วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

อัศจรรย์ของชีวิต : (๑๒) จัดรายการวิทยุ

รายการวิทยุถือว่าเป็นเครื่องสื่อสารอย่างหนึ่งในสมัยเดิม ทุกบ้านหลังคาเรือนจะฟังวิทยุกันส่วนใหญ่ สมัยนั้น โทรทัศน์ มือถือยังไม่มี ไม่มีไลน์ให้เล่น ไม่มีทีวีให้ดู และมีทรานสิสเตอร์เป็นเพื่อนเท่านั่น

ตามบ้านจะได้ยินเสียงวิทยุ มีรายการสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นละคร รายการเพลงลูกทุ่ง รายการหมอลำ และมีรายการกฎหมายชาวบ้าน เป็นต้น

แต่ก่อนผู้เขียนยังจำว่า... แต่ละวันหลังข่าวภาคค่ำ (ข่าวทุ่มครึ่ง) ก็จะมีรายการหมอลำเรื่องต่อกลอน ชาวบ้านรับฟังจากสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยจังหวัดขอนแก่น จะมีหมอลำคณะดัง ๆ ไม่ว่า จะเป็นคณะเพชรอุบล คณะประถมบันเทิงศิลป์  และ.ระเบียบวาทะศิลป์ เป็นต้น จะเป็นที่ชื่นชอบของชวบ้านแถวอีสาน

หมอลำเรื่องต่อกลอน เรื่อง ลีลาวดี จะเป็นดังฮิตติดอันดับ ชาวบ้านฟังแล้วชื่นชอบกันมาก พอถึงเวลา จะได้ยินเสียงฟังหมอลำกันทุกบ้าน เสียดายปัจจุบัน บรรยากาศดังกล่าวไม่มีให้เห็นอีกแล้ว กลายเป็นเสียงเพลงเกาหลีไป เสียดาย!!

สมัยเด็ก ๆ ผู้เขียน ก็เคยใฝ่ฝันอยากออกรายการวิทยุกับเช่นกัน มีนักจัดรายการหลายคนที่ชื่นชม อยากรู้ว่าเขาไปออกรายการวิทยุกันอย่างไร ต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง อยากเป็นนักจัดรายการกับเขามั่ง..ฝันไกล

ในช่วงอยู่ต่างจังหวัด ผู้เขียนจะติดรายการวิทยุเป็นประจำ ใช้สำรับฟังข่าวจากกรมประชาสัมพันธ์ รายการเพลงดัง รายการฟังธรรมะ โดยเฉพาะแหล่เสียงอีสาน

ไม่นึกไม่ฝันเช่นกันว่า..ตนเองจะได้มีโอกาสไปจัดรายการวิทยุดั่งที่เคยฝันไว้ 

มีอยู่ปีหนึ่ง ได้มีโอกาสรับผิดชอบโครงการเผยแพร่กฎหมายแก่ประชาชน ได้ทำโครงการออกเผยแพร่กฎหมายตามหมู่บ้านต่าง ๆ นอกจากนั้นยังได้ทำโครงการของบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด ได้รับงบประมาณจัดสรรมาจำนวนหนึ่ง ในการออกไปเผยแพร่ และจัดอบรมตามโครงการดังกล่าว

โครงการนี้ นอกจากจะมีกิจกรรมออกเผยแพร่กฎหมายตามหมู่บ้านเป้าหมายแล้ว ยังมีกิจกรรมจัดฝึกอบรมความรู้ทางกฎหมายแก่ผู้นำหมู่บ้าน ผู้เข้ารับการอบรมได้ ผู้ใหญ่บ้าน และกรรมการหมู่บ้านของอำเภอเป้าหมายและ มีโครงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

นอกจากจะมีโครงการออกเผยแพร่กฎหมายตามหมู่บ้านแล้ว ยังได้จัดทำโครงการเผยแพร่กฎหมายทางสถานีวิทยุกระจายเสียงประจำท้องถิ่นอีกด้วย และได้มีหนังสือขอเวลาจากสถานีวิทยุกองทัพภาค ๒ ภาคเอฟเอม ๙๕ เมกกะเฮิทด์ เพื่อจัดรายการ "กฎหมายชาวบ้าน " ออกอากาศทางสถานีวิทยุดังกล่าว

ทางสถานีวิทยุดังกล่าวอนุญาตให้ออกรายการในช่วงเย็นเวลาประมาณ ๑๘.๓๐ - ๑๙.๐๐ น. เป็นรายการ "กฎหมายชาวบ้าน " และทางสถานีฯกำหนดให้ส่งสคลิปเนื้อหาที่จะเผยแพร่ในแต่ละครั้งไปให้ทางสถานีวิทยุพิจารณาก่อน ถึงจะออกรายการได้ในแต่ละครั้ง

ผู้เขียนเป็นผู้รับผิดชบอในการจัดทำสคลิปรายการทุกครั้งก่อนที่จะออกรายการ ช่วงแรก ๆ ก็มีพนักงานอัยการไปออกรายการครั้งละ ๑ - ๒ ท่าน หมุนเวียนเปลี่ยนกันไป  ซึ่งจะมีคำสั่งแต่งตั้งไปออกรายการในแต่ละครั้ง

ในช่วงหลัง ๆ ปรากฎว่า ติดธุระไม่สามารถจะไปออกรายการได้ ผู้เขียนจึงได้เป็นผู้ไปจัดการายเองตลอดมา เพราะแต่ละครั้งจะไปออกรายการ ได้จัดทำสคลิปขออนุญาตต่อผู้บังคับบัญชา และเสนอให้ทางสถานีวิทยุได้พิจารณาอนุญาตก่อนทุกครั้ง

ในการไปจัดรายการ ทางเจ้าหน้าที่จะแนะนำกฎ กติกา ให้ทราบ การใช้เครื่องมือต่าง ๆ ซึ่งเป็นห้องอัดเสียงโดยเฉพาะ และก็จะมีเจ้าหน้าที่ควบคุมรายการอยู่ด้านนอก ซึ่งสามารถมองเห็นและสามารถส่งสัญญาณกันได้ ในกรณีมีเหตุขัดข้อง การออกรายการเราจะพูดตามสคลิปที่เขียนมา มีบางครั้งอาจจะต้องมีการอธิบายเพิ่มเติมในบางประเด็น หลังจากนั้น ก็จะมีการเปืดเพลงคั้นรายการจำนวน ๑ เพลง และก็จะบรรยายต่อไปจนครบ ๓๐ นาทีตามเวลาที่กำหนด หากเราพูดเกินเวลา ทางเจ้าหน้าที่ก็จะตัดเข้ารายการข่าวประจำวัน ดังนั้น เราจะต้องพูดให้ทันเวลาตามที่เขากำหนด

ผู้เขียนจัดรายการไปสักระยะหนึ่ง มีชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่ตำรวจมาสอบถามว่า...เสียงท่านใช่มัยที่จัดรายการดังกล่่าว มีคนฟังกันมากครับ รายการดังกล่าวมีประโยชน์มากน่ะ เป็นต้น

หลังจากที่โยกย้ายไปอยู่ที่จังหวัดอำนาจเจริญ ผู้เขียนก็มีโอกาสไปออกรายการวิทยุที่สถานีวิทยุแห่งประเทศไทยจังหวัดอำนาจเจริญ เช่นกัน

จึงเป็นเหตุการณ์หนึ่งในชีวิตของผู้เขียน ที่เคยใฝ่ฝันจั้งแต่เด็กมา ไม่เคยคิดเลยว่าความฝันดั่งกลาวกลับกลายมาเป็นความจริงดั่งที่ฝันไว้

นี่จึงเป็นเรื่องอัศจรรย์ของชีวิตอีกเหตุการณ์หนึ่งครับ!!!


วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562

อัศจรรย์ของชีวิต: (๑๑) ลาอออกจากราชการ

การเข้ารับราชการ เป็นอาชีพหนึ่งที่หลายคนต่างใฝ่ฝันและอยากเข้ารับราชการ อาจเป็นเพราะเราอยากเป็นเอง บางคนจำใจต้องเป็น เพราะพ่อแม่อยากให้ลูกได้เป็นข้าราชการก็มี...ส่วนผู้เขียนเลือกเอง

อาชีพข้าราชการ แม้จะมีรายได้น้อยเมื่อเทียบกับงานเอกชน แต่มีหลายสิ่งที่เอกชนไม่มี ไม่ว่าจะเป็นเรืองสวัสดิการ ความมั่นคง ความมีเกียรติ การได้รับยศ หรือได้รับพระราชเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในระดับต่าง ๆ

หากมีคนถามว่า...คุณเคยลาออกจากราชการหรือไม่?

คงตอบว่า...เคยลาออกมาแล้วครั้งหนึ่ง

ถามว่า...สาเหตุที่ออกเพราะอะไร?

คงตอบว่า...อยู่ไม่ไหว และมีทางเลือกที่ดีกว่าครับ

สาเหตุที่ได้ลาออกจากราชการ เนื่องจากผู้เขียนได้เข้ารับราชการครั้งแรกที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ โดยสอบแข่งขันได้ในลำดับที่ ๑ ของตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ดิน ของสนามสอบจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตามปรกติ คนที่สอบได้ลำดับที่ ๑ จะต้องได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้รับราชการ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัด

แต่กรณีของผู้เขียน กลับตรงกันข้าม สาเหตุมากจากผู้ที่สอบแข่งขันได้ในคราวเดียวกัน มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งตั้งครรภ์ หากให้เลือกลงสำนักงานที่ว่างแล้ว น้องคนนี้เขาจะต้องได้บรรจุลงที่ สำหนังานที่อำเภอแม่แจ่ม หรือไม่ก็ ที่สำนักงานที่ดินอำเภอสะเมิง ซึ่งในสมัยสั่นถือว่า เป็นพื้นที่สีแดง/สีชมพู เป็นเขตก่อการร้ายของพรรคคอมมิวนิสต์

เธอจึงได้เข้าพบเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด ขอให้คนที่สอบได้ระดับต้น ๆ เห็นใจเธอ ซึ่งทางเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด จึงได้หารือกับคนที่สอบได้ในระดับต้น ๆ ได้พิจารณา ผู้เขียนซึ่งสอบได้ลำดับที่ ๑ ก็ลำบากใจ และตนเองก็เป็นโสด คิดเพียงแค่ว่าขอให้สอบได้ก็ถือว่า..เป็บุญวาสนาแล้ว ส่วนจะไปบรรจุที่อำเภอใด ก็ไม่สำคัญ..

จึงยอมให้มีการจับสลากเพื่อเลือกสำนักงานที่อำเภอ เพื่อไปบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ที่ดิน ๑ ตามอำเภอที่ว่าง ในครั้งนั่น มีตำแหน่งที่ว่างจำนวน ๖ ตำแหน่ง ที่สำนักงานที่ดินจังหวัด ๑ ตำแหน่ง และที่ดินอำเภอ ๕ ตำแหน่ง จะมีอำเภอแม่แจ่ม สะเมิง อมก๋อย พร้าว แม่แต่ง  เท่าที่จำได้

ผลการจับสลากปรากฎว่า ผู้เขียนจับได้ไปบรรจุเข้ารับราชการที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นอำเภอกันดารมาก การเดินทางช่วงปี พ.ศ.๒๕๒๓ ไป-มาลำบาก มีรถยนต์โดยสารวิ่งเข้า - ออก ระหว่างอำเภอฮอด กับ อำเภออมก๋อย วันละ ๑ เที่ยว เท่านั่น

วันเดินทางไปรับราชการ เจ้าหน้าที่และเพื่อนๆ บอกว่า จะมีรถยนต์จากเชียงใหม่ไปอำเภอฮอด เวลาหกโมงเช้า จะต้องเดินทางไปถึงอำเภอฮอดก่อนเวลาเที่ยงวัน มิฉะนั้นจะไม่ทันรถโดยสารที่จะไปอำเภออมก๋อย วันหนึ่งจะมีรถโดยสาร จำนวน ๑ เที่ยวเท่านั่น

ผู้เขียนจึงได้เดินทางไปแต่เช้า และไปถึงอำเภออมก๋อยเวลาประมาณเกือบหกโมงเย็น และได้พบกับที่ดินอำเภอที่บ้านพัก และขอพักด้วยในคืนแรก

อำเภออมก๋อย ในสมัยนั่น มีร้านก๋อนเตี่ยวจำนวน ๑ ร้าน หาร้านอาหารลำบาก จะมีรถจากตลาดมาขายอาทิตย์ละครั้ง ทำให้การอยู่่กินลำบาก เนื่องจากผู้เขียนไม่ใช่คนท้องถิ่น และหาบ้านพักก็ไม่ได้ ทางราชการจึงจัดให้ไปนอนที่โรงรถหลังที่ว่าการอำเภอ ห้องเล็ก ๆ นอนกับเจ้าหน้าที่ของส่วนปกครองอีกท่านหนึ่ง

อาหารการกิน ก็ทานไข่เป็นหลัก เช้าก็ไข่เจียว กลางวันไข่ต้ม และเย็นตุ๋นไข่ ทำเป็นค่นี้ หาอาหารทานยาก อาทิตย์หนึ่งก็จะมีตลาดสดเปิด ๑ ครั้ง อาหารส่วนมากจะเป็นของคนชาวเขา ได้แก่ชาวยาง แม้ว มูเซอ นำอาหาร ผลไม้ และพืชผักมาจำหน่าย

ส่วนไฟฟ้าสมัยนั่น การไฟฟ้ายังไปไม่ถึง จะใช้ไฟฟ้าปั่นเอง ถึงเวลาประมาณ ๕ ทุ่มก็จะปิด ก็ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีแหล่งท่องเที่ยว ไม่มีร้านอาหารยามค่ำคืน พอตกค่ำมา จะเงียบสงบ และเหน็บหนาวมาก

ที่ว่าการอำเภอจะเงียบวังเวง มีเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติงานไม่กี่คน ดูที่สมุดลงเวลา ข้าราชการส่วนมากจะไปราชการต่างจังหวัดกันหมด

ข้าราชการส่วนใหญ่ ที่ไปอยู่ที่นั่น ส่วนมากจะเป็นคนที่ส่วนราชการย้ายไปลงโทษ ที่ดินอำเภอที่เป็นหัวหน้าผู้เขียนก็อยู่ระหว่างตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย และนายอำเภอที่อยู่ในสมัยนั่นก็โดนเด้งมาจากที่อื่น อยู่ในระหว่างตั้งกรรมการสอบสวน ผู้เขียนฟังแล้ว หมดแรง!!!

ยามว่างเสาร์ - อาทิตย์ เพื่อน ๆ ก็จะพาเที่ยวตามโรงเรียนต่าง ๆ นอกนั้น ดื่มเหล้า เล่นการพนันกัีนในยามว่าง ทำให้ผู้เขียนดื่มเหล้า และเล่นไพ่ได้ ในช่วงที่ไปอยู่ที่นั่น

นั่งมองดูอนาคตตัวเองแล้ว ถ้าไม่เป็นขี้เหล้า ก็เป็นนักพนันตัวยงแนๆ ดูอนาคตน่าจะไม่สดใส เพราะสิ่งแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยเลย

กำลังใจเริ่มทดถอย ความหวังที่ฝัีนไว้ มองดูจะมืดมน น่าจะทนอยู่ได้ยาก เพื่อน ญาติ พี่น้องก็ไม่มี ยามเป็นไข้ได้ป่วยใครจะมาดูแลหนอ...สมองเริ่มคิด และวิตกกังวล

เพราะเหตุเหล่านี้ จึงทำให้ผู้เขียนตัดสินใจลาออกจากราชการ หลังจากที่เข้ามาปฏิบัติราชการประมาณ ๓ เดือน

นี่คือความอัศจรรย์ของชีวิต หากไม่มีวันนั่น เราก็จะไม่มีวันนี้ครับ!!!

ข้อมูลการเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๖๒ กกต.ได้ประกาศจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และจำนวนเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัด ลงในราชกิจจานุเบกษา และมีข้อสังเกตุและน่าสนใจ ดังนี้

๑.วันเลือกตั้งทั่วไป กำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒

๒.วันลงคะแนนล่วงหน้า กำหนดในวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๒

๓. จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๑ จำนวน ๖๖,๑๘๘,๕๐๓ คน

๔. จำนวนราษฎรจำนวน ๑๘๙,๑๑๐ คน /ผู้ราษฎรจำนวน ๑ คน

๕. จังหวัดมีจำนวนทั้งสิ้น  ๗๗  จังหวัด

๖. มีจังหวัดที่มีจำนวน ส.ส. และ หน่วยเลือกตั้งมากที่สุดตามลำดับ ดังนี้

         - กรุงเทพมหานคร  จำนวน ๓๐  คน จำนวน ๓๐ เขตเลือกตั้ง
         - นครราชสีมา           จำนวน ๑๔ คน  จำนวน ๑๔ เขตเลือกตั้ง
         - อุบลราชธานี /ขอนแก่น  จำนวน ๑๐  คน  จำนวน ๑๐ เขตเลือกตั้ง
         - เชียงใหม่  จำนวน ๙ คน  จำนวน ๙ เขตเลือกตั้ง

        - อุดรธานี้/สงขลา/ศรีสะเกษ/บุรีรัมย์/นครศรีธรรมราษฎร์ และชลบุรี จังหวัดละ ๘ คน จังหวัด ๘ เขตเลือกตั้ง

       เห็นว่า พื้นที่จังหวัดที่มีจำนวนราษฎรและจำนวน ส.ส.จำนวนมาก จะอยู่ในพื้นที่ภาคอีสานจำนวนถึง ๖ จังหวัด มี ส.ส.มากกว่ากรุงเทพมหานครเสียอีก
       ส่วนวิธีการเลือกตั้ง การนับคะแนน สามารถอ่านได้จากข่าวนี้ ...

     การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 24 มี.ค. 2562 จะแตกต่างจากการเลือกตั้ง ครั้งก่อนหน้า..โดยในการเลือกตั้งใหญ่อย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อ 3 ก.ค. 2554 ครั้งนั้นแบ่งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร (สส.) ออกเป็น 2 ประเภท คือ สส. แบบแบ่งเขต จำนวน 375 คน และสส. แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 125 คน ส่วนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มี.ค. 2562 มีสส. แบบแบ่งเขต 350 คน และสส. แบบบัญชีรายชื่อ 150 คน

ที่สำคัญคือ "จะเป็นการเลือกตั้งที่ใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว และเลือกเฉพาะ สส. แบบแบ่งเขตเท่านั้น" จากเดิม ที่ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ สำหรับเลือก สส. แบบแบ่งเขตใบหนึ่งและแบบบัญชีรายชื่อ อีกใบหนึ่ง ซึ่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 91  กำหนดวิธีการคำนวณหา สส.แบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองไว้ดังนี้

 1.นำคะแนนรวมทั้ง ประเทศที่พรรคการเมืองทุกพรรคที่ส่ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งหารด้วย 500 อันเป็นจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎร

2.นำผลลัพธ์ตามข้อ 1. ไปหาร จำนวนคะแนนรวมทั้งประเทศของพรรค การเมืองแต่ละพรรคที่ได้รับจากการเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งทุกเขต จำนวน ที่ได้รับให้ถือเป็นจำนวน สส. ที่พรรค การเมืองนั้นจะพึงมีได้ 

3.นำจำนวน สส. ที่พรรคการเมืองจะพึงมีได้ตามข้อ 2. ลบด้วย จำนวน สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้งหมดที่ พรรคการเมืองนั้นได้รับเลือกตั้งในทุกเขตเลือกตั้ง ผลลัพธ์คือ จำนวน สส. แบบบัญชี รายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นจะได้รับ

4.ถ้าพรรคการเมืองใดมีผู้ได้รับ เลือกตั้งเป็น สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เท่ากับหรือสูงกว่าจำนวน สส. ที่พรรค การเมืองนั้นจะพึงมีได้ตามข้อ 2. ให้พรรค การเมืองนั้นมี สส. ตามจำนวนที่ได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรร สส. แบบบัญชีรายชื่อ และให้นำจำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจำนวน สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งต่ำกว่าจำนวน สส. ที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ ตามข้อ 2. ตามอัตราส่วน แต่ต้องไม่มีผลให้ พรรคการเมืองใดดังกล่าวมี สส. เกินจำนวน ที่จะพึงมีได้ตามข้อ 2.

5.เมื่อได้จำนวนผู้ได้รับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองแล้ว ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งตามลำดับหมายเลขในบัญชีรายชื่อ สส. แบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. ทั้งนี้ในกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดเสียชีวิตภายหลังวันปิดรับสมัครรับเลือกตั้งแต่ก่อนเวลาปิดการ ลงคะแนนในวันเลือกตั้ง ให้นำคะแนนที่มี ผู้ลงคะแนนให้มาคำนวณตามข้อ 1. และ ข้อ 2. ด้วย โดยการนับคะแนน หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณ การคิดอัตราส่วน และการประกาศผลการเลือกตั้ง ให้เป็นไปตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ฉบับ 2560  เคยให้เหตุผลการเลือกใช้ระบบการเลือกตั้งแบบนี้ว่า "เพื่อให้ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย" จากเดิมที่การเลือกตั้งครั้งก่อนๆ คะแนนเสียงของผู้ชนะเท่านั้นจึงจะมีความหมาย ทั้งที่ในหลายเขตเลือกตั้งคะแนนระหว่างผู้ได้อันดับ 1 กับอันดับ 2 ห่างกันไม่มากนัก แต่คะแนนของผู้ได้อันดับ 2 กลับถูกละทิ้งไปอย่างสูญเปล่าซึ่งน่าเสียดาย ดั้งนั้นการนำคะแนนของผู้แพ้มาคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อเติมให้จะมีประโยชน์กว่า

อย่างไรก็ตาม ระบบการเลือกตั้ง ข้างต้นที่เรียกว่า "ระบบจัดสรรปันส่วนผสม"ก็ถูกตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายว่า "จะไม่มี พรรคการเมืองใดสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เองโดยลำพัง" เพราะเป็นเรื่องยากที่จะ มีพรรคใดชนะการเลือกตั้งมากกว่า 250 เขต เลือกตั้ง และยิ่งพรรคใดได้ สส. แบบแบ่งเขต จำนวนมาก จำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อที่จะได้ก็น้อยลงโดยคะแนนจะถูกนำไปเติมให้พรรคลำดับรองลงไปแทน "การเมืองไทยหลังการเลือกตั้งภายใต้ รธน. 2560 จะมีลักษณะรัฐบาลผสมหลายพรรค"ซึ่งอาจมีเสถียรภาพต่ำ คล้ายกับการเมืองยุคก่อน รธน. ฉบับ 2540
อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/nnd/2948298

       หากพรรคการเมืองใด สามารถเอาชนะคนะแนนเสียงในภาคอีสานได้ ก็น่าจะเป็นพรรคที่มีแนวโน้มจะได้รับจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้อย่างแน่นอน!!!

วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2562

อัศจรรย์ชีวิต: (๑๐) ปลงธรรมสังเวช

ทุกอย่างบนทางของชีวิต หากดูไปในอดีตที่ผ่านมา เหมือนกับว่ามีการลิขิตชีวิตให้เดินไปตามเส้นทางดังกล่าว อย่างไม่ด้ตคาดคิดมาก่อน



                                   ถ่ายรูปร่วมกับพระนวกะบริเวณศูนย์อำนวยการฯ

บางครั้ง เมื่อได้ไปในที่ ๆ เราเคยไปมา เหมือนกับว่า ที่แห่งนี้เหมือนกับว่าเป็นสถานที่ที่เราเคยอยู่มาแล้วในอดีต ทำให้เราเกิดความอบอุ่น ความคุ้นเคยในสถานที่ดังกล่าว

เมื่อปีพ.ศ.๒๕๖๐ ที่ผ่านมา ในช่วงที่มีการบำเพ็ญกุศลเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวารที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ สวรรคต นอกจากจะได้รับมอบหมายในการจัดทำโครงการอุปสมบทหมู่เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมายที่เกี่ยวเนื่องกัน

กิจกรรมหนึ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ไปร่วมในครั้งนี้ กล่าวคือทางวัดได้มีกำหนดการนำพระนวกะ เพื่อไปประกอบพิธีเจริญจิตภาวนาเพื่อปลงธรรมสังเวช ณ พระบรมมหาราชวัง มีกำหนดการในวันดังกล่าว ดังนี้


วันอังคารที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๖๐

          เวลา ๐๕.๐๐-๐๖.๐๐ นาฬิกา  ตื่นจากการจำวัตร ทำภารกิจส่วนตัว

          เวลา ๐๖.๐๐-๐๗.๐๐ นาฬิกา เมื่อท้องฟ้าสว่าง สามารถมองเห็นลายมือได้ พระนวกทั้งสิบเอ็ดรูปร่วมกันออกเดินบิณฑบาต โดยมีพระพี่เลี้ยง คือ ท่านพระมงคลสุตาคม พระมหานิคม นิสโภ พระครูสังฆรักษ์ พระครูใบฎีกานิธิศ เป็นผู้นำ โดยเป็นการออกเดินบิณฑบาตไปรับบาตรที่สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารหลักเมือง โดยข้าราชการอัยการทั้งพนักงานอัยการ ข้าราชการธุรการ พนักงานราชการ และลูกจ้างร่วมกันตั้งโต๊ะเพื่อใส่บาตรพระนวก

          เวลา ๐๗.๓๐-๐๘.๑๕ นาฬิกา เมื่อออกเดินบิณฑบาตเสร็จกลับมา พระนวกจะมารวมกันที่ศาลาการเปรียญ บริเวณหอฉัน ฯ เพื่อนำของที่บิณฑบาตออกจากบาตร ใส่ในถาดเพื่อจัดอาหารสำหรับฉันร่วมกัน โดยมีท่านเจ้าคุณ......... พระครูสังฆรักษ์ ........ร่วมฉันด้วย

          เวลา ๐๘.๓๐-๐๙.๓๐ นาฬิกา พระนวกทุกรูปลงพระอุโบสถเพื่อทำวัตรเช้า ร่วมกับพระผู้ใหญ่ หลังจากนั้นพระผู้ใหญ่ (ไม่แน่ใจว่าพระอุปัชฌาย์หรือไม่) ให้โอวาทกับพระนวก

          เวลา ๑๑.๐๐-๑๒.๐๐ นาฬิกา พระนวกทุกรูปร่วมกันฉันภัตตาหารเพล ที่ศาลาการเปรียญ บริเวณหอฉัน ฯ

          เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๕.๐๐ นาฬิกา พระนวกทุกรูปร่วมกันเดินทางไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นที่สถิตพระบรมโกฏิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ฯ เพื่อปลงธรรมสังเวชหน้าพระบรมโกฏิและเจริญจิตรภาวนาถวายพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน

          เวลา ๑๖.๐๐ -๑๗.๐๐ น. พระนวกร่วมกันเดินทางไปปฏิบัติธรรมทานปล่อยปลาที่แม่ค้านำมาขายในตลาด เพื่อช่วยชีวิตปลาเหล่านั้นไม่ต้องถูกขายไปทำเป็นอาหาร นำมาปล่อยที่บริเวณท่าน้ำของวัดเทวราชกุญชร หลังจากปล่อยปลาเสร็จได้เข้าเยี่ยมชมภายในอุโบสถของวัด

           เวลา ๑๙.๐๐-๒๑.๐๐ นาฬิกา พระนวกทุกรูปร่วมสวดมนต์กับอุบาสกอุบาสิกาที่บริเวณภายในพระวิหารหลวง

          เวลา ๒๑.๐๐ นาฬิกา พระนวกแยกย้ายตามกุฏิเพื่อปฏิบัติภารกิจส่วนตัวและจำวัด


ในการนี้ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าหน้าที่นำพาพระนวกะไปยังพระบรมมหาราชวัง เพื่อประกอบพิธีเจริญจิตภาวนาปลงธรรมสังเวชต่อหน้าพระบรมศพ โดยมีรถตู้จำนวน ๒ คัน นำพระนวกะออกจากวัด เพื่อเดินทางไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง โดยพระพี่เลี้ยงจำนวน ๒ รูปเป็นหัวหน้าคณะ และได้ติดตามไปด้วยในครั้งนี้

รถยนต์ได้นำพระนวกะไปส่งที่ศูนย์อำนวยความสะดวกท่าราชวรดิตฐ์ หลังจากนั้นต้องไปลงทะเบียน รับบัตรคิว ซึ่งในวันนี้มีพระสงฆ์มาจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าร่วมประกอบพิธีจำนวนมาก

ในการเข้าปลงธรรมสังเวช สำนักงานพระพุทธศาสนา ได้วางหลักเกณฑ์สำหรับพระภิกษูที่จะเข้าไปพิจารณาปลงธรรมสังเวช ไว้ว่า..

         ที่ประชุม มส. ยังได้มอบหมายให้ พศ. ออกแนวปฏิบัติสำหรับพระภิกษุ สามเณร ที่จะเดินทางมาประกอบพิธีเจริญจิตตภาวนาปลงธรรมสังเวช พระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง บริเวณศูนย์อำนวยความสะดวกท่าราชวรดิษฐ์ ซึ่งศูนย์ดังกล่าวสามารถรองรับพระภิกษุสามเณร บรรพชิตในนิกายอื่น ยกเว้นแม่ชี ได้วันละ 60 รูป แบ่งเป็น 2 รอบ รอบแรกเวลา 09.30 น. รอบที่ 2 เวลา 12.30 น. โดยจะต้องปฏิบัติตามระเบียบของสำนักพระราชวัง ดังนี้
 1. ให้ลงทะเบียนที่ศูนย์ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ซึ่งต้องระบุชื่อ และวัดที่สังกัด
 2. ไม่อนุญาตให้มีฆราวาสติดตาม
3. ปิดโทรศัพท์มือถือ งดถือกล้องถ่ายรูป งดการถือย่าม
 4. เรียงแถวตามลำดับเพื่อเข้าสู่พระบรมมหาราชวังผ่านประตูวิมานเทเวศร์ โดยพระภิกษุต้องสำรวม และไม่พูดคุยกัน 5. เมื่อถึงเบื้องหน้าพระบรมโกศให้ยืนแถวแสดงความอาลัย ด้วยการเจริญจิตตภาวนาปลงธรรมสังเวช 
6. เสร็จแล้วจะมีเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังถวายสิ่งของที่ระลึก และนำออกจากพระที่นั่ง ซึ่งแนวทางดังกล่าวเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติและให้เกิดความงดงามตามสมณจริยาวัตรแห่งคณะสงฆ์...







                           พระสงฆ์เดินเข้าไปยังพระมหาราชวัง

หลังจากได้รับบัตรคิวแล้ว  จะต้องนั่งรอโดยจะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพุทธศาสนา เป็นผู้นำเข้าไปยังพระบรมมหาราชวัง ซึ่งผู้เขียนได้ร่วมเดินเข้าไปด้วย แต่ไม่สามารถเข้าไปในบริเวณพิธีได้ 

การได้รับมอบหมายในครั้งนี้ จึงถือว่าเป็นความภูมิใจและเป็นวาสนาของตนเองเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้ร่วมกับพระนวกะเข้าประกอบพิธีเจริญจิตภาวนาเพื่อปลงธรรมสังเวชต่อหน้าพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙  ในครั้งนี้

นับว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ของชีวิต ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ที่จะได้มีโอกาสเช่นนี้ในช่วงชีวิตของตนเอง





วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2562

อัศจรรย์ของชีวิต : (๙) เกินเป้าหมาย

เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๓ ได้เข้ารับราชการปีแรก ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ ๑ ที่ทำงานจะมีพี่ ๆ ที่มีอายุกันส่วนใหญ่ จะมีคนรุ่นหนุ่มสาวจำนวนไม่กี่คน มีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย จะมีพี่ผู้ชายที่อยู่ก่นแล้วจำนวน ๒ คน รวมกับผู้เขียน รวมเป็น ๓ คน นอกนั้นเป็นผู้หญิงทั้งหมด




                                        ถ่ายภาพหน้าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ(ศาลโลก)

ในหน่วยงานก็จะแยกงานออกเป็นแต่ละสายงาน จะมีงานสาบรรณ งานด้านสารบบคดี งานรายงานและสถิติ งานคัดคำพิพากษ และเดินศาล งานจัดทำรายงานผลคดี และง่านการเงินและพัสดุ

ส่วนหัวหน้าฝ่าย จะเป็นผู้หญิง ซึ่งมีอายุประมาณ ๕๐ ปีกว่า เป็นหัวหน้า จะดูแล และให้คำปรึกษาให้กับน้อง ๆ ซึ่งในหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใด หากมีผู้หญิงมาก ก็จะมีปัญหามากหน่อย จะแยกกันเป็นกลุ่ม ๆ ทำให้การประสานงานจะมีปัญหา

ผู้เขียนเป็นเด็กเข้าทำงานใหม่จึงต้องปรับตัวและมีปัญหาในการประสานงานพอสมควร ทำให้การทำงานแรก ๆ จะมีปัญหามาก ก็ค่อยแก้ไขไปตามสภาวการณ์

ชีวิตราชการทุกคนก็ต้องการความก้าวหน้า มักจะมองหาคนที่เราอยากจะเลียนแบบหรือเอาเป็นตัวอย่างในการดำเนินรอยตาม

แรก ๆ ก็คาดฝันไว้ว่า...ในชีวิตราชการของเรา ขอให้ได้ก้าวหน้าถึงหัวหน้าฝ่าย ก็สุดยอดแล้ว..เพราะในสมัยนั่น หัวหน้าฝ่ายถือว่าเป็นตำแหน่งที่สูงสุดในขณะนั่น เทียบได้กับข้าราชการระดับซี ๕  ซึ่งในช่วงนั่น ปรากฎว่าพี่เขาอายุปาเข้าเกือบอายุ ๕๐ ปีแล้ว

จากนั้นมาก็เริ่มวางแผนในการทำงานว่าจะทำอย่างไรถึงจะได้เป็นหัวหน้าฝ่ายกับเขามั่ง จึงได้สมัครเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง ในสาขานิติศาสตร์ ฝันว่าสักวันจะได้รับปริญญากับเขาบ้าง

ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๔๗ ผู้เขียนได้มีโอกาสสอบเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายธุรการ ซึ่งในปีดังกล่าวได้ปรับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายธุรการจากระดับ ๕ ของจังหวัดใหญ่ เป็นระดับ ๗ ทั่วประเทศ และสำนักงานที่อยู่ในระดับอำเภอ ก็จะได้รับการปรับตำแหน่งขึ้นในระดับ ๖

ผลปรากฎว่า ในปีนั่นผู้เขียนมีโอกาสสอบได้และรับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายที่สำนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา และสำนักงานฯได้มีการจัดการฝึกอบรมให้กับผู้ที่ได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งดังกล่าว เป็นเวลาหลายวัน และต้องเดินทางไปศึกษาดูงานที่ต่างประเทศอีกด้วย

เป็นเรื่องที่อัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง ปรากฎว่า...หัวหน้าฝ่ายที่เคยเป็นหัวหน้าผู้เขียน ก็สอบได้ในุ่นเดียวกับผู้เขียนเช่นกัน และได้เข้าอบรมในรุ่นเดียวกัน..ความฝันที่เคยฝันไว้ว่า...ขอให้มีความก้าวหน้าเพียงได้เป็นหัวหน้าธุรการ ระดับ ๕ (เจ้าหน้าที่บริหารงานธุรการ)  ก็พอแล้ว ถือว่า..เป็นตำแหน่งสูงสุดในชีวิตของข้าราชการระดับเดียวกับเรา

แต่ความฝันกลับกลายเป็นความจริงที่เกินฝัน เพราะชีวิตราชการสามารถก้าวมาไกลถึงหัวหน้่าฝ่ายธุรการระดับ ๗ (เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไประดับ ๗)  และได้เข้าอบรมรุ่นเดียวกันกับหัวหน้าธุรการ ที่เคยเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้เขียนที่เข้ารับราชการครั้งแรกอีกด้วย

จึงเป็นเรื่องเหลือเชื่อและอัศจรรย์ของชีวิตจริง ๆ !!!



วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562

อัศจรรย์ของชีวิต : (๗) งานในหน้าที่

มีสถานที่ ๔ แห่ง ที่ทุกคนไม่อยากเข้าไปใช้บริการ ได้แก่โรงพัก ศาล เรือนจำ โรงพยาบาล เพราะสถานที่ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับความเป็น ความตายของชีวิต



ผู้เขียนตั้งแต่ได้เข้ารับราชการที่สำนักงานอัยการสูงสุด พอเข้ามาบรรจุใหม่ ๆ หน้าที่แรกที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ได้แก่การปฏิบัติหน้าที่ยื่นฟ้องต่อศาล การประสานงานกับศาล และตำรวจ

ตื่นเช้าขึ้นมาสิ่งที่ต้องทำประจำคือ ต้องมาตรวจสอบที่สมุดนัดทำการ(บ.๒)ของสำนักงานทุกเช้า เพื่อตรวจสอบว่าในแต่ละวัน มีการนัดส่งตัวผู้ต้องหากี่เรื่อง ครบฝากขังกี่คดี มีคดีที่ศาลนัดอ่านคำพิพากษาจำนวนกี่คดี  พนักงานอัยการท่านใดเป้นเจ้าของสำนวน เพื่อจะได้ติดตามเรื่องตามที่กำหนดนัดหมายไว้

ในแต่ละวันจึงได้พบเห็นใบหน้าของผู้ต้องหา พยาน จำเลย และประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการมีคดีขึ้นสู่ศาลในแต่ละวัน

บางคนทำความผิดมาเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำไปเพราะความคิดชั่ววูบ ทำไปเพราะความจำเป็นและป้องกันตัว และบางคนทำไปเพราะมีเถยจิตที่เป็นผู้ร้ายด้วยความเคยชิน

แม้ว่าผู้เขียนจะได้ย้ายไปทำงานในที่ใด ชีวิตก็มักจะต้องเกี่ยวข้องกับการไปศาล ห้องขัง และโรงพักม่าตลอดของชีวิตการรับราชการ

ในช่วงที่ไปปฏิบัิติราชการที่สำนักงานอัยการจังหวัดแห่งหนึ่ง ได้ปฏิบัติหน้าที่ต้องไปยื่นฟ้องต่อศาล ยื่นอุทธรณ์ ฎีกา การฝากขัง และทำเวรชี้ ประสานงานศาล กับพนักงานสอบสวนนานกว่า ๑๐ ปี

และก่อนที่จะได้ัรับแต่งตั้งขึ้นเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของสำนักงานฯ ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่กเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือกฎหมายแก่ประชาชน เป็นเจ้าหน้าที่จัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี การออกไปเผยแพร่กฎหมาย การจัดฝึกอบรมกฎหมายเบื้องต้นให้กับผู้นำหมู่บ้าน การคุ้มครองสิทธิ และการไกล่เกลี่ยประนีประนอมให้กับประชาชนที่มีความเดือดร้อนมานานหลายปี และบางช่วงก็ต้องไปยุ่งกับศาลและตำรวจเช่นกัน

จึงเป็นเรื่องที่แปลกแต่จริงของชีวิตราชการ แม้จะโยกย้ายไปรับราชการที่ใด ก็จะไม่พ้นที่จะต้องไปเกี่ยวข้องกับศาล  และโรงพัก

นี่คือ ความอัศจรรย์ของชีวิตของตนเองครับ !!!





อัศจรรย์ของชีวิต : (๘)การสอบเลื่อนตำแหน่ง

ในชีวิตราชการของข้าราชการทุกคน ความปรารถนาสูงสุดคือความก้าวหน้าในชีวิตราชการ แม้จะไม่ก้าวหน้ามากมาย ก็อย่าให้ด้อยกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน ที่มีความรู้ ความสามารถไม่แตกต่างกัน


ผู้เขียนสอบเข้ารับราชการเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๓ ช่วงแรกเข้ารับราชการ ณ สำนักงานที่ดินอำเภออมก๋อย สังกัด สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ ในตำแหน่ง เจ้าหน้าท่ี่ดิน ๑ อยู่ได้ประมาณ ๓ เดือน ก็ต้องลาออกจากราชการ เนื่องจากไปอยู่ในกันดาร และลำบากในการพักอาศัย การอยู และการกิน ไม่สะดวก

ในช่วงที่สองได้เข้ารับการราชการ ณ สำนักงานอัยการจังหวัดลำปาง (ที่ทำการอัยการจัวหวัดลำปาง) ในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ธุรการ ๑ ในเพื่อนร่วมรุ่นที่เข้าทำงานด้วยกัน จำนวน ๒ คน รวมเป็น ๓ คน กับผู้เขียน โดย ๒ คนรับราชการในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่พิมพ์ดีด ๑

การเลือนตำแหน่งในสมัยก่อน หากทำงานมาครบกำหนด ๕ ปี ก็จะเลื่อนขึ้นไปดำรงตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ธุรการระดับ ๒ และหากทำงานต่อไปอีกประมาณ ๘ ปี ก็จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการระดับ ๓ ส่วนระดับ ๔ - ๕-๖-๗ ต้องมีการสอบแข่งขัน เพื่อคัดเลือกขึ้นดำรงตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งมีไม่บ่อยนัก

บางช่วงอาจใช้เวลาประมาณ ๓ - ๔ ปี จะมีการสอบแข่งขันสักครั้ง เป็นไปตามตำแหน่งที่ว่าง หรือ ได้รับการจัดสรรอัตราตำแหน่งมาทดแทนในกรณีมีการเกษียณ การเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ก็จะมีการจัดสอบเพื่อทดแทนตำแหน่งที่

ในชีวิตราชการ ถือว่าเป็นบุญและกุศลที่ยิ่งใหญ่ของตัวเอง ที่ส่งผลให้การสอบแข่งขันเลือนตำแหน่งแต่ละครั้ง ประสบผลสำเร็จเกินคาดหมาย และสิ่งที่ตนได้รับ ไม่อยากเชื่อว่าตนเองทำได้ งงตนเอง!!! มีการสอบแข่งขันในแต่ละครั้ง พอสรุปได้ดังนี้

ครั้งที่ ๑ ; การสอบแข่งขันเลื่อนตำแหน่งจากเจ้าหน้าที่ธุรการ ๓ ขึ้นสู่ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการระดับ ๔ สอบได้ลำดับที่ ๒๑  และมีคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แต่ช่วยราชการที่สำนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์

ครั้งที่ ๒ : การสอบสวนแข่งขันเพื่อเลือนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป  ๕ (ระดับ ๕) สอบได้ลำดับที่ ๑ มีคำสั่งแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป สำนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ (ผู้อำนวยการ สำนักอำนวยการ ปัจจุบัน)

ครั้งที่ ๓ : การสอบแข่งขันเพื่อเลือนแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ๖ (ระดับ ๖) สอบได้ลำดับที่ ๑ และมีคำสั่งแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ๖ ที่สำนักงานอัยการจังหวัดกันทรลักษณ์ และเปลี่ยนสายงานไปดำรงตำแหน่งนิติกร ๖ ณ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูงภาค ๓ สำนักงานอัยการภาค ๓ จังหวัดนครราชสีมา

ครั้งที่ ๔ : การสอบแข่งขันเพื่อเลื่อนขึ้นไปดำรงตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ๗ (ระดับ ๗) สอบได้ลำดับที่ ๗ ได้รับการแต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ๗(ผู้อำนวยการ สำนักอำนวยการ ปัจจุบัน) ณ  สำนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา

ครั้งที่ ๕ : การสอบแข่งขันเพื่อเลื่อนขึ้นไปดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารทั่วไป ๘ (ระดับ ๘) สอบได้ลำดับที่ ๑ และมีคำสั่งให้ไปดำรงตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ๘ (ผู้ิอำนวยการ) สำนักอำนวยการ สำนักงานอัยการภาค ๓ จังหวัดนครราชสีมา

ครั้งที่ ๖ : การสอบแข่งขันเพื่อแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสือสาร (ระดับ ๙) สำนักงานอัยการสูงสุด ผลการสอบแข่งขันได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานอัยการสูงสุด

ผลการสอบสวนแข่งขันในแต่ละครั้ง ก็ไม่ได้เตรียมตัวมาก คงทำงานไปตามปกติ แต่ได้มีการศึกษา ค้นคว้า กฎหมาย ระเบียบ หรือหนังสือสั่งการ ในระหว่างการปฏิบัติงาน เป็นประจำ ทำให้การทำข้อสอบในแต่ละครั้งผ่านมาด้วยดี และอีกประการหนึ่ง ได้เรียนมาทางด้านกฎหมาย และสอบได้เนติบัณฑิต อาจจะมีส่วนที่ทำให้ได้เปรียบคนอื่น ๆ ในการสอบแข่งขันแต่ละครั้ง

นอกจากนี้ ผู้เขียนเองจะไหว้พระ สวดมนต์เป็นประจำทุกวัน ในแต่ละจังหวัดที่ได้โยกย้ายไปปฏิบัติราชการ ก็จะหมั่นเข้าวัด ทำบุญในวันพระ เป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงเข้าพรรษา จะเข้าร่วมกิจกรรมกับพุทธสมาคมของแต่ละจังหวัด เพื่อร่วมทำบุญกับโครงการต่าง ๆ ของแต่ละจังหวัดอีกด้วย

ด้วยผลานิสงค์และผลบุญที่ได้กระทำมา จึงส่งผลให้การสอบแข่งขันเลื่อนตำแหน่งแต่ละครั้งประสบผลสำเร็จเกินกว่าที่คาดหมาย

ใครจะคิดว่า ข้าราชการผู้น้อย ที่เริ่มต้นจากเจ้าหน้าที่ธุรการ ๑ จะก้าวหน้ามาไกลจนถึงไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการระดับ ๙ ได้ นิคือ...ความมหัศจรรย์ของชีวิต ครับ !!!




วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2562

อัศจรรย์ของชีวิต: (๖)พิธีกรจำเป็น

งานทุกงานจะต้องมีผู้ดำเนินรายการหรือพิธีกร เพื่อให้ดำเนินงานเป็นไปตามขั้นตอน ถูกระเบียบ  มีความศักดิ์ มีความราบรื่น และสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของแต่ละงาน




ผู้เขียนเคยเป็นพิธีกรไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน งานศพ งานขึ้นบ้านใหม่ การฝึกอบรม สัมมนา และศาสนพิธีต่าง ๆ มาหลายงาน  บางงานก็เป็นงานที่ต้องทำตามหน้าที่ แต่บางงานก็เป็นโดยไม่คาดคิดมาก่อน แม้ในชีวิตนี้ก็ไม่คิดว่าจะมี

ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๕๙ ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ สวรรคต หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และประชาชนทุกหมู่เหล่า ได้ร่วมกันจัดพิธีบำเพ็ญกุศล เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน

โดยมีกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล แต่ละวาระ ดังนี้
       
พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร 7 วัน  ระหว่างวันที่ 19 – 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559

พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร 15 วัน ระหว่างวันที่ 27 – 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559

พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร 50 วัน ระหว่างวันที่ 1 – 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559

และพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร 100 วัน ระหว่างวันที่ 20 – 21 มกราคม พ.ศ. 2560

ในแต่หน่วยงานราชการและภาคเอกชน จะมีการจัดพิธีบเพ็ญกุศล เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลในแต่วาระตามหมายกำหนดการดังกล่าว

ผู้เขียนเองนับว่าเป็นมหามงคล และปลื้มปิติเป็นอย่างยิ่ง ที่หน่วยงานที่ปฏิบัติงานอยู่ ได้มอบหมายให้เป็นพิธกรทางศาสนพิธีทุกวาระ นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าหน้าที่ในการประสานงานกับทางวัด และพระราชาคณะที่จะมาร่วมในพิธีดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้ในการจัดทำกำหนดการ  ขั้นตอนในการจัดพิธี ตลอดจนการจัดสถานที่ และเตรียมงาน ก็ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำ การเตรียมงาน และอื่น ๆ

ในส่วนการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากการบำเพ็ญกุศล ไม่ว่าจะเป็นโครงการเจริญพระพุทธมนต์และสาธยายพระไตรปิฎกเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล พิธีตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง และทอดผ้าป่าสามัคคีฯ และ โครงการอุปสมบทหมู่ เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล ก็มีส่วนในการจัดทำโครงการ การดำเนินงาน และเป็นพิธีกรในงานดังกล่าวด้วย

เหนือสิ่งอื่นใด ได้รับมอบหมายให้เป็นพิธีกร ตามโครงการอุปสมบทหมู่ เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล ณ วิหารใหญ่ และพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวรารามมหาวิหาร ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และต้นกำเนิดในการพุทธาภิเษกพระกริ่งของวัดสุทัศน์ฯที่มีชื่อเสียง เป็นที่นิยม และศรัทธาของประชาชนทั่วไป

ยอมรับว่าการเป็นพิธีกรในงานและโครงการดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกับเป็นพิธีกรในงานทั่วไป จึงทำให้มีความกังวล และเครียดในการปฏิบัติงานแต่ละครั้ง และทำให้จัดกิจกรรมตามพีธีการและโครงการต่าง ๆ สำเร็จลงด้วยความเรียบร้อย

นี่คือความอัศจรรย์ของชีวิตของลูกผู้ชายคนหนึ่งครับ !!!






                             โครงการตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งฯเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล





อัศจรรย์ชีวิต : (๕) สอบแข่งขัน

การเป็นข้าราชการ หรือทำงานในที่ใด ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เป็นเรื่องที่ทุกคนปรารถนา จะทำบุญกุศลคราใด ก็ปรารถนาขอให้มีความสุข ความเจริญในชีวิตและการงานตลอดไป และตลอดกาล

ผู้เขียนเป็นคนที่เรียนหนังสือไม่เก่ง ตั้งแต่เรียนชั้นประถม จนถึงมัธยมก็ไม่เคยสอบติดลำดับที่ดี แม้มาเรียนมหาวิืทยาลัยก็เช่นกัน ไม่เคยได้รับเกียรตินิยม




การเรียนเก่งก็ไม่แน่ว่าจะสอบแข่งขันเข้ารับราชการได้ หรือได้รับคัดเลือกเข้าทำงานในหน่วยงานต่าง ๆ ได้ หรือการเรียนเก่ง จะมีส่วนทำให้การทำงานประสบผลสำเร็จ

แต่ก็เป็นเรื่องแปลก และมหัศจรรย์ใจมิใช่น้อยสำหรับตัวเอง ในช่วงที่เข้าสอบแข่งขันเข้ารับราชการในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ที่ดิน ในสนามสอบของจังหวัดเชียงใหม่

แต่เดิม สำนักงาน ก.พ. ได้มอบหมายให้จังหวัดแต่ละจังหวัดสามารถเปิดสอบแข่งขันเข้ารับราชการได้ โดยให้จังหวัดแต่ละจังหวัดจัดการสอบแข่งขันได้เอง

เมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๒๓  จังหวัดเชียงใหม่ ได้เปิดสอบการแข่งขันเข้ารับราชการของจังหวัดเชียงใหม่ ในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ดิน มีอัตราว่างจำนวน ๖ ตำแหน่ง และมีการขึ้นบัญชีไว้

ผู้เขียนจึงได้สมัครสอบเข้าแข่งขันในการสอบดังกล่าว มีผู้เข้าสมัครจำนวน ๒,๐๐๐ กว่าคน มีผู้มาจากจังหวัดต่าง ๆ ในภาคเหนือตอนบน

เพื่อน ๆ และคนอื่น ก็พูดกันว่า...อย่าไปสมัครเลย เขามีคนของเขาแล้ว..

บางคนก็พูดว่า..ต้องใช้เส้นถึงจะสอบได้ ถ้าไม่มีเส้นอย่าไปสอบเลย

และมีเสียงพูดกระซิบกระซาบกันไปต่าง ๆ นานา ทำให้จิตใจของผู้สมัครสอบมีความกังวล และไม่กล้าไปสมัครสอบแข่งขันกับคนอื่นเขา

ผู้เขยนเห็นว่า การสมัครสอบเป็นการไปศึกษาและฝึกทำข้อสอบ แม้จะสอบไม่ได้ เราก็ได้ประสบการณ์ รู้แนวข้อสอบ หากโอกาสหน้ามีการเปิดสอบอีกเราก็จะได้รู้แนว

ผู้เขียนโชคดีตรงที่มีรุ่นพี่ เคยสอบได้ลำดับที่ ๑ ของสนามสอบจังหวัดเชียงใหม่ ในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ปกครองมาก่อน ได้แนะนำ และเอาหนังสือที่เกี่ยวกับการสอบดังกล่าวมาให้เตรียมตัวและอ่านก่อนเข้าสอบ

ก่อนจะถึงวันสอบเข่งขัน ได้ทราบว่ามีคนเข้าสอบเป้นจำนวนมาก แต่มีตำแหน่งว่างประมาณ ๖ ตำแหน่ง ทำให้ผู้เขียนถอดใจเช่นกัน จะไปสอบดีมัยหนอ!!!

สุดท้ายก็ตัดสิใจไปสอบตามวันเวลาที่เขากำหนด และดูข้อสอบแล้วปรากฎว่าออกตรงตามที่อ่านมาเป้นจำนวนมาก จึงทำข้อสอบได้ไม่ยาก และมีความมั่นใจว่า...ต้องสอบได้แน่นอน!!!

หลังออกจากห้อบสอบออกมาแล้ว เพื่อนถามว่าทำได้มัย ก็จะตอบว่า...พอทำได้ (ไม่กล้าคุยโว) แต่เพื่อนคนอื่น ๆ คุยโว ว่าทำได้เกือบทุกข้อ... ว่าไปนั่น!!!

ผู้เขียนก็พยายามทำบุญกุศลให้มากขึ้น ทุกๆ วัน จะนั่งสมาธิ และแผ่เมตตา และอุทิศบุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรทุกวัน

ในวันประกาศผลสอบ รุ่นพี่มาแจ้งว่า...น้อง ๆ สอบได้ลำดับที่ ๑ ...ตกใจแทบซ้อก!!!

มันเป็นไปได้อย่างไร คนอย่างเราเก่งปานนี้เชี่ยวหรือ!!!

นี่คือความอัศจรรย์ของชีวิต บางอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่...ความอัศจรรย์ของชีวิตยังมีเสมอ...สำหรับ สำหรับคนทีทำความดี และมีความฝันครับ!!!



อัศจรรย์ชีวิต (๔) :ปริญญา

ใบปริญญา ถือว่าเป็นความหวัง และความฝันของทุกคน เกิดมาทั้งที หากมีโอกาสจะต้องเรียนให้จบปริญญาให้ได้

บางท่านบอกว่า..จบปริญญาตรีไม่พอแล้ว ปัจจุบันต้องเรียนให้จบปริญญาโท..

เราเองแค่จะเรียนให้จบปริญญาตรี ก็ยากเย็นและแสนเข็ญแลว จะมีปัญญาที่ไหนไปเรียนจนจบปริญญาโท ต้องรอชาติหน้ากระมั่ง !!!

ผู้เขียนเอง ช่วงที่เรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ ๕ (ม.ศ.๕) อยากจะเข้าเรียนระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัย กับคนอื่นเขา แต่ได้แต่ฝัน เพราะไม่ทุนสำหรับการเข้าไปศึกษาในสถาบันดังกล่าว

หลังจากได้เข้ารับราชการแล้ว จึงมุ่งมั่นที่จะเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรี โดยสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในปีพ.ศ.๒๕๒๓ ในสาขานิติศาสตร์บัณฑิต

ปรากฎว่า ได้ลงเรียนมาเป็นเวลากว่า ๘ ปี ก็ไม่จบ สอบผ่านได้ประมาณ ๗๔ หน่วยกิต ในนปีแรกที่เข้าเรียน ลงทะเบียนจำนวน ๒๔ หน่วยกิต สอบผ่านทุกวิชา พอขึ้นปีที่ ๒ จะต้องทำข้อสอบแบบอัตนัย ต้องเขียนคำตอบอย่างเดียว ปรากฎสอบตกแทบทุกวิชา หมดกำลังใจไปพักหนึ่ง

ก็ลงเรียนต่อ ช่วงนั่นทำงานราชการที่จังหวัดเชียง และลำปาง ถึงเวลาจะสอบต้องเดินทางเข้ามาสอบที่กรุงเทพฯหลายวัน ต้องเวียเวลา และค่าใช้จ่ายมาก

จึงได้ตัดสินใจขอย้ายเข้ามาปฏิบัติราชการที่กรุงเทพฯ และตั้งใจ และมุ่งมั่นจะเรียนให้จบ แต่ชะตาชีวิตกลับตาลปัตร และได้แต่งงานมีครอบครัว และบุตรสาวตามมา ส่งผลให้การเรียนไม่ราบรื่นดั่งว่า จึงจำเป็นต้องหยุดเรียน แม้จะใช้เวงเรียนมานานกว่า ๘ ปี สรุปแล้ว เรียนไม่จบดั่งฝัน

หลังจากนั่นมาอีกเกือบสิบปี เมื่อลูกสาวเข้าเรียนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่  ๑ - ๒ แล้ว จึงได้ตัดสินใจเข้าเรียนภาคพิเศษ ในวันเสาอาทิตย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ ใชเ้วลาเรียนประมาณ ๕ ปี จึงจบปริญญาตรี สาขา ศิลปศาสตร์บัณฑิต (ศศ.บ.) สาขา การจัดการทั่วไป

ด้วยความเจ็บใจที่เรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยรามคำแห่ง เป็นเวลานานกว่า ๘ ปี ไม่จบ เพื่อจะล้างแค้นที่เคยได้รับความเจ็บปวดมา จึงได่สมัครลงเรียนคณะนิติศาสตร์บัณฑิต ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยโอนหน่วยกิตพื้นฐานจากระดับปริญญาตรีได้ จำนวน  ๖ ชุดวิชา จะต้องเรียนจำนวน ๑๘ ชุดวิชา ใช้เวลาเรียนจำนวน ๓ ปี

จึงได้มุ่งมันเรียนอย่างจริงจัง ส่งผลให้เรียนจบภายใน ๒ ปี ครี่ง โดยลงเรียนในแต่ละเทอม ผ่านเกือบทุกวิชา มีสอบตกจำนวน ๑ วิชา คือ วิชากฎหมายภาษีอากร เท่านั่น และได้รับปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์บัณฑิต (น.บ.) ใบที่สองได้สมดั่งความประสงค์

ในช่วงการเรียนดังกล่าว ผู้เขียนต้องพาครอบครัวไปเรียนเสริมของมหาวิทยาลัย ตามศูนย์การเรียนในจังหวัดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดนครรชสีมา ศรีสะเกษา อุบลราชธานี และจังหวัดขอนแก่น

ทำให้ได้เพื่อนที่ร่วมเรียนด้วยกันหลายคน ไปเรียนที่ศูนย์ต่างจังหวัดก็เดินทางไปด้วยกัน ยามว่างก็มานั่งพูดคุยเรื่องวิชาที่เรียนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ส่งผลให้เพื่อน ๆ ที่เรียนมาด้วยกัน จบปริญญาตรีกันทุกคน

การเรียนที่มีเพื่อนจะทำให้เรามีกำลังใจ และหึกเหิมตลอด กลัวไม่ทันเพื่อน จำเป็นขยัน และอ่านหนังสือตลอดเวลา

เพื่อให้การเรียนจบตามที่ตั้งใจไว้ จึงได้วางกฎเกณฑ์สำหรับตนเองในการอ่านหนังสือ ใแต่ละวันจะต้องหนังสือให้ได้วันละ ๕๐ หน้า/วัน หากวันไหนไม่ได้อ่าน วันต่อไปต้องอ่านทบต้นจนกว่าจะครบ

นอกจากนั่นยังกำหนดและบังคับตนเองว่า...ว่างเมื่อใด จะต้องอ่านกฎหมายเมื่อนั่น  ขยันก็อ่าน ขี่เกียจก็อ่าน...ส่งผลให้เราเกิดความเคยชิน วันไหนไม่ได้อ่านหนังสือ วันนั่นจะนอนไม่หลับ

สิ่งสำคัญที่สุดที่มีส่วนทำให้ประสบผลสำเร็จในการเรียน กล่าวคือ จะต้องหาหนังสือและคำแนะนำรุ่นพี่ ที่เขาเรียนมาและประสบผลสำเร็จ เขาจะแชร์ประสบการณ์ และแนะนำเคล็บลับ/เทคนิคของการเรียนให้เรานำไปปฏิบัติ เราก็ลองนำมาฝึกให้เข้ากับจริตของเรา อันไหนที่เราสามารถทำได้ ก็ต้องฝึกและนำไปปฏิบัติ

ด้วยการปฏิบัติการดังกล่าว จึงส่งผลให้เรียนจบภายใน ๒ ปีครึ่ง ความฝันจะกลายเป็นจริง เหนือสิ่งอื่นใด เราจะต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง หากทำเหมือนเดิม ผลก็ไม่แตกต่างจากเดิม หากท่านต้องการผลไม่เหมือนเดิม ท่านจะต้องทำเหตุไม่เหมือนเดิม

ความฝันที่เคยตั้งใจและฝันไว้ตั้งแต่หนุ่ม แม้จะต้องใช้เวลาเกือบ ๒๐ ปี กว่าความฝันจะกลายเป็นจริง จึงเป็นความอัศจรรย์ของชีวิต เพราะไม่เคยคาดคิดว่า...ความฝันจะกลายเป็นความจริง...

วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2562

ประชุมคณะทำงานBig Data ครั้งที่ ๒/๒๕๖๒

วันนี้ ได้มีการประชุมคณะทำงาน Big Data  ครั้งที่ ๒/๒๕๖๒ ณ ห้องปฏิบัติงานสำนักงานพัฒนาระบบบริหาร


ที่ประชุมได้พิจารณาและติดตามเรื่องที่ได้มอบหมายให้คณะทำงานฯในการประชุมที่ผ่านมา โดยมีเรื่องที่คณะทำงานฯจะต้องรายงานต่อที่ประชุม ดังนี้

๑. เรื่อง การสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ ประเภทของข้อมูล ซึ่งคณะทำงานฯได้รายงานว่า..ได้สืบค้นจากระบบสารสนเทศ ของ สทส.แล้ว ปรากฎว่าจะมีข้อมูลเกี่ยวด้านคดีเท่านั่น ส่วนระบบอื่น ๆ บางระบบไม่สามารถเข้าใช้ได้ ส่วนระบบที่มีอยู่ก็ไม่มีการเข้าปรับปรุงข้อมูล และนำข้อมูลมาใช้ในการปฏิบัติงาน

๒. เรื่อง การแต่งตั้งคณะทำงานฯ คณะทงำานฯได้รายงานว่า..องค์ประกอบของคณะทำงานฯจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถในการให้ข้อมูล การจัดเก็บข้อมูล การนำข้อมูลไปใช้ และจัดหาระบบมารองรับการจัดเก็บข้อมูล ได้มีการยกร่างคณะทำงานฯแล้ว เพื่อนำเสนอผู้บริหาร และหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

๓. เรื่อง การสืบค้นดูระบบสารสนเทศของหน่วยงานอื่น ที่ประชุมได้การนำเสนอ MOC ของสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเปนตัวอย่างในการพิจารณาขัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งระบบดังกล่าวจะมีข้อมูลเกี่ยวฐานข้อมูลทั่วไปขององค์กร ด้านการโครงสร้าง อัตรากำลัง งบประมาณ เป็นต้น

ที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะทำงานฯได้หารือกับผู้บริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการต่อไป

อััศจรรย์ของชีวิต : (๓) จัดโครงการอุปสมบทหมู่

ผู้เขียนเองไม่เคยคิดเลยว่า จะมีโอกาสมารับผิดชอบโครงการสำคัญในชีวิต กล่าวคือ... ในคราวที่จะครบกำหนดการสวรรคตสตมวาร (๑๐๐ วัน) พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เป็นผู้เสนอโครงการอุปสมบทหมู เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล ต่อที่ประชุมของคณะทำงานเกี่ยวกับการพระราชพิธีของสำนักงานฯ และได้ดำเนินการตามโครงการดังกล่าวจนประสบผลสำเร็จ มีรายละเอียดพอสรุป ได้ดังนี้

.....ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด เป็นประธานในพิธีบรรพชาอุปสมบท โครงการอุปสมบทหมู่ เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวันครบกำหนดสตมวาร (100 วัน) โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการฝ่ายอัยการ และบุคลากรสำนักงานอัยการสูงสุดเข้าร่วมพิธี ที่วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา

โดยมีพระเดชพระคุณ พระธรรมรัตนดิลก (เชิด จิตฺตคุตฺโต ป.ธ9)  เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม รองแม่กองธรรมสนามหลวง เจ้าคณะภาค 4 เป็นพระอุปัชฌาย์ พระราชธรรมาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม เป็น พระกรรมวาจาจารย์ พระมงคลสุตาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม พระมหากรวิก อหึสโก ดร. เป็น พระอนุสาวนาจารย์

จากนั้นจะจำวัดเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย และปฏิบัติศาสนกิจ ที่วัดสุทัศนเทพวราราม และในวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560 เวลา 13.00 น. พระเดชพระคุณ พระธรรมรัตนดิลก นำคณะพระนวกะทั้ง 11 รูป เข้าปลงธรรมสังเวช เจริญจิตภาวนาถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง  และวันที่ 25 มกราคม 2560 ทำพิธีลาสิกขา
ถือว่าเป็นความภูมิใจ ที่มีโอกาสอันสำคัญยิ่ง ที่ได้ทำโครงการอุปสมบทหมู่ เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ในครั้งนี้....นี่คือความอัศจรรย์ของชีวิต!!!




                             ถ่ายภาพหมู่พระนวกะที่อุปสมบทตามโครงการ ณ วัดสุทัศน์ฯ

อัศจรรย์ของชีวิต: (๒) ไปบวชอินเดีย

ชีวิตของแต่ละคน จะมีความอัศจรรย์แตกต่างกัน บางเรื่องเป็นสิ่งที่ต้องจดจำและฝังใจ ไม่อยากเก็บไว้รับรู้คนเดียว แต่อยากให้คนรุ่นหลัง ลูกหลาน และคนอื่นได้รับทราบ

ในชีวิตหนึ่งของชายไทย คงไม่ปฏิเสธที่ชายไทยทุกคน หากมีโอกาส วาสนาได้ไปอุปสมบทที่ประเทศอินเดีย ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ และต้นกำเนิดของศาสนาพุทธ จะต้องไปอุปสมบทในดินแดนดังกล่าวแน่นอน



ชีวิตของผู้เขียนเอง อยากไปบวชที่ใต้ต้นมหาโพธิ์ พุทธคยา ทุกครายามที่ได้อ่านข่าวที่มีบางหน่วยงาน บุคคลบางคนที่มีบุญวาสนา ได้ไปบวชที่ใต้ต้นมหาโพธิ์ เมืองพุทธคยา ประเทศอินเดีย

ก็คงเป็ยเพียงแต่ความฝันลึก ๆ ไม่กล้าที่จะเอยบอกใคร เพราะดูสถานตนเองแล้ว บอกได้คำเดียวว่าในชาตินี้คงไม่มีโอกาสแน่นอน



                                             บรรพชาเป็นสามเณรใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์

แต่ความฝันก็คือความฝัน จะเป็นจริงเมื่อใดไม่มีใครทราบ หากมีบุญวาสนาบารมีพร้อม ความฝันอาจจะกลายเป็นความจริงก็ได้

ในช่วงที่ผู้เขียนได้ย้ายเข้ามาดำรงตำแหน่งที่กรุงเทพฯอีกคำรพหนึ่ง ก็ได้จัดทำโครงการ "นำพระมาหาโยม" ขึ้น เพื่อนิมนต์พระมาบรรยายธรรม และอบรมจิตภาวนาเป็นประจำทุกเดือน ๆ ละ ๑ ครั้ง ได้ทำมาเป็นเวลาเกือบปี

นอกจากนั้น ยังได้ร่วมกับหน่วยงานอื่น นิมนต์หลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ มารับบิณฑบาตรข้าวสารอาหารแห้ง และทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอดส์ ทุกปี ๆ ละ ๒ ครั้ง ทำมานานกว่า ๗ ปีแล้ว




จะเป็นเพราะบุญกุศลที่ได้ทำมาดังกล่าวนี่กระมัง ทำให้ผู้เขียนมีโอกาสเข้าร่วมโครงการอุปสมบทหมู่ของสำนักงานพุทธศาสนา โดยต้องเดินทางไปบรรพชา และอุปสมบทที่ประเทศอินเดีย เมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๕๗  มีรายละเอียด ดังนี้



....เมื่อวันเสาร์ ที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๗ เวลา ๐๘.๓๐ น. สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในพิธีปฐมนิเทศผู้บรรพชาอุปสมบทและผู้ปฏิบัติธรรม ณ ดินแดนพุทธภูมิ เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๖ พรรษา ณ พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม โดยมี นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประธานฝ่ายฆราวาส กราบนมัสการถวายรายงานความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของโครงการ พอสังเขปดังนี้  เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๖ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด กรมพระธรรมนูญ และเยาวชนภิวัฒน์ นำโดย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ปปช.)


ได้กำหนดจัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยจัดให้มีการปฐมนิเทศ การอบรมผู้บรรพชาอุปสมบท และผู้ปฏิบัติธรรม ณ ดินแดนพุทธภูมิ แบ่งเป็นผู้บรรพชาอุปสมบท จำนวน ๔๒ คน ผู้ปฏิบัติธรรม จำนวน ๖๗ คน รวมทั้งหมดจำนวน ๑๐๙ คน ในวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๗ ต่อจากนั้น เดินทางไปบรรพชาสามเณร ณ ลานต้นพระศรีมหาโพธิ์ อุปสมบท ณ อุโบสถ วัดไทยพุทธคยา โดยกำหนดศึกษาปฏิบัติธรรม และนมัสการสังเวชนียสถาน ๔ ตำบล พร้อมศึกษาอบรมอยู่ ระหว่างวันที่ ๑๙ ถึงวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๗ ณ สาธารณรัฐอินเดีย และสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล...

ด้วยอานิสงค์ ที่ได้ทำมาดังกล่าว จึงทำให้ความฝันดังกล่าวกลายเป็นความจริง!!! , นี่คือ...ความอัศจรรย์ของชีวิตครับ




ถ่ายภาพ ณ วัดไทยกุสินารา ประเทศอินเดีย