖๑ ณ ห้องประชุม ๓๐๑ ชั้น ๓ สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณายกร่างกรอบการประเมินประสิทิภาพการปฏิบัติราชการต่อจากวันที่ผ่านมา
วันนี้ที่ประชุม ได้พิจารณาประเด็นที่ ๓ : ปลอดจากการแทรกแซงที่มิชอบ มีจำนวน ๑ ตัวชี้วัด จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดทำร่างแนวทางและมาตรการในการป้องกันและการแทรกที่มิชอบ โดยให้มีการเสนอร่างดังกล่าวต่อผู้บริหาร จึงจะถือว่าประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย ผลการดำเนินงานครบทุกขั้นตอน แต่ขาดเอกสารในส่วนที่เกี่ยวกับการสำรวจความคิดเห็น และที่ประชุมมีมติให้วัดต่อเนื่อง
ประเด็นที่ ๔ : การเคารพ และคุ้มครองสิทธิของประชาชน มีจำนวน ๒ ตัวชี้วัด ที่ประชุมมติให้ยกเลิก จำนวน ๑ ตัวชี้วัด และให้วัดต่อเนื่องจำนวน ๑ ตัวชี้วัด
ประเด็นที่ ๕ : การเข้าถึงความยุติธรรม มีจำนวน ๒ ตัวชี้วัดหลัก และ ๒ ตัวชี้วัดย่อย ที่ประชุมมีมติยกเลิก ๑ ตัวชี้วัดย่อย และวัดต่อเนื่องจำนวน ๒ ตัวชี้วัดที่เหลือ
ประเด็นที่ ๖ : ความโปร่งใส มีจำนวน ๒ ตัวชี้วัด โดยเฉพาะตัวชี้วัดที่ ๖.๑ เรื่องการเสริมสร้างคุณธรรมและความโปร่งใสในการทำงาน ที่ประชุมมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง โดยฝ่ายเลขาฯขอยกเลิกวัดชี้วัดฯดังกล่าว แต่คณะทำงานได้เสนอแนะควรจะมีการวัดต่อเนื่อง เพราะประเด็นความโปร่งใส เป็นประเด็นสำคัญที่องค์กรจะต้องมี แต่ควรเปลี่ยนเกณฑ์ และวิธีวัดใหม่ ซึ่งในการประชุมดังกล่าวยังหาข้อยุติไม่ได้ และมอบหมายให้ฝ่ายเลขาฯ นำไปยกร่างเกณฑ์มาเสนอคณะทำงานฯในการประชุมครั้งต่อไป
ที่ประชุมได้กำหนดให้มีการประชุมในครั้งต่อไปในวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ อีกครั้ง
วันนี้ที่ประชุม ได้พิจารณาประเด็นที่ ๓ : ปลอดจากการแทรกแซงที่มิชอบ มีจำนวน ๑ ตัวชี้วัด จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดทำร่างแนวทางและมาตรการในการป้องกันและการแทรกที่มิชอบ โดยให้มีการเสนอร่างดังกล่าวต่อผู้บริหาร จึงจะถือว่าประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย ผลการดำเนินงานครบทุกขั้นตอน แต่ขาดเอกสารในส่วนที่เกี่ยวกับการสำรวจความคิดเห็น และที่ประชุมมีมติให้วัดต่อเนื่อง
ประเด็นที่ ๔ : การเคารพ และคุ้มครองสิทธิของประชาชน มีจำนวน ๒ ตัวชี้วัด ที่ประชุมมติให้ยกเลิก จำนวน ๑ ตัวชี้วัด และให้วัดต่อเนื่องจำนวน ๑ ตัวชี้วัด
ประเด็นที่ ๕ : การเข้าถึงความยุติธรรม มีจำนวน ๒ ตัวชี้วัดหลัก และ ๒ ตัวชี้วัดย่อย ที่ประชุมมีมติยกเลิก ๑ ตัวชี้วัดย่อย และวัดต่อเนื่องจำนวน ๒ ตัวชี้วัดที่เหลือ
ประเด็นที่ ๖ : ความโปร่งใส มีจำนวน ๒ ตัวชี้วัด โดยเฉพาะตัวชี้วัดที่ ๖.๑ เรื่องการเสริมสร้างคุณธรรมและความโปร่งใสในการทำงาน ที่ประชุมมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง โดยฝ่ายเลขาฯขอยกเลิกวัดชี้วัดฯดังกล่าว แต่คณะทำงานได้เสนอแนะควรจะมีการวัดต่อเนื่อง เพราะประเด็นความโปร่งใส เป็นประเด็นสำคัญที่องค์กรจะต้องมี แต่ควรเปลี่ยนเกณฑ์ และวิธีวัดใหม่ ซึ่งในการประชุมดังกล่าวยังหาข้อยุติไม่ได้ และมอบหมายให้ฝ่ายเลขาฯ นำไปยกร่างเกณฑ์มาเสนอคณะทำงานฯในการประชุมครั้งต่อไป
ที่ประชุมได้กำหนดให้มีการประชุมในครั้งต่อไปในวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ อีกครั้ง
จัดทำตัวชี้วัดปี ๒๕๖๒
ตัวชี้วัด หรือการประเมินผลการปฏิบัติราชการ เป็นเครื่องมือทางการบริหารอย่างหนึ่ง เพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนและประเมินผลการปฏิบัติงานขององค์กร ระดับสำนักงาน และระดับบุคคล เพื่อกำกับ ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติงานในรอบปีของแต่ละปี
เมื่อวันที่ ๑๒ - ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา ได้เข้าร่วมประชุมยกร่างกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๒ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๑ ณ ห้องประชุม ๓๐๑ ชั้น ๓ สำนักงานอัยการสูงสุด โดยมีท่านพัธนันท์ ชาญกิจ รองอธิบดีอัยการ สนย. เป็นประธานที่ประชุม
ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานฯตามคำสั่งที่ ๑๘๕๐/๒๕๖๑ เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานกำหนดตัวชี้วัดและกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณของสำนักงานฯและหน่วยงานในสังกัด
คณะทำงานฯมีอำนาจหน้าที่ในการยกร่างกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการฯ ประกอบด้วย หลักการ และเหตุผล ชื่อตัวชี้วัด หน่วยวัด น้ำหนัก วัตถุประสงค์ คำอธิบาย เกณฑ์การให้คะแนน สูตรคำนวณ เงื่อนไขการประเมิน รายละเอียดข้อมูลพื้นฐาน/วิธีการจัดเก็บข้อมูล แนวทางการประเมิน และหน่วยงานรับผิดชอบ
นอกจากนี้ยังมีอำนาจหน้าที่พิจารณากลั่นกรองรายละเอียดตัวชี้วัด ร่วมกับหน่วยงานในสังกัด ปฏิบัติงานอื่น ๆ ตามที่คณะอนุกรรมการกำหนดตัวชี้วัดฯมอบหมาย มีอำนาจเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานกำหนดตัวชี้วัดฯ เข้าร่วมประชุม หรือหารือ หรือจัดส่งข้อมูลให้คณะทำงานฯ และสนับสนุนช่วยเหลือการทำงานของคณะอนุกรรมการฯ
ที่ประชุมได้พิจารณากรอบตัวชี้วัดของปีงบประมาณ ๒๕๖๑ ในภาพรวม พร้อมทั้งรายงานผลการปฏิบัติงานตามตัวชี้วัดแต่ละตัวในปีที่ผ่านมา มีผลการดำเนินการเป็นอย่างไร เห็นควรยกเลิก หรือ วัดต่อเนื่อง มีตัวชี้วัดใดที่เกี่ยวข้องกับแผนปฏิรูปองค์การของสำนักงานอัยการสูงสุด พ.ศ.๒๕๖๒ - ๒๕๖๖ บ้าง เพื่อให้คณะทำงานฯได้พิจารณา
ผลการประชุม ที่ประชุมได้พิจารณาตั้งแต่ประเด็นที่ ๑ การทำงานถูกต้อง มีความเที่ยง จำนวน จำนวน ๔ ตัวชี้วัด เห็นชอบให้วัดต่อเนื่อง คงเกณฑ์เดิม และมีบางประเด็นที่ประชุมให้ฝ่ายเลขาไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในส่วนของสถิติคดีที่ไม่ตรงกัน และบางตัวชี้วัดจะต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติม เพื่อสือสารให้ผู้ปฏิบัติมีเข้าใจตรงกัน
ประเด็นที่ ๒ การอำนวยความยุติธรรมทางอาญา และการรักษาผลประโยชน์ของรัฐไม่ล่าช้า มีจำนวน ๑๔ ตัวชี้วัด เห็นชอบให้วัดต่อเนื่อง จำนวน ๑๒ ตัว ให้ยกเลิกจำนวน ๑ ตัวชี้วัด และให้รอหารือก่อนนำมาพิจารณาอีกครั้งจำนวน ๒ ตัวชี้วัด
วันนี้ที่ประชุมได้พิจารณาและอภิปรายกันอย่างมาก ตัวชี้วัดบางตัวใช้เวลานานพอสมควร กว่าที่ประชุมจะได้มีมติออกมา คณะทำงานฯแต่ละท่าน ต่างก็มีมุมมองที่แตกต่างกัน จนกว่าจะหาจุดที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน จึงจะลงมติได้
การกำหนดตัวชี้วัด นั่นจะต้องมองได้หลายมุม ทั้งในแง่ของการพัฒนาองค์กร การพัฒนากระบวนงาน การพัฒนาบุคคลากร และอาคารสถานที่ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ตัวชี้วัดดังกล่าวจะต้องสะท้อนอัตลักษณ์ที่แท้จริงขององค์กรได้หรือไม่ เพื่อจะได้นำผลการประเมินฯดังกล่าวนำไปปรับปรุงและพัฒนาองค์กร และตัวชี้วัดดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเป็นสำคัญ
เมื่อวันที่ ๑๒ - ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา ได้เข้าร่วมประชุมยกร่างกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๒ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๑ ณ ห้องประชุม ๓๐๑ ชั้น ๓ สำนักงานอัยการสูงสุด โดยมีท่านพัธนันท์ ชาญกิจ รองอธิบดีอัยการ สนย. เป็นประธานที่ประชุม
ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานฯตามคำสั่งที่ ๑๘๕๐/๒๕๖๑ เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานกำหนดตัวชี้วัดและกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณของสำนักงานฯและหน่วยงานในสังกัด
คณะทำงานฯมีอำนาจหน้าที่ในการยกร่างกรอบการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการฯ ประกอบด้วย หลักการ และเหตุผล ชื่อตัวชี้วัด หน่วยวัด น้ำหนัก วัตถุประสงค์ คำอธิบาย เกณฑ์การให้คะแนน สูตรคำนวณ เงื่อนไขการประเมิน รายละเอียดข้อมูลพื้นฐาน/วิธีการจัดเก็บข้อมูล แนวทางการประเมิน และหน่วยงานรับผิดชอบ
นอกจากนี้ยังมีอำนาจหน้าที่พิจารณากลั่นกรองรายละเอียดตัวชี้วัด ร่วมกับหน่วยงานในสังกัด ปฏิบัติงานอื่น ๆ ตามที่คณะอนุกรรมการกำหนดตัวชี้วัดฯมอบหมาย มีอำนาจเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานกำหนดตัวชี้วัดฯ เข้าร่วมประชุม หรือหารือ หรือจัดส่งข้อมูลให้คณะทำงานฯ และสนับสนุนช่วยเหลือการทำงานของคณะอนุกรรมการฯ
ที่ประชุมได้พิจารณากรอบตัวชี้วัดของปีงบประมาณ ๒๕๖๑ ในภาพรวม พร้อมทั้งรายงานผลการปฏิบัติงานตามตัวชี้วัดแต่ละตัวในปีที่ผ่านมา มีผลการดำเนินการเป็นอย่างไร เห็นควรยกเลิก หรือ วัดต่อเนื่อง มีตัวชี้วัดใดที่เกี่ยวข้องกับแผนปฏิรูปองค์การของสำนักงานอัยการสูงสุด พ.ศ.๒๕๖๒ - ๒๕๖๖ บ้าง เพื่อให้คณะทำงานฯได้พิจารณา
ผลการประชุม ที่ประชุมได้พิจารณาตั้งแต่ประเด็นที่ ๑ การทำงานถูกต้อง มีความเที่ยง จำนวน จำนวน ๔ ตัวชี้วัด เห็นชอบให้วัดต่อเนื่อง คงเกณฑ์เดิม และมีบางประเด็นที่ประชุมให้ฝ่ายเลขาไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในส่วนของสถิติคดีที่ไม่ตรงกัน และบางตัวชี้วัดจะต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติม เพื่อสือสารให้ผู้ปฏิบัติมีเข้าใจตรงกัน
ประเด็นที่ ๒ การอำนวยความยุติธรรมทางอาญา และการรักษาผลประโยชน์ของรัฐไม่ล่าช้า มีจำนวน ๑๔ ตัวชี้วัด เห็นชอบให้วัดต่อเนื่อง จำนวน ๑๒ ตัว ให้ยกเลิกจำนวน ๑ ตัวชี้วัด และให้รอหารือก่อนนำมาพิจารณาอีกครั้งจำนวน ๒ ตัวชี้วัด
วันนี้ที่ประชุมได้พิจารณาและอภิปรายกันอย่างมาก ตัวชี้วัดบางตัวใช้เวลานานพอสมควร กว่าที่ประชุมจะได้มีมติออกมา คณะทำงานฯแต่ละท่าน ต่างก็มีมุมมองที่แตกต่างกัน จนกว่าจะหาจุดที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน จึงจะลงมติได้
การกำหนดตัวชี้วัด นั่นจะต้องมองได้หลายมุม ทั้งในแง่ของการพัฒนาองค์กร การพัฒนากระบวนงาน การพัฒนาบุคคลากร และอาคารสถานที่ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ตัวชี้วัดดังกล่าวจะต้องสะท้อนอัตลักษณ์ที่แท้จริงขององค์กรได้หรือไม่ เพื่อจะได้นำผลการประเมินฯดังกล่าวนำไปปรับปรุงและพัฒนาองค์กร และตัวชี้วัดดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเป็นสำคัญ
วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561
จัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี
ความรู้เดิม ๆ ที่เรามีอยู่ไม่สามารถนำมาใช้ในการปฏิบัติงานได้ เพราะงานในปัจจุบัน ไม่ใช่งานแบบเดิม ๆ แต่เป็นงานใหม่ ที่ไม่เคยมี ไม่เคยทำมาก่อน ความรู้เก่า ๆ ไม่ทันสมัยเสียแล้ว..ใช้การณ์ไม่ได้!!!
วันนี้มีคำสั่งให้จัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี ตามแผนปฏิรูปองค์การ ซึ่งไม่เคยทำมาก่อน จำเป็นต้องมาวางแผนว่าจะทำอย่างไร จึงจะดำเนินการได้
ประการแรก เราจะต้องมีความรู้เรื่องแผนปฏิรูปองค์การเสียก่อนว่า มีการปฏิรูปเกี่วกับเรืองใดบ้าง มีกี่ประเด็น แต่ละประเด็นมีการดำเนินการกี่โครงการ แต่ละโครงการมีกิจกรรมใดบ้าง
จากที่เข้าไปดูแผนปฏิรูปองค์การ มีเรื่องที่จะปฏิรูปองค์การจำนวน ๔ ด้าน คือ
๑.ด้านโครงสร้างสำนักงาน
๒.ด้านการบริหารจัดการองค์กร
๓.ด้านระบบบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล
๔. ด้านกระบวนงาน
หากมาดูประเด็นในการปฏิรูปองค์การ จะมีทั้งหมดจำนวน ๙ ประเด็น คือ
๑) ด้านโครงสร้างองค์กร
๒) ด้านการนำองค์กรซึ่งรวมถึงเรื่องการกำหนดวิสัยทัศน์ การสร้างและหล่อหลอมค่านยม รวมถึงการบ่มเพาะวัฒนธรรมองค์กรที่พึงประสงค์
๓) ด้านการกำกับและตรวจสอบ ที่หมายถึงระบบการตรวจราชการ และการกำกับตรวจสอบโดยคณะกรรมการอัยการ
๔) ด้านการประเมินคุณภาพการดำเนินงานขององค์กร
๕) ด้านบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์
๖) ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
๗) ด้านความเป็นระบบขององค์กร
๘) ด้านกระบวนงานในส่วนกลาง
๙) ด้านกระบวนงานในต่างจังหวัด
นอกจากนี้ คณะทำงานฯ ยังได้วางกรอบหรือธงนำในการปฏิิรูปองค์การ โดยกำหนดองค์ประกอบไว้ เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการปฏิรูปองค์การในครั้งนี้ คือ
๑) การนำและขับเคลื่ององค์กรที่เข้มแข็ง
๒) การจัดรูปและวางโครงสร้างองค์กรที่สอดรับกับบทบาทหน้าที่
๓) ระบบบริหารจัดการต้องมีความทันสมัย คล่องตัว โดยมีระบบกำกับและตรวจสอบ
๔) กระบวนงานที่กระชับ และมีการรำระบบดิจิทัลมาเสริมสร้างความรวดเร็ว แม่นย่ำ และโปร่งใส
๕) มีระบบบริหารจัดการ และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่สามารถสรรหา และพัฒนาบุคลากรขององค์กรให้มีคุณภาพ ทักษะ และทัศนคติตรงตามคุณสมบัติที่พึงประสงค์ขององค์กร
จะเห็นว่าในการปฏิรูปองค์การดังกล่าว มีการปฏิรูปทั้งด้านเรืองโครงสร้าง บุคลากร กระบวนงาน การบริหารจัดการ อีกทั้งเรื่องการนำองค์กรด้วย
การจัดทำโครงการ และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในแต่ละปี จึงจะต้องให้สอดคล้อง และมุ่งไปสู่เป้าหมายดังกล่าว
การจัดทำแผนนั่เป็นเรื่องง่าย แต่การที่จะขับเคลื่อนแผนให้ไปสู่เป้าหมาย เป็นเรื่องที่ยากยิ่งครับ !!!
เราจะดำเนินการต่อไปอย่างไร คงจะต้องพิจารณาหาวิธีการต่อไปอีก
สิ่งที่เราจะต้องเร่งรีบ และดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือการหาองค์ความรู้เรื่องการจัดทำแผนปฏิบัติการดังกล่าว ว่าเราจะไปหาองค์ความรู้จากที่ใด จากใคร และมีองค์ความรู้เรื่องใดที่เราจำเป็นต้องไปสืบค้นหา และนำมาใช้การจัดทำแผนปฏิบัติในครั้งนี้
วันนี้มีคำสั่งให้จัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี ตามแผนปฏิรูปองค์การ ซึ่งไม่เคยทำมาก่อน จำเป็นต้องมาวางแผนว่าจะทำอย่างไร จึงจะดำเนินการได้
ประการแรก เราจะต้องมีความรู้เรื่องแผนปฏิรูปองค์การเสียก่อนว่า มีการปฏิรูปเกี่วกับเรืองใดบ้าง มีกี่ประเด็น แต่ละประเด็นมีการดำเนินการกี่โครงการ แต่ละโครงการมีกิจกรรมใดบ้าง
จากที่เข้าไปดูแผนปฏิรูปองค์การ มีเรื่องที่จะปฏิรูปองค์การจำนวน ๔ ด้าน คือ
๑.ด้านโครงสร้างสำนักงาน
๒.ด้านการบริหารจัดการองค์กร
๓.ด้านระบบบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล
๔. ด้านกระบวนงาน
หากมาดูประเด็นในการปฏิรูปองค์การ จะมีทั้งหมดจำนวน ๙ ประเด็น คือ
๑) ด้านโครงสร้างองค์กร
๒) ด้านการนำองค์กรซึ่งรวมถึงเรื่องการกำหนดวิสัยทัศน์ การสร้างและหล่อหลอมค่านยม รวมถึงการบ่มเพาะวัฒนธรรมองค์กรที่พึงประสงค์
๓) ด้านการกำกับและตรวจสอบ ที่หมายถึงระบบการตรวจราชการ และการกำกับตรวจสอบโดยคณะกรรมการอัยการ
๔) ด้านการประเมินคุณภาพการดำเนินงานขององค์กร
๕) ด้านบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์
๖) ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
๗) ด้านความเป็นระบบขององค์กร
๘) ด้านกระบวนงานในส่วนกลาง
๙) ด้านกระบวนงานในต่างจังหวัด
นอกจากนี้ คณะทำงานฯ ยังได้วางกรอบหรือธงนำในการปฏิิรูปองค์การ โดยกำหนดองค์ประกอบไว้ เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการปฏิรูปองค์การในครั้งนี้ คือ
๑) การนำและขับเคลื่ององค์กรที่เข้มแข็ง
๒) การจัดรูปและวางโครงสร้างองค์กรที่สอดรับกับบทบาทหน้าที่
๓) ระบบบริหารจัดการต้องมีความทันสมัย คล่องตัว โดยมีระบบกำกับและตรวจสอบ
๔) กระบวนงานที่กระชับ และมีการรำระบบดิจิทัลมาเสริมสร้างความรวดเร็ว แม่นย่ำ และโปร่งใส
๕) มีระบบบริหารจัดการ และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่สามารถสรรหา และพัฒนาบุคลากรขององค์กรให้มีคุณภาพ ทักษะ และทัศนคติตรงตามคุณสมบัติที่พึงประสงค์ขององค์กร
จะเห็นว่าในการปฏิรูปองค์การดังกล่าว มีการปฏิรูปทั้งด้านเรืองโครงสร้าง บุคลากร กระบวนงาน การบริหารจัดการ อีกทั้งเรื่องการนำองค์กรด้วย
การจัดทำโครงการ และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในแต่ละปี จึงจะต้องให้สอดคล้อง และมุ่งไปสู่เป้าหมายดังกล่าว
การจัดทำแผนนั่เป็นเรื่องง่าย แต่การที่จะขับเคลื่อนแผนให้ไปสู่เป้าหมาย เป็นเรื่องที่ยากยิ่งครับ !!!
เราจะดำเนินการต่อไปอย่างไร คงจะต้องพิจารณาหาวิธีการต่อไปอีก
สิ่งที่เราจะต้องเร่งรีบ และดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือการหาองค์ความรู้เรื่องการจัดทำแผนปฏิบัติการดังกล่าว ว่าเราจะไปหาองค์ความรู้จากที่ใด จากใคร และมีองค์ความรู้เรื่องใดที่เราจำเป็นต้องไปสืบค้นหา และนำมาใช้การจัดทำแผนปฏิบัติในครั้งนี้
วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561
เส้นความยากจน
การยุติความยากจนทุกรูปแบบ เป็นเป้าหมายหนึ่งในการพัฒนาความยั่งยืน โดยความสมัครใจของไทย ตามเป้าหมายการพั?ฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) จำนวน ๑๗ เป้าหมาย ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งประเทศไทยได้ดำเนินการโดยความสมัครใจ
การดำเนินการตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)ของประเทศไทย ดำเนินการโดยผ่านคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (กพย.) โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ
ด
เป้าหมายที่ ๑ ยุติความยากจนทุกรูปแบบในทุกที่ โดยประเทศไทยมีเป้าหมายในการลด้ความยากจนลง ๒๕.๘ ล้านคนในปี พ.ศ.๒๕๔๓ ให้เหลือร้อยละ ๗.๒ หรือ ๔.๘ ล้านคน ในปี พ.ศ.๒๕๕๘ โดยแบ่งเป็นชาย และหญิงอย่างละร้อย ๓๘ และเป็นเด็กประมาณร้อยละ ๒๔
สำหรับความยากจนแล้ว ยังไม่มีเส้นความยากจนที่แน่นอน แต่ความยากจน หมายถึง ความขาดแคลน ไม่มี ไม่พอ ไม่สบาย ไม่ว่าจะเป็นการไม่พอกิน ไม่มีเงิน ไม่มีงาน ไม่มีที่ทำกิน มีหน้สิน ขาดโอกาส หรือป่วยไข้ ประสบภัพิบัติ ส่งผลให้ขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน ความยากจนจึงไม่ได้หมายถึงความยากจนนในเชิงเศรษฐกิจ คือการมีรายได้น้อย การบริโภคน้อย แต่ยังรวมถึงการขาดโอกาสด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล และโอกาสทางมิติต่าง ๆ
การแก้ไขปัญหาความยากจน จึงได้กำหนดไว้ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (๒๕๖๐ - ๒๕๗๙ ) โดยน้อมนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยุความยากจนนทุกรูปแบบในทุกที่
วิธีการโดยการปลูกฝังให้ครัวเรือนที่ยากจนเรียนรู้และคิดค้นวิธีการจัดการชีวิตและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนและเหมาะสม โดยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิตดังกล่าว มีการจัดตั้งหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ เพื่อเป็นการสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขในชุมชน เป็นต้น
นอกจากนั้นรัฐบาลยังให้สวัสดิการด้านสังคม เช่น เงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อย การจัดโครงการจัดหาที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การขจัดความยากจนดังกล่าว ควรจะมีการสร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชนในการจัดทำอาชีพและหารายได้โดยพึ่งตนเองเป็นสำคัญ การที่รัฐบาลให้สวัสดิการในรูปแบบต่าง ๆ นั่น อาจจะไม่ทำให้เกิดความยั่งยืนได้ ควรจะหาแนวทางให้ประชาชนพึ่งตนเองให้ได้ก่อน
การสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน เป็นวิธีการหนึ่งที่ควรจะทำ โดยการจัดทำอาชีพที่ประชาชนมีความถนัด หาตลาดให้ และปลูกฝังค่านิยมความเป็นไทยอีกส่วนหนึ่ง ก็จะทำให้การขจัดความยากจน ได้ลดลงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
การที่ประชาชนเรามีค่านิยม และวัฒนธรรมในการบริโภคนิยม ไม่ยึดมั่นในความพอเพียง และสันโดษ จึงมีส่วนทำให้ประชาชนมีการก่อหนี้สินเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ..การที่จะทำให้การขจัดความยากจนลงได้ จะต้องหางานให้ประชาชน ได้มีรายได้ที่พอเพียง และปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องอีกด้วยครับ!!!
การดำเนินการตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)ของประเทศไทย ดำเนินการโดยผ่านคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (กพย.) โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ
ด
เป้าหมายที่ ๑ ยุติความยากจนทุกรูปแบบในทุกที่ โดยประเทศไทยมีเป้าหมายในการลด้ความยากจนลง ๒๕.๘ ล้านคนในปี พ.ศ.๒๕๔๓ ให้เหลือร้อยละ ๗.๒ หรือ ๔.๘ ล้านคน ในปี พ.ศ.๒๕๕๘ โดยแบ่งเป็นชาย และหญิงอย่างละร้อย ๓๘ และเป็นเด็กประมาณร้อยละ ๒๔
สำหรับความยากจนแล้ว ยังไม่มีเส้นความยากจนที่แน่นอน แต่ความยากจน หมายถึง ความขาดแคลน ไม่มี ไม่พอ ไม่สบาย ไม่ว่าจะเป็นการไม่พอกิน ไม่มีเงิน ไม่มีงาน ไม่มีที่ทำกิน มีหน้สิน ขาดโอกาส หรือป่วยไข้ ประสบภัพิบัติ ส่งผลให้ขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน ความยากจนจึงไม่ได้หมายถึงความยากจนนในเชิงเศรษฐกิจ คือการมีรายได้น้อย การบริโภคน้อย แต่ยังรวมถึงการขาดโอกาสด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล และโอกาสทางมิติต่าง ๆ
การแก้ไขปัญหาความยากจน จึงได้กำหนดไว้ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (๒๕๖๐ - ๒๕๗๙ ) โดยน้อมนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยุความยากจนนทุกรูปแบบในทุกที่
วิธีการโดยการปลูกฝังให้ครัวเรือนที่ยากจนเรียนรู้และคิดค้นวิธีการจัดการชีวิตและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนและเหมาะสม โดยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิตดังกล่าว มีการจัดตั้งหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ เพื่อเป็นการสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขในชุมชน เป็นต้น
นอกจากนั้นรัฐบาลยังให้สวัสดิการด้านสังคม เช่น เงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อย การจัดโครงการจัดหาที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การขจัดความยากจนดังกล่าว ควรจะมีการสร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชนในการจัดทำอาชีพและหารายได้โดยพึ่งตนเองเป็นสำคัญ การที่รัฐบาลให้สวัสดิการในรูปแบบต่าง ๆ นั่น อาจจะไม่ทำให้เกิดความยั่งยืนได้ ควรจะหาแนวทางให้ประชาชนพึ่งตนเองให้ได้ก่อน
การสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน เป็นวิธีการหนึ่งที่ควรจะทำ โดยการจัดทำอาชีพที่ประชาชนมีความถนัด หาตลาดให้ และปลูกฝังค่านิยมความเป็นไทยอีกส่วนหนึ่ง ก็จะทำให้การขจัดความยากจน ได้ลดลงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
การที่ประชาชนเรามีค่านิยม และวัฒนธรรมในการบริโภคนิยม ไม่ยึดมั่นในความพอเพียง และสันโดษ จึงมีส่วนทำให้ประชาชนมีการก่อหนี้สินเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ..การที่จะทำให้การขจัดความยากจนลงได้ จะต้องหางานให้ประชาชน ได้มีรายได้ที่พอเพียง และปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องอีกด้วยครับ!!!
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)















