วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2562

วิสัยทัศน์ที่ดี

ปัจจุบัน หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน ต่างก็มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ และแผนปฏิบัติการ บางแห่งก็ทำแผนยุทธศาสตร์ ๔ ปี บางแห่งก็ ๕ ปี



ในแผนยุทธศาสตร์ของทุกหน่วยงาน จะขาดเสียมิได้คือ "วิสัยทัศน์ " ซึ่งจะต้องมีการกำหนดไว้ให้ชัดเจน หากไม่มีสิ่งนี้ก็ไม่สามารถที่จะจัดทำแผนยุทธศาสตร์ของหน่วยงานได้ เพราะไม่รู้ว่าหน่วยงานจะมีทิศทางเดินไปทางไหน

คำว่า "วิสัยทัศน์ ( Vision) "  หมายถึง จุดมุ่งหมาย หรือความมุ่งมั่นที่องค์การต้องการให้เกิดขึ้นหรือต้องการให้บรรลุในอนาคต ภายในกรอบเวลาที่กำหนดไว้เช่น ๒ ปี ๓ ปี ๔ ปี  ข้างหน้า ซึ่งความมุ่งมั่นดังกล่าว จะต้องเกิดความต้องการของบุคลากรในองค์กร มิใช่เกิดจากหน่วยงานที่จัดทำยุทธศาสตร์เสียเอง

วิสัยทัศน์ไม่จำเป็นต้องเป็นลายลักษณ์อักษร หรืออาจกำหนดไว้แล้วนำมาใช้ จะสั้นยาวแค่ไหนก็ไม่เป็นไร แต่ที่สำคัญ คือวิสัยทัศน์บุคคลในองค์กรทุกคนต้องเข้า

ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์หน่วยงานราชการทั่วไป จึงนิยมไปจัดจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอกมาเป็นที่ปรึกษา หรือมาจัดทำแผนยุทธศาสตร์ให้ เพราะเชื่อว่าหน่วยงานภายนอกเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว

แต่ในความเป็นจริง การจัดทำยุทธศาสตร์ให้ได้ดี น่าจะเป็นบุคลากรภายในสำนักงานเอง เพราะเป็นผู้รู้ความต้องการของคนในองค์กร รู้ประวัติศาสตร์ รู้กระบวนงานในองค์กร รู้ปัญหา อุปสรรคในองค์กรได้ดีกว่าคนภายนอก...แต่คนในองค์กรมักจะไม่ให้การยอมรับ...จำเป็นต้องไปจัดจ้างคนภายนอกดีกว่า

มีปัญหาว่า การจัดทำวิสัยทัศน์ให้ดี ต้องมีลักษณะอย่างไร ...จากเอกสารสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ได้แนะนำว่า วิสัยทัศน์ที่ดี ต้องมีลักษณะดังนี้

๑. มีความชัดเจน สามารถนำไปปฏิบัติได้

๒. เป็นภาพบวก สะท้อนความเป็นเลิศขององค์กร

๓. สร้างศรัทธาให้ทุกคน มุ่งมั่น ไขว่คว้า

๔. ต้องท้าทายความรู้ ความสามารถทั้งผู้นำและสมาชิกทุกคนในองค์กร

๕. คำนึงถึงผู้มารับบริการเป็นสำคัญ (Customer Oriented)

๖. มีความสอดคล้องกับแนวโน้มในอนาคต

ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ จึงต้องคำนึงถึงการจัดทำวิสัยทัศน์ก่อนเป็นสำคัญ ปัญหาที่ประสบมาตลอดของทุกหน่วยงาน กล่าวคือ บุคลากรในองค์กรไม่รู้ว่า องค์กรของตนเอง มีวิสัยทัศน์ว่าอย่างไร มีความหมายอย่างไร ทำอย่างไรถึงจะทำให้วิสัยทัศน์บรรลุได้

จึงเป็นปัญหาของหน่วยงานที่จัดทำแผนยุทธศาสตร์ ในการที่จะสื่อสารให้ทุกคนในองค์กร ได้มีความเข้าใจตรงกัน นอกเหนือจากความเข้าใจแล้ว การที่จะทำให้คนในองค์กรเกิดความมุ่งมั่น ความศรัทธาในวิสัยทัศน์ จึงเป็นปัญหาอัสำคัญ

การจัดทำแผนยุทธศาตร์ ทำได้ง่าย และการที่จะเดินตามแผนที่ทำไว้ เพื่อให้เกิดความสำเร็จตามแผนเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก...สำหรับผู้ปฏิบัติครับ!!!!

วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2562

อัศจรรย์ของชีวิต : (๑๕) หัวหน้าฝ่ายจบเนติบัณฑิต

หน่วยงานที่อยู่ในกระวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นหน่วยของศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด หรือกระทรวงยุติธรรม  หัวหน้าฝ่าย หรือหัวหน้ากลุ่มงาน ควรจะต้องจบปริญญาตรีด้านนิติศาสตร์ จึงจะได้รับความเชื่อถือและมีความเหมาะสม



ผู้เขียนเข้ารับราชการตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๓ ผ่านหัวหน้างานมาหลายท่าน และหลายสำนักงาน ก็ยังไม่ปรากฎว่ามีหัวหน้าฝ่ายและหัวหน้างานคนใดจบปริญญาตรีด้านกฎหมาย จะมีก็เพียงจบมัธยมศึกษาปีที่ ๓ และไต่เต้าขึ้นมาจนได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้างานหรือหัวหน้าฝ่าย

มาระยะหลัง ๆ สำนักงานฯมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้ข้าราชการไปศึกษาต่อ เพราะปรากฎว่ามีสถิติข้าราชการที่จบระดับปริญญามีจำนวนน้อยมาก สถิติส่วนมากจะจบการศึกาษาต่ำกว่าปริญญาตรี

ต่อมาปรากฎว่าข้าราชการจึงได้ไปเรียนกันภาควันเสาร์ - อาทิตย์ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏประจำจังหวัดกัน ผู้ที่จะเป็นหัวหน้างานหรือหัวหน้าฝ่าย ก็จะจบปริญญามาด้านสายการจัดการทั่วไปเสียส่วนมาก ก็ยังไม่มีใครที่จบปริญญาตรีด้านกฎหมายแต่อย่างใด

เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๓ ผู้เขียนมีโอกาสได้เข้าสอบคัดเลือกเพื่อขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานธุรการ ระดับ ๕ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไปของสำนักงานอัยการจังหวัดฯว่างจำนวนหลายอัตรา คนที่สอบคัดเลือกได้จะต้องรับแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าธุรการในต่างจังหวัด ที่มีตำแหน่งอัตราว่างดังกล่าว

ผลการสอบคัดเลือกว่า ผู้เขียนสอบคัดเลือกได้ลำดับที่ ๑ และได้เสนอความต้องการขอไปดำรงตำแหน่งที่สำนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุพรรณบุรี สำนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ สำนักงานอัยการจังหวัดน่าน และอีกหลายแห่งที่มีตำแหน่งว่าง

ปรากฎว่า ผู้บริหารได้คัดเลือกและมีคำสั่งแต่ตั้งให้ไปดำรงตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารงานธุรการ ๕ ที่สำนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ และได้เดินทางไปดำรงตำแหน่งดังกล่าว

จากการตรวจสอบปรากฎว่าหัวหน้าฝ่ายของสำนักงานอัยการจังหวัด ไม่มีสำนักงานใดที่หัวหน้าฝ่าย จบปริญญาด้านกฎหมาย และจบเนติบัณฑืตไทย มีเพียงสำนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ แห่งเดียว เท่านั่น

จึงถือว่า เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารงานธุรการ คนแรกของสำนักงานอัยการสูงสุด ที่จบปริญญานิติศาสตร์บัณฑิต และจบเนติบัณฑืตไทย (นบท.)

การได้รับแต่งตั้งครั้งนี้ จึงถือว่าเป็นความมหัศจรรย์ของชีวิต ในการเป็นข้าราชการในครั้งนี้  และเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารงานธุรการคนแรกที่จบเนติบัณฑืตไทย (นบท.) ครับ !!!!

วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2562

อัศจรรย์ของชีวิต :(๑๔) หลักสูตรนักบริหารระดับสูง

การเข้าทำงานราชการ เป็นอาชีพหนึ่ง ที่คนทั่วไปใฝ่ฝันอยากเป็น อาจจะเป็นเพราะเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ มีสวัสดิการดี เป็นอาชีพที่มั่นคง และเหตุผลอื่น ๆ

ในความเป็นข้าราชการเอง ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่คนอยู่ในอาชีพดังกล่าวต้องการ ไม่ว่าเป้นเงินเดือน การเลื่อนขั้น การเลื่อนตำแหน่ง และได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้บริหาร

การพัฒนาตนเอง ก็เป็นเหตุผลประการหนึ่ง ที่คนอยู่ในอาชีพราชการต้องการให้หน่วยงานได้ให้ความสำคัญ เพราะการที่องค์กรจะมีความก้าวหน้า มีการพัฒนา เป็นองค์กรที่ทันสมัย คนจะมีส่วนสำคัญในการที่จะผลักดันให้องค์กรก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างดี มีคุณภาพ




คนที่จะเก่ง จะดี มีคุณภาพ ก็ขึ้นอยู่กับการอบรม การพัฒนาขององค์กรว่ามีระบบการนพัฒนาบุคลากรได้ดี มีมาตรฐานหรือไม่

บุคคลที่จะเลื่อนขึ้นสู่ตำแหน่งแต่ละตำแหน่ง มีการเตรียมคน เตรียมองค์ความรู้ เตรียมอาวุธให้กับคนที่จะไปปฏิบัติงานในแต่ละตำแหน่ง แตละสายงานอย่างไรบ้าง

การเป็นผู้บริหารก็เช่นเดียวกัน การที่ข้าราชการแต่ละกรม แต่ละกระทรวง ที่จะได้รับแต่งตั้งให้ขึ้นสู่ผู้บริหาร ได้แก่ผู้บริหารระดับต้น และผู้บริหารระดับสูง จึงได้กำหนดคุณสมบัติประการหนึ่งไว้ว่า จะต้องมีการผ่านการอบรมหลักสูตร นักบริหารระดับสูงจากสำนักงาน กพ.ด้วย ถึงจะมีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับต้น และผู้บริหารระดับสูงได้แก่ตำแหน่ง รองอธิบดี และตำแหน่ง
อธิบดี  ดังกล่าว

หลักสูตรดังกล่าวจึงเป็นท่ี่ใฝ่ฝันของข้าราชการพลเรือนในแต่ละกรม และกระทรวงต่าง ๆ เป็นอย่างมาก เพราะแต่ละกรม และกระทรวง จะมีการคัดเลือกบุคคลากรเข้าอบรมหลักสูตรดังกล่าวอย่างเข้มข้น เอาจริงเอาจัง เพราะถือว่าเป็นบันไดขั้นแรกในการที่จะได้ไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งผุ้บริหารดังกล่าว

จึงถือว่าเป็นความอัศจรรย์ของชีวิตเช่นเดียวกัน เพราะในปีที่ขอเข้ารับการอบรมตามหลักสูตรดังกล่าว ปรากฎว่าไม่มีคู่แข่ง และไดรับคัดเลือกเข้าอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง (นบส.๑) รุ่นที่ ๘๑ ของสำนักงาน กพ.เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๗

ในอดีตที่ผ่านมา ก็ปรากฎว่าผู้ที่ผ่านหลักสูตรนี้มา ก็จะได้รับการคัดเลือกผู้บริหารระดับต้น(ผอ.ใหญ่)ของข้าราชการธุรการทุกคนตลอดมา

พอเข้ามาในช่วงหลังปี พ.ศ.๒๕๕๘ ก็ปรากฎว่า มีผู้เข้าสมัครคัดเลือกเข้าอบรมหลักสูตรนี้ เป็นจำนวนมาก แต่สำนักงานฯก็ได้รับโค้วต้า จำนวน ๑ คน เท่านั่น

จึงเป็นโชคคดีของชีวิต และเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่ชีวิตได้รับมาในครั้งนี้ครับ !!!








                                                      แต่งกายชุดประจำชาติของเอเชีย


วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2562

กรอบความคิด...ของคน

สิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราได้ยิน อาจจะไม่เป็นดั่งที่เราเห็นและได้ยินมาก็ได้

บางอย่างเราดูแล้วว่าไม่ดี แต่หากดูลึก ๆ แล้ว สิ่งนั่นกลับกลายเป็นดี



การทำความดี ทำไปแล้วมีแต่คนว่า คนบ่น อาจจะทำให้ความคิดเราเขวไป กลายเป็นความไม่ดีไปก็มี ความดีบางอย่างต้องใช้เวลาในการพิสูจน์

" ลูกหล่า !  น้องคนข้างบ้าน เขาไม่ได้เรียนหนังสือสูงเลยน่ะ  แต่เขามีรายได้เดือนละหลายหมื่่น " คุณพ่อพูดกับลูกสาว ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา

ลูกสาวของพ่อคนนี้ ได้ศึกษามาจนจบปริญญาโทด้านวิศวกรรมศาสตร์ พอมาเข้าทำงานที่บริษัทเอกชน ได้เงินเดือน ๆ ละ ๒ หมื่นกว่าบาท มีรายจ่ายมากมายที่อยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้มีเงินส่งพ่อและแม่เดือนละไม่มาก

คงจะเป็นสาเหตุทำให้คุณพ่อพูดขึ้นมา เพื่อตัดพ้ออะไรสักอย่าง

"เขาทำงานอะไรละพ่อ ทำไมได้รับเงินเดือนมากจัง " ลูกสาวสอบถามพ่อด้วยความสงสัย

"น้องคนนี้ เขาเป็นเจ้ามือหวยเถื่อน เดือนนี้ ทำยอดได้เกินทะลุเป้า มีการเลี้ยงฉลองให้กับเพื่อนบ้าน " พ่อตอบด้วยความยิ้มแย้ม แจ่มใส

ลูกสาวทำหน้างง !!! ที่พ่อพูดมาหมายความว่าอย่างไร อยากให้ลูกสาวไปทำงานเหมือนเพื่อนบ้านเช่นนั่นหรือ

ตามชนบทเรา ที่ไม่นิยมและส่งเสริมให้ลูก ๆ เข้ามาเรียนหนังสือในเมือง หรือเรียนต่อในระดับสูง ๆ ก็เพราะมีความเห็นเช่นนี้เอง

อยากได้เงินมาแบบง่าย ๆ อยากรวยทางลัดประมาณนั่น จึงส่งผลให้วัยรุนตามชนบทไม่นิยมเรียนต่อกัน พอจบมัธยมปลายก็จะหันเหชีวิตไปเป็นสาวโรงงานกันเสียส่วนมาก

"ลูกหล่า!!! ไม่ต้องไปเรียนให้สูง ๆ หรอก พ่อมีนา มีไร่ ให้ทำกินตั้งเยอะแยะ อยู่บ้านเราก็พออยู่ พอกินแล้ว ไปเรียนสูงทำไม " บางครั้งคุณพ่อก็พูดกับลูกสาวด้วยความเป็นห่วง ไม่อยากให้ลูกเดินทางเข้าเรียนในเมือง ไปอยู่ด้วยความลำบาก

คุณพ่อที่พูดกับลูกสาวก็เพื่อความหวังดี มิได้คิดให้ไกล เพราะสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ ทำให้คุณพ่อได้เห็น ได้ยิน ได้รู้ ตามที่เห็นจนชินชาในชีวิตประจำวัน

สภาพแวดล้อมทำให้กรอบความคิดของคุณพ่อท่านก็คิดได้ตามที่ท่านเห็น ได้ฟังมานั่นเอง !!!

วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ไปกราบหลวงพ่อโต

๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ เป็นวันครบรอบวันเกิดของลูกสาวคนโต(น้องเมล์) คุณแม่ได้แนะนำให้ไปทำบุญตามวัดต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร




จึงได้ให้เจ้าภาพวันเกิดเป็นคนกำหนดวัดเอง โดยลูกสาวอยากไปทำบุญที่วัดอินทราราม และลูกคนกลางอยากไปทำบุญที่ศาลเจ้าพ่อเสือ ส่วนคนเล็กอยากไปทำบุญที่วัดประยูรวงศาวาส ซึ่งดูแล้วการเดินทางก็จะมีปัญหา เพราะบางวัดอยู่คนละทิศ

คุณแม่เลยจัดการเอง โดยตัดสินใจให้ไปทำบุญที่วัดอินทราราม วัดเอี่ยมวรนิช วัดบวรนิเวศวิหาร และศาลเจ้าพ่อเสือ เสร็จแล้วไปทำบุญที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง และยังกำชับลูกอีกว่า...ต้องออกแต่เช้าหน่อย สายมาแดดจะร้อนมาก...

เช้าของวันเสาร์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ลูกสาวตื่นแต่เช้าออกเดินทางโดยรถเมล์ประจำทางสาย ๔๙ ไปลงหน้าธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วเดินเข้าตามซอยเล็ก ๆ ไปยังวิหารพระยืน วัดอินทราราม คุณแม่พาลูกสาวไปไหว้พระ ปืดทองพระยืน และตักบาตร ๑๐๘ ตามลำดับ



ข้าง ๆ กับพระพุทธรูปพระยืน มีวิหารของหลวงพ่อโต มีหุ่นปั้นรูปสมเด็จพระพุทฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) และพระรูปของหลวงปู่เทพโลกอุดร หลวงพ่อเงิน ซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน จึงได้นำครอบครัวเข้าไปกราบสักการะในวิหารดังกล่าว

ส่วนคุณพ่อได้ไปดูแลพระเครื่องที่ตู้ของวัด ปรากฎว่ามีวัตถุมงคลให้บูชาจำนวนมาก ซึ่งเป็นรุ่นเพิ่งจะทำพิธีปลุกเสกมาไม่นาน สนใจ แต่ยังไม่ได้ตัดสินที่จะบูชา

หลังจากตักบาตร ๑๐๘ แล้ว ได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์พระเครื่องบูชาด้านล่างพระอุโบสถของวัด มีพระพุทธรูปที่สำคัญ และพระเครื่องทุกรุ่นที่ทำพิธีปลุกที่วัดอินทราราม มีทุกรุ่น เสียดายมีเวลาน้อย จึงไม่ได้ดูและพิจารณาได้ละเอียด นอกจากนี้ยังห้ามถ่ายภาพอีกด้วย

ต่อจากนั้น ได้กราบพระรูปของสมเด็จโต ที่วิหารอ้างน้ำพุทธมนต์ เข้าไปปรากฎว่ามี่ผู้เข้าไปปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิจำนวนหลายท่าน บรรยากาศน่าเข้ามานั่งมาก เย็นสบาย เงียบสงบ ไร้เสียงรบกวน ยกเว้นจะมีเสียงสวดคาถาชินบัญชร เปิดอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ท่านที่ประสงค์จะสวดสามารถนั่งสวดไปพร้อมกับเสียงสวดมนต์ดังกล่าว

ด้านทิศใต้มีการปรับปรุงพัฒนามากขึ้น มีอุทยานเจ้าแม่กวนอิน พระพิฆเนศ และสิ่งศักดิ์อื่น ๆ สำหรับชาวจีนที่จะมาเข้าร่วมทำบุญกับทางวัด

เสร็จแล้วได้พากันเดินด้วยเท้าไปทำบุญต่อที่วัดเอี่ยมวรนุช เป็นวัดถัดไป











วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

อัศจรรย์ของชีวิต : (๑๓) การชี้แจงงบประมาณ

การของบประมาณของแต่ละสำนักงานในปีงบประมาณแต่ละปี ก่อนที่จะมีการนำเสนอขออนุมัติรัฐสภา จะมีกระบวนการและขั้นตอนหลายขั้นตอน

นับตั้งแต่ส่วนราชการ มีหนังสือแจ้งให้หน่วยงานในสังกัด จัดทำแผน/งานโครงการล่วงหน้า เพื่อของบประมาณในปีถัดไป โดยให้ทำแผนงาน/โครงการตามแผนยุทธศาสตร์ ๔ ปีของแต่ละหน่วยงาน

เมื่อแต่ละหน่วยงานภายในสังกัดส่งแผนงาน/โครงการมายังหน่วยแผนของแต่ละสำนักงานฯแล้ว ก็จะมีการมาวิเคราะห์ รวบรวมจัดทำแผนของบประมาณประจำปี ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อจัดสรรงบประมาณ และขออนุมัติคณะรัฐมนตรี และเสนอรัฐสภาต่อไป

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจาปีงบประมาณของ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือเป็นที่มาแห่งการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจาปีงบประมาณ จะต้องกระทาเป็น 3 วาระ

ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจาปีงบประมาณ ในวาระที่หนึ่ง สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาและลงมติว่า จะรับหลักการหรือไม่รับหลักการแห่ง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจาปีงบประมาณ ถ้าสภาผู้แทนราษฎรมีมติในวาระที่หนึ่ง ไม่รับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจาปีงบประมาณ ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนั้น จะเป็นอันตกไป แต่ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติในวาระที่หนึ่งรับหลักการ แห่งร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจปีงบประมาณ ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ในลาดับต่อไป


เมื่อคณะรัฐมนตรีเสนอพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เมื่อสภารับพิจารณาวาระที่ ๑ รับหลักการแล้ว ก็จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาในรายละเอียดของการของบประมาณประจำปีขอแต่ละหน่วยงาน ก่อนที่จะนำเสนอในวาระที่ ๓

ในวาระที่ ๒ ชั้นของคณะกรรมาธิการ จะมีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการของบประมาณรายจ่ายประจำปี ไปชี้แจงในรายะเอียดต่าง ๆ โดยจะมีผู้แทนหัวหน้าส่วนราชการ และหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ เพื่อชี้แจงในรายละเอียดที่ทำของบประมาณ

โดยก่อนที่จะมีการเข้าไปชี้แจง หน่วยงานที่รับผิดชอบจะให้เตรียมเอกสาร ข้อมูลที่เกี่ยวข้องไว้ล่วงหน้า และประเด็นที่คณะกรรมาธิการจะสอบถาม ผลงานที่ผ่านมามีเรื่องใดบ้าง โดยเฉพาะเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณของปีที่ผ่านมา หากใช้งบประมาณไม่ได้ หรือใช้ไม่หมด อาจจะมีผลกระทบต่อการของบประมาณใหม่

ในการเข้าไปชี้แจงครั้งนี้ จะเป็นงบประมาณเกี่ยวกับโครงการพัฒนาสารสนเทศของหน่วยงาน ซึ่งโครงการดังกล่าว มีการของบประมาณเกินกว่า ๑๐๐ ล้านบาท และตามขั้นตอนจะต้องผ่านขั้นตอนไปชี้แจงต่อคณะกรรมการงบประมาณของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และขั้นตอนดังกล่าวได้มีการเข้าไปชี้แจงมาล่วงหน้าแล้ว

การไปชี้แจงที่กระทรวงวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี่ฯ ได้มีรองที่รับผิดชอบเป็นหัวหน้าคณะ พร้อมด้วยอาจารย์ที่ปรึกษาด้านระบบสารสนเทศจากมหาวิทยาเทคโนโลยีพระจอมเกล้า (บางมด)มาช่วยชี้่แจงในรายละเอียด ซึ่งก็ผ่านไปด้วยดี

การไปชี้แจงงบประมาณดังกล่าว จะต้องเข้าไปชี้แจงที่อาคารรัฐสภา โดยมีห้องประชุมของคณะกรรมาธิการ หน้าห้องประชุมก็จะมีหัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง นั่งเข้าคิวรอ เพื่อเชิญเข้าไปชี้แจงตามลำดับ ซึ่งเราจะต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้าก่อน หากมีกรณีที่หน่วยงานที่อยู่ลำดับก่อนเรา มีความไม่พร้อม ก็จะเลื่อนขึ้นมาให้เราเข้าไปชี้แจงก่อน

ในขั้นตอนของคณะกรรมาธิการ ก็เป็นชุดเดิมที่เคยไปชี้แจงที่กระทรวงฯมาก่อน ปรากฎว่าบรรยากาศในการชี้แจงเป็นไปด้วยความเคร่งเครียด เนื่องจากเป็นการชี้แจงในรายละเอียดของระบบเทคโนโลยีฯ โดยตัวแทนของคณะกรรมาธิการ มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้มาสอบถาม และถ้าเรามีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนพระจอมเกล้า(บางมด) เป็นคนชี้แจง แต่ฟังดูแล้ว มองคนละมุมกัน ซึ่งเป็นเรื่องทางวิชาการ

หลังจากมีการชี้แจงอย่างยึดยาว สรุปแล้ว ทางคณะกรรมาธิการ ขอตัดงบประมาณร้อยละ ๑๐ เท่านั่น จึงทำให้การชี้แจงงบประมาณในครั้งนี้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมาธิการไป

นี่ก็เป็นความอัศจรรย์ของชีวิตเช่นกัน เพราะไม่เคยฝันมาก่อนเลยว่า จะมีโอกาสได้เข้าไปชี้แจงงบประมาณในรัฐสภา ต่อหน้าคณะกรรมาธิการ ดังกล่าว ครับ !!!

วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

อัศจรรย์ของชีวิต : (๑๒) จัดรายการวิทยุ

รายการวิทยุถือว่าเป็นเครื่องสื่อสารอย่างหนึ่งในสมัยเดิม ทุกบ้านหลังคาเรือนจะฟังวิทยุกันส่วนใหญ่ สมัยนั้น โทรทัศน์ มือถือยังไม่มี ไม่มีไลน์ให้เล่น ไม่มีทีวีให้ดู และมีทรานสิสเตอร์เป็นเพื่อนเท่านั่น

ตามบ้านจะได้ยินเสียงวิทยุ มีรายการสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นละคร รายการเพลงลูกทุ่ง รายการหมอลำ และมีรายการกฎหมายชาวบ้าน เป็นต้น

แต่ก่อนผู้เขียนยังจำว่า... แต่ละวันหลังข่าวภาคค่ำ (ข่าวทุ่มครึ่ง) ก็จะมีรายการหมอลำเรื่องต่อกลอน ชาวบ้านรับฟังจากสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยจังหวัดขอนแก่น จะมีหมอลำคณะดัง ๆ ไม่ว่า จะเป็นคณะเพชรอุบล คณะประถมบันเทิงศิลป์  และ.ระเบียบวาทะศิลป์ เป็นต้น จะเป็นที่ชื่นชอบของชวบ้านแถวอีสาน

หมอลำเรื่องต่อกลอน เรื่อง ลีลาวดี จะเป็นดังฮิตติดอันดับ ชาวบ้านฟังแล้วชื่นชอบกันมาก พอถึงเวลา จะได้ยินเสียงฟังหมอลำกันทุกบ้าน เสียดายปัจจุบัน บรรยากาศดังกล่าวไม่มีให้เห็นอีกแล้ว กลายเป็นเสียงเพลงเกาหลีไป เสียดาย!!

สมัยเด็ก ๆ ผู้เขียน ก็เคยใฝ่ฝันอยากออกรายการวิทยุกับเช่นกัน มีนักจัดรายการหลายคนที่ชื่นชม อยากรู้ว่าเขาไปออกรายการวิทยุกันอย่างไร ต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง อยากเป็นนักจัดรายการกับเขามั่ง..ฝันไกล

ในช่วงอยู่ต่างจังหวัด ผู้เขียนจะติดรายการวิทยุเป็นประจำ ใช้สำรับฟังข่าวจากกรมประชาสัมพันธ์ รายการเพลงดัง รายการฟังธรรมะ โดยเฉพาะแหล่เสียงอีสาน

ไม่นึกไม่ฝันเช่นกันว่า..ตนเองจะได้มีโอกาสไปจัดรายการวิทยุดั่งที่เคยฝันไว้ 

มีอยู่ปีหนึ่ง ได้มีโอกาสรับผิดชอบโครงการเผยแพร่กฎหมายแก่ประชาชน ได้ทำโครงการออกเผยแพร่กฎหมายตามหมู่บ้านต่าง ๆ นอกจากนั้นยังได้ทำโครงการของบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด ได้รับงบประมาณจัดสรรมาจำนวนหนึ่ง ในการออกไปเผยแพร่ และจัดอบรมตามโครงการดังกล่าว

โครงการนี้ นอกจากจะมีกิจกรรมออกเผยแพร่กฎหมายตามหมู่บ้านเป้าหมายแล้ว ยังมีกิจกรรมจัดฝึกอบรมความรู้ทางกฎหมายแก่ผู้นำหมู่บ้าน ผู้เข้ารับการอบรมได้ ผู้ใหญ่บ้าน และกรรมการหมู่บ้านของอำเภอเป้าหมายและ มีโครงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

นอกจากจะมีโครงการออกเผยแพร่กฎหมายตามหมู่บ้านแล้ว ยังได้จัดทำโครงการเผยแพร่กฎหมายทางสถานีวิทยุกระจายเสียงประจำท้องถิ่นอีกด้วย และได้มีหนังสือขอเวลาจากสถานีวิทยุกองทัพภาค ๒ ภาคเอฟเอม ๙๕ เมกกะเฮิทด์ เพื่อจัดรายการ "กฎหมายชาวบ้าน " ออกอากาศทางสถานีวิทยุดังกล่าว

ทางสถานีวิทยุดังกล่าวอนุญาตให้ออกรายการในช่วงเย็นเวลาประมาณ ๑๘.๓๐ - ๑๙.๐๐ น. เป็นรายการ "กฎหมายชาวบ้าน " และทางสถานีฯกำหนดให้ส่งสคลิปเนื้อหาที่จะเผยแพร่ในแต่ละครั้งไปให้ทางสถานีวิทยุพิจารณาก่อน ถึงจะออกรายการได้ในแต่ละครั้ง

ผู้เขียนเป็นผู้รับผิดชบอในการจัดทำสคลิปรายการทุกครั้งก่อนที่จะออกรายการ ช่วงแรก ๆ ก็มีพนักงานอัยการไปออกรายการครั้งละ ๑ - ๒ ท่าน หมุนเวียนเปลี่ยนกันไป  ซึ่งจะมีคำสั่งแต่งตั้งไปออกรายการในแต่ละครั้ง

ในช่วงหลัง ๆ ปรากฎว่า ติดธุระไม่สามารถจะไปออกรายการได้ ผู้เขียนจึงได้เป็นผู้ไปจัดการายเองตลอดมา เพราะแต่ละครั้งจะไปออกรายการ ได้จัดทำสคลิปขออนุญาตต่อผู้บังคับบัญชา และเสนอให้ทางสถานีวิทยุได้พิจารณาอนุญาตก่อนทุกครั้ง

ในการไปจัดรายการ ทางเจ้าหน้าที่จะแนะนำกฎ กติกา ให้ทราบ การใช้เครื่องมือต่าง ๆ ซึ่งเป็นห้องอัดเสียงโดยเฉพาะ และก็จะมีเจ้าหน้าที่ควบคุมรายการอยู่ด้านนอก ซึ่งสามารถมองเห็นและสามารถส่งสัญญาณกันได้ ในกรณีมีเหตุขัดข้อง การออกรายการเราจะพูดตามสคลิปที่เขียนมา มีบางครั้งอาจจะต้องมีการอธิบายเพิ่มเติมในบางประเด็น หลังจากนั้น ก็จะมีการเปืดเพลงคั้นรายการจำนวน ๑ เพลง และก็จะบรรยายต่อไปจนครบ ๓๐ นาทีตามเวลาที่กำหนด หากเราพูดเกินเวลา ทางเจ้าหน้าที่ก็จะตัดเข้ารายการข่าวประจำวัน ดังนั้น เราจะต้องพูดให้ทันเวลาตามที่เขากำหนด

ผู้เขียนจัดรายการไปสักระยะหนึ่ง มีชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่ตำรวจมาสอบถามว่า...เสียงท่านใช่มัยที่จัดรายการดังกล่่าว มีคนฟังกันมากครับ รายการดังกล่าวมีประโยชน์มากน่ะ เป็นต้น

หลังจากที่โยกย้ายไปอยู่ที่จังหวัดอำนาจเจริญ ผู้เขียนก็มีโอกาสไปออกรายการวิทยุที่สถานีวิทยุแห่งประเทศไทยจังหวัดอำนาจเจริญ เช่นกัน

จึงเป็นเหตุการณ์หนึ่งในชีวิตของผู้เขียน ที่เคยใฝ่ฝันจั้งแต่เด็กมา ไม่เคยคิดเลยว่าความฝันดั่งกลาวกลับกลายมาเป็นความจริงดั่งที่ฝันไว้

นี่จึงเป็นเรื่องอัศจรรย์ของชีวิตอีกเหตุการณ์หนึ่งครับ!!!


วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562

อัศจรรย์ของชีวิต: (๑๑) ลาอออกจากราชการ

การเข้ารับราชการ เป็นอาชีพหนึ่งที่หลายคนต่างใฝ่ฝันและอยากเข้ารับราชการ อาจเป็นเพราะเราอยากเป็นเอง บางคนจำใจต้องเป็น เพราะพ่อแม่อยากให้ลูกได้เป็นข้าราชการก็มี...ส่วนผู้เขียนเลือกเอง

อาชีพข้าราชการ แม้จะมีรายได้น้อยเมื่อเทียบกับงานเอกชน แต่มีหลายสิ่งที่เอกชนไม่มี ไม่ว่าจะเป็นเรืองสวัสดิการ ความมั่นคง ความมีเกียรติ การได้รับยศ หรือได้รับพระราชเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในระดับต่าง ๆ

หากมีคนถามว่า...คุณเคยลาออกจากราชการหรือไม่?

คงตอบว่า...เคยลาออกมาแล้วครั้งหนึ่ง

ถามว่า...สาเหตุที่ออกเพราะอะไร?

คงตอบว่า...อยู่ไม่ไหว และมีทางเลือกที่ดีกว่าครับ

สาเหตุที่ได้ลาออกจากราชการ เนื่องจากผู้เขียนได้เข้ารับราชการครั้งแรกที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ โดยสอบแข่งขันได้ในลำดับที่ ๑ ของตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ดิน ของสนามสอบจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตามปรกติ คนที่สอบได้ลำดับที่ ๑ จะต้องได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้รับราชการ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัด

แต่กรณีของผู้เขียน กลับตรงกันข้าม สาเหตุมากจากผู้ที่สอบแข่งขันได้ในคราวเดียวกัน มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งตั้งครรภ์ หากให้เลือกลงสำนักงานที่ว่างแล้ว น้องคนนี้เขาจะต้องได้บรรจุลงที่ สำหนังานที่อำเภอแม่แจ่ม หรือไม่ก็ ที่สำนักงานที่ดินอำเภอสะเมิง ซึ่งในสมัยสั่นถือว่า เป็นพื้นที่สีแดง/สีชมพู เป็นเขตก่อการร้ายของพรรคคอมมิวนิสต์

เธอจึงได้เข้าพบเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด ขอให้คนที่สอบได้ระดับต้น ๆ เห็นใจเธอ ซึ่งทางเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด จึงได้หารือกับคนที่สอบได้ในระดับต้น ๆ ได้พิจารณา ผู้เขียนซึ่งสอบได้ลำดับที่ ๑ ก็ลำบากใจ และตนเองก็เป็นโสด คิดเพียงแค่ว่าขอให้สอบได้ก็ถือว่า..เป็บุญวาสนาแล้ว ส่วนจะไปบรรจุที่อำเภอใด ก็ไม่สำคัญ..

จึงยอมให้มีการจับสลากเพื่อเลือกสำนักงานที่อำเภอ เพื่อไปบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ที่ดิน ๑ ตามอำเภอที่ว่าง ในครั้งนั่น มีตำแหน่งที่ว่างจำนวน ๖ ตำแหน่ง ที่สำนักงานที่ดินจังหวัด ๑ ตำแหน่ง และที่ดินอำเภอ ๕ ตำแหน่ง จะมีอำเภอแม่แจ่ม สะเมิง อมก๋อย พร้าว แม่แต่ง  เท่าที่จำได้

ผลการจับสลากปรากฎว่า ผู้เขียนจับได้ไปบรรจุเข้ารับราชการที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นอำเภอกันดารมาก การเดินทางช่วงปี พ.ศ.๒๕๒๓ ไป-มาลำบาก มีรถยนต์โดยสารวิ่งเข้า - ออก ระหว่างอำเภอฮอด กับ อำเภออมก๋อย วันละ ๑ เที่ยว เท่านั่น

วันเดินทางไปรับราชการ เจ้าหน้าที่และเพื่อนๆ บอกว่า จะมีรถยนต์จากเชียงใหม่ไปอำเภอฮอด เวลาหกโมงเช้า จะต้องเดินทางไปถึงอำเภอฮอดก่อนเวลาเที่ยงวัน มิฉะนั้นจะไม่ทันรถโดยสารที่จะไปอำเภออมก๋อย วันหนึ่งจะมีรถโดยสาร จำนวน ๑ เที่ยวเท่านั่น

ผู้เขียนจึงได้เดินทางไปแต่เช้า และไปถึงอำเภออมก๋อยเวลาประมาณเกือบหกโมงเย็น และได้พบกับที่ดินอำเภอที่บ้านพัก และขอพักด้วยในคืนแรก

อำเภออมก๋อย ในสมัยนั่น มีร้านก๋อนเตี่ยวจำนวน ๑ ร้าน หาร้านอาหารลำบาก จะมีรถจากตลาดมาขายอาทิตย์ละครั้ง ทำให้การอยู่่กินลำบาก เนื่องจากผู้เขียนไม่ใช่คนท้องถิ่น และหาบ้านพักก็ไม่ได้ ทางราชการจึงจัดให้ไปนอนที่โรงรถหลังที่ว่าการอำเภอ ห้องเล็ก ๆ นอนกับเจ้าหน้าที่ของส่วนปกครองอีกท่านหนึ่ง

อาหารการกิน ก็ทานไข่เป็นหลัก เช้าก็ไข่เจียว กลางวันไข่ต้ม และเย็นตุ๋นไข่ ทำเป็นค่นี้ หาอาหารทานยาก อาทิตย์หนึ่งก็จะมีตลาดสดเปิด ๑ ครั้ง อาหารส่วนมากจะเป็นของคนชาวเขา ได้แก่ชาวยาง แม้ว มูเซอ นำอาหาร ผลไม้ และพืชผักมาจำหน่าย

ส่วนไฟฟ้าสมัยนั่น การไฟฟ้ายังไปไม่ถึง จะใช้ไฟฟ้าปั่นเอง ถึงเวลาประมาณ ๕ ทุ่มก็จะปิด ก็ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีแหล่งท่องเที่ยว ไม่มีร้านอาหารยามค่ำคืน พอตกค่ำมา จะเงียบสงบ และเหน็บหนาวมาก

ที่ว่าการอำเภอจะเงียบวังเวง มีเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติงานไม่กี่คน ดูที่สมุดลงเวลา ข้าราชการส่วนมากจะไปราชการต่างจังหวัดกันหมด

ข้าราชการส่วนใหญ่ ที่ไปอยู่ที่นั่น ส่วนมากจะเป็นคนที่ส่วนราชการย้ายไปลงโทษ ที่ดินอำเภอที่เป็นหัวหน้าผู้เขียนก็อยู่ระหว่างตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย และนายอำเภอที่อยู่ในสมัยนั่นก็โดนเด้งมาจากที่อื่น อยู่ในระหว่างตั้งกรรมการสอบสวน ผู้เขียนฟังแล้ว หมดแรง!!!

ยามว่างเสาร์ - อาทิตย์ เพื่อน ๆ ก็จะพาเที่ยวตามโรงเรียนต่าง ๆ นอกนั้น ดื่มเหล้า เล่นการพนันกัีนในยามว่าง ทำให้ผู้เขียนดื่มเหล้า และเล่นไพ่ได้ ในช่วงที่ไปอยู่ที่นั่น

นั่งมองดูอนาคตตัวเองแล้ว ถ้าไม่เป็นขี้เหล้า ก็เป็นนักพนันตัวยงแนๆ ดูอนาคตน่าจะไม่สดใส เพราะสิ่งแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยเลย

กำลังใจเริ่มทดถอย ความหวังที่ฝัีนไว้ มองดูจะมืดมน น่าจะทนอยู่ได้ยาก เพื่อน ญาติ พี่น้องก็ไม่มี ยามเป็นไข้ได้ป่วยใครจะมาดูแลหนอ...สมองเริ่มคิด และวิตกกังวล

เพราะเหตุเหล่านี้ จึงทำให้ผู้เขียนตัดสินใจลาออกจากราชการ หลังจากที่เข้ามาปฏิบัติราชการประมาณ ๓ เดือน

นี่คือความอัศจรรย์ของชีวิต หากไม่มีวันนั่น เราก็จะไม่มีวันนี้ครับ!!!

ข้อมูลการเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๖๒ กกต.ได้ประกาศจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และจำนวนเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัด ลงในราชกิจจานุเบกษา และมีข้อสังเกตุและน่าสนใจ ดังนี้

๑.วันเลือกตั้งทั่วไป กำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒

๒.วันลงคะแนนล่วงหน้า กำหนดในวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๒

๓. จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๑ จำนวน ๖๖,๑๘๘,๕๐๓ คน

๔. จำนวนราษฎรจำนวน ๑๘๙,๑๑๐ คน /ผู้ราษฎรจำนวน ๑ คน

๕. จังหวัดมีจำนวนทั้งสิ้น  ๗๗  จังหวัด

๖. มีจังหวัดที่มีจำนวน ส.ส. และ หน่วยเลือกตั้งมากที่สุดตามลำดับ ดังนี้

         - กรุงเทพมหานคร  จำนวน ๓๐  คน จำนวน ๓๐ เขตเลือกตั้ง
         - นครราชสีมา           จำนวน ๑๔ คน  จำนวน ๑๔ เขตเลือกตั้ง
         - อุบลราชธานี /ขอนแก่น  จำนวน ๑๐  คน  จำนวน ๑๐ เขตเลือกตั้ง
         - เชียงใหม่  จำนวน ๙ คน  จำนวน ๙ เขตเลือกตั้ง

        - อุดรธานี้/สงขลา/ศรีสะเกษ/บุรีรัมย์/นครศรีธรรมราษฎร์ และชลบุรี จังหวัดละ ๘ คน จังหวัด ๘ เขตเลือกตั้ง

       เห็นว่า พื้นที่จังหวัดที่มีจำนวนราษฎรและจำนวน ส.ส.จำนวนมาก จะอยู่ในพื้นที่ภาคอีสานจำนวนถึง ๖ จังหวัด มี ส.ส.มากกว่ากรุงเทพมหานครเสียอีก
       ส่วนวิธีการเลือกตั้ง การนับคะแนน สามารถอ่านได้จากข่าวนี้ ...

     การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 24 มี.ค. 2562 จะแตกต่างจากการเลือกตั้ง ครั้งก่อนหน้า..โดยในการเลือกตั้งใหญ่อย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อ 3 ก.ค. 2554 ครั้งนั้นแบ่งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร (สส.) ออกเป็น 2 ประเภท คือ สส. แบบแบ่งเขต จำนวน 375 คน และสส. แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 125 คน ส่วนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มี.ค. 2562 มีสส. แบบแบ่งเขต 350 คน และสส. แบบบัญชีรายชื่อ 150 คน

ที่สำคัญคือ "จะเป็นการเลือกตั้งที่ใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว และเลือกเฉพาะ สส. แบบแบ่งเขตเท่านั้น" จากเดิม ที่ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ สำหรับเลือก สส. แบบแบ่งเขตใบหนึ่งและแบบบัญชีรายชื่อ อีกใบหนึ่ง ซึ่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 91  กำหนดวิธีการคำนวณหา สส.แบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองไว้ดังนี้

 1.นำคะแนนรวมทั้ง ประเทศที่พรรคการเมืองทุกพรรคที่ส่ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งหารด้วย 500 อันเป็นจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎร

2.นำผลลัพธ์ตามข้อ 1. ไปหาร จำนวนคะแนนรวมทั้งประเทศของพรรค การเมืองแต่ละพรรคที่ได้รับจากการเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งทุกเขต จำนวน ที่ได้รับให้ถือเป็นจำนวน สส. ที่พรรค การเมืองนั้นจะพึงมีได้ 

3.นำจำนวน สส. ที่พรรคการเมืองจะพึงมีได้ตามข้อ 2. ลบด้วย จำนวน สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้งหมดที่ พรรคการเมืองนั้นได้รับเลือกตั้งในทุกเขตเลือกตั้ง ผลลัพธ์คือ จำนวน สส. แบบบัญชี รายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นจะได้รับ

4.ถ้าพรรคการเมืองใดมีผู้ได้รับ เลือกตั้งเป็น สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เท่ากับหรือสูงกว่าจำนวน สส. ที่พรรค การเมืองนั้นจะพึงมีได้ตามข้อ 2. ให้พรรค การเมืองนั้นมี สส. ตามจำนวนที่ได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรร สส. แบบบัญชีรายชื่อ และให้นำจำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจำนวน สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งต่ำกว่าจำนวน สส. ที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ ตามข้อ 2. ตามอัตราส่วน แต่ต้องไม่มีผลให้ พรรคการเมืองใดดังกล่าวมี สส. เกินจำนวน ที่จะพึงมีได้ตามข้อ 2.

5.เมื่อได้จำนวนผู้ได้รับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองแล้ว ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งตามลำดับหมายเลขในบัญชีรายชื่อ สส. แบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. ทั้งนี้ในกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดเสียชีวิตภายหลังวันปิดรับสมัครรับเลือกตั้งแต่ก่อนเวลาปิดการ ลงคะแนนในวันเลือกตั้ง ให้นำคะแนนที่มี ผู้ลงคะแนนให้มาคำนวณตามข้อ 1. และ ข้อ 2. ด้วย โดยการนับคะแนน หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณ การคิดอัตราส่วน และการประกาศผลการเลือกตั้ง ให้เป็นไปตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ฉบับ 2560  เคยให้เหตุผลการเลือกใช้ระบบการเลือกตั้งแบบนี้ว่า "เพื่อให้ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย" จากเดิมที่การเลือกตั้งครั้งก่อนๆ คะแนนเสียงของผู้ชนะเท่านั้นจึงจะมีความหมาย ทั้งที่ในหลายเขตเลือกตั้งคะแนนระหว่างผู้ได้อันดับ 1 กับอันดับ 2 ห่างกันไม่มากนัก แต่คะแนนของผู้ได้อันดับ 2 กลับถูกละทิ้งไปอย่างสูญเปล่าซึ่งน่าเสียดาย ดั้งนั้นการนำคะแนนของผู้แพ้มาคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อเติมให้จะมีประโยชน์กว่า

อย่างไรก็ตาม ระบบการเลือกตั้ง ข้างต้นที่เรียกว่า "ระบบจัดสรรปันส่วนผสม"ก็ถูกตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายว่า "จะไม่มี พรรคการเมืองใดสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เองโดยลำพัง" เพราะเป็นเรื่องยากที่จะ มีพรรคใดชนะการเลือกตั้งมากกว่า 250 เขต เลือกตั้ง และยิ่งพรรคใดได้ สส. แบบแบ่งเขต จำนวนมาก จำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อที่จะได้ก็น้อยลงโดยคะแนนจะถูกนำไปเติมให้พรรคลำดับรองลงไปแทน "การเมืองไทยหลังการเลือกตั้งภายใต้ รธน. 2560 จะมีลักษณะรัฐบาลผสมหลายพรรค"ซึ่งอาจมีเสถียรภาพต่ำ คล้ายกับการเมืองยุคก่อน รธน. ฉบับ 2540
อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/nnd/2948298

       หากพรรคการเมืองใด สามารถเอาชนะคนะแนนเสียงในภาคอีสานได้ ก็น่าจะเป็นพรรคที่มีแนวโน้มจะได้รับจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้อย่างแน่นอน!!!

วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2562

อัศจรรย์ชีวิต: (๑๐) ปลงธรรมสังเวช

ทุกอย่างบนทางของชีวิต หากดูไปในอดีตที่ผ่านมา เหมือนกับว่ามีการลิขิตชีวิตให้เดินไปตามเส้นทางดังกล่าว อย่างไม่ด้ตคาดคิดมาก่อน



                                   ถ่ายรูปร่วมกับพระนวกะบริเวณศูนย์อำนวยการฯ

บางครั้ง เมื่อได้ไปในที่ ๆ เราเคยไปมา เหมือนกับว่า ที่แห่งนี้เหมือนกับว่าเป็นสถานที่ที่เราเคยอยู่มาแล้วในอดีต ทำให้เราเกิดความอบอุ่น ความคุ้นเคยในสถานที่ดังกล่าว

เมื่อปีพ.ศ.๒๕๖๐ ที่ผ่านมา ในช่วงที่มีการบำเพ็ญกุศลเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวารที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ สวรรคต นอกจากจะได้รับมอบหมายในการจัดทำโครงการอุปสมบทหมู่เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมายที่เกี่ยวเนื่องกัน

กิจกรรมหนึ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ไปร่วมในครั้งนี้ กล่าวคือทางวัดได้มีกำหนดการนำพระนวกะ เพื่อไปประกอบพิธีเจริญจิตภาวนาเพื่อปลงธรรมสังเวช ณ พระบรมมหาราชวัง มีกำหนดการในวันดังกล่าว ดังนี้


วันอังคารที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๖๐

          เวลา ๐๕.๐๐-๐๖.๐๐ นาฬิกา  ตื่นจากการจำวัตร ทำภารกิจส่วนตัว

          เวลา ๐๖.๐๐-๐๗.๐๐ นาฬิกา เมื่อท้องฟ้าสว่าง สามารถมองเห็นลายมือได้ พระนวกทั้งสิบเอ็ดรูปร่วมกันออกเดินบิณฑบาต โดยมีพระพี่เลี้ยง คือ ท่านพระมงคลสุตาคม พระมหานิคม นิสโภ พระครูสังฆรักษ์ พระครูใบฎีกานิธิศ เป็นผู้นำ โดยเป็นการออกเดินบิณฑบาตไปรับบาตรที่สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารหลักเมือง โดยข้าราชการอัยการทั้งพนักงานอัยการ ข้าราชการธุรการ พนักงานราชการ และลูกจ้างร่วมกันตั้งโต๊ะเพื่อใส่บาตรพระนวก

          เวลา ๐๗.๓๐-๐๘.๑๕ นาฬิกา เมื่อออกเดินบิณฑบาตเสร็จกลับมา พระนวกจะมารวมกันที่ศาลาการเปรียญ บริเวณหอฉัน ฯ เพื่อนำของที่บิณฑบาตออกจากบาตร ใส่ในถาดเพื่อจัดอาหารสำหรับฉันร่วมกัน โดยมีท่านเจ้าคุณ......... พระครูสังฆรักษ์ ........ร่วมฉันด้วย

          เวลา ๐๘.๓๐-๐๙.๓๐ นาฬิกา พระนวกทุกรูปลงพระอุโบสถเพื่อทำวัตรเช้า ร่วมกับพระผู้ใหญ่ หลังจากนั้นพระผู้ใหญ่ (ไม่แน่ใจว่าพระอุปัชฌาย์หรือไม่) ให้โอวาทกับพระนวก

          เวลา ๑๑.๐๐-๑๒.๐๐ นาฬิกา พระนวกทุกรูปร่วมกันฉันภัตตาหารเพล ที่ศาลาการเปรียญ บริเวณหอฉัน ฯ

          เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๕.๐๐ นาฬิกา พระนวกทุกรูปร่วมกันเดินทางไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นที่สถิตพระบรมโกฏิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ฯ เพื่อปลงธรรมสังเวชหน้าพระบรมโกฏิและเจริญจิตรภาวนาถวายพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน

          เวลา ๑๖.๐๐ -๑๗.๐๐ น. พระนวกร่วมกันเดินทางไปปฏิบัติธรรมทานปล่อยปลาที่แม่ค้านำมาขายในตลาด เพื่อช่วยชีวิตปลาเหล่านั้นไม่ต้องถูกขายไปทำเป็นอาหาร นำมาปล่อยที่บริเวณท่าน้ำของวัดเทวราชกุญชร หลังจากปล่อยปลาเสร็จได้เข้าเยี่ยมชมภายในอุโบสถของวัด

           เวลา ๑๙.๐๐-๒๑.๐๐ นาฬิกา พระนวกทุกรูปร่วมสวดมนต์กับอุบาสกอุบาสิกาที่บริเวณภายในพระวิหารหลวง

          เวลา ๒๑.๐๐ นาฬิกา พระนวกแยกย้ายตามกุฏิเพื่อปฏิบัติภารกิจส่วนตัวและจำวัด


ในการนี้ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าหน้าที่นำพาพระนวกะไปยังพระบรมมหาราชวัง เพื่อประกอบพิธีเจริญจิตภาวนาปลงธรรมสังเวชต่อหน้าพระบรมศพ โดยมีรถตู้จำนวน ๒ คัน นำพระนวกะออกจากวัด เพื่อเดินทางไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง โดยพระพี่เลี้ยงจำนวน ๒ รูปเป็นหัวหน้าคณะ และได้ติดตามไปด้วยในครั้งนี้

รถยนต์ได้นำพระนวกะไปส่งที่ศูนย์อำนวยความสะดวกท่าราชวรดิตฐ์ หลังจากนั้นต้องไปลงทะเบียน รับบัตรคิว ซึ่งในวันนี้มีพระสงฆ์มาจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าร่วมประกอบพิธีจำนวนมาก

ในการเข้าปลงธรรมสังเวช สำนักงานพระพุทธศาสนา ได้วางหลักเกณฑ์สำหรับพระภิกษูที่จะเข้าไปพิจารณาปลงธรรมสังเวช ไว้ว่า..

         ที่ประชุม มส. ยังได้มอบหมายให้ พศ. ออกแนวปฏิบัติสำหรับพระภิกษุ สามเณร ที่จะเดินทางมาประกอบพิธีเจริญจิตตภาวนาปลงธรรมสังเวช พระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง บริเวณศูนย์อำนวยความสะดวกท่าราชวรดิษฐ์ ซึ่งศูนย์ดังกล่าวสามารถรองรับพระภิกษุสามเณร บรรพชิตในนิกายอื่น ยกเว้นแม่ชี ได้วันละ 60 รูป แบ่งเป็น 2 รอบ รอบแรกเวลา 09.30 น. รอบที่ 2 เวลา 12.30 น. โดยจะต้องปฏิบัติตามระเบียบของสำนักพระราชวัง ดังนี้
 1. ให้ลงทะเบียนที่ศูนย์ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ซึ่งต้องระบุชื่อ และวัดที่สังกัด
 2. ไม่อนุญาตให้มีฆราวาสติดตาม
3. ปิดโทรศัพท์มือถือ งดถือกล้องถ่ายรูป งดการถือย่าม
 4. เรียงแถวตามลำดับเพื่อเข้าสู่พระบรมมหาราชวังผ่านประตูวิมานเทเวศร์ โดยพระภิกษุต้องสำรวม และไม่พูดคุยกัน 5. เมื่อถึงเบื้องหน้าพระบรมโกศให้ยืนแถวแสดงความอาลัย ด้วยการเจริญจิตตภาวนาปลงธรรมสังเวช 
6. เสร็จแล้วจะมีเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังถวายสิ่งของที่ระลึก และนำออกจากพระที่นั่ง ซึ่งแนวทางดังกล่าวเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติและให้เกิดความงดงามตามสมณจริยาวัตรแห่งคณะสงฆ์...







                           พระสงฆ์เดินเข้าไปยังพระมหาราชวัง

หลังจากได้รับบัตรคิวแล้ว  จะต้องนั่งรอโดยจะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพุทธศาสนา เป็นผู้นำเข้าไปยังพระบรมมหาราชวัง ซึ่งผู้เขียนได้ร่วมเดินเข้าไปด้วย แต่ไม่สามารถเข้าไปในบริเวณพิธีได้ 

การได้รับมอบหมายในครั้งนี้ จึงถือว่าเป็นความภูมิใจและเป็นวาสนาของตนเองเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้ร่วมกับพระนวกะเข้าประกอบพิธีเจริญจิตภาวนาเพื่อปลงธรรมสังเวชต่อหน้าพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙  ในครั้งนี้

นับว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ของชีวิต ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ที่จะได้มีโอกาสเช่นนี้ในช่วงชีวิตของตนเอง





วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2562

อัศจรรย์ของชีวิต : (๙) เกินเป้าหมาย

เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๓ ได้เข้ารับราชการปีแรก ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ ๑ ที่ทำงานจะมีพี่ ๆ ที่มีอายุกันส่วนใหญ่ จะมีคนรุ่นหนุ่มสาวจำนวนไม่กี่คน มีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย จะมีพี่ผู้ชายที่อยู่ก่นแล้วจำนวน ๒ คน รวมกับผู้เขียน รวมเป็น ๓ คน นอกนั้นเป็นผู้หญิงทั้งหมด




                                        ถ่ายภาพหน้าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ(ศาลโลก)

ในหน่วยงานก็จะแยกงานออกเป็นแต่ละสายงาน จะมีงานสาบรรณ งานด้านสารบบคดี งานรายงานและสถิติ งานคัดคำพิพากษ และเดินศาล งานจัดทำรายงานผลคดี และง่านการเงินและพัสดุ

ส่วนหัวหน้าฝ่าย จะเป็นผู้หญิง ซึ่งมีอายุประมาณ ๕๐ ปีกว่า เป็นหัวหน้า จะดูแล และให้คำปรึกษาให้กับน้อง ๆ ซึ่งในหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใด หากมีผู้หญิงมาก ก็จะมีปัญหามากหน่อย จะแยกกันเป็นกลุ่ม ๆ ทำให้การประสานงานจะมีปัญหา

ผู้เขียนเป็นเด็กเข้าทำงานใหม่จึงต้องปรับตัวและมีปัญหาในการประสานงานพอสมควร ทำให้การทำงานแรก ๆ จะมีปัญหามาก ก็ค่อยแก้ไขไปตามสภาวการณ์

ชีวิตราชการทุกคนก็ต้องการความก้าวหน้า มักจะมองหาคนที่เราอยากจะเลียนแบบหรือเอาเป็นตัวอย่างในการดำเนินรอยตาม

แรก ๆ ก็คาดฝันไว้ว่า...ในชีวิตราชการของเรา ขอให้ได้ก้าวหน้าถึงหัวหน้าฝ่าย ก็สุดยอดแล้ว..เพราะในสมัยนั่น หัวหน้าฝ่ายถือว่าเป็นตำแหน่งที่สูงสุดในขณะนั่น เทียบได้กับข้าราชการระดับซี ๕  ซึ่งในช่วงนั่น ปรากฎว่าพี่เขาอายุปาเข้าเกือบอายุ ๕๐ ปีแล้ว

จากนั้นมาก็เริ่มวางแผนในการทำงานว่าจะทำอย่างไรถึงจะได้เป็นหัวหน้าฝ่ายกับเขามั่ง จึงได้สมัครเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง ในสาขานิติศาสตร์ ฝันว่าสักวันจะได้รับปริญญากับเขาบ้าง

ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๔๗ ผู้เขียนได้มีโอกาสสอบเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายธุรการ ซึ่งในปีดังกล่าวได้ปรับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายธุรการจากระดับ ๕ ของจังหวัดใหญ่ เป็นระดับ ๗ ทั่วประเทศ และสำนักงานที่อยู่ในระดับอำเภอ ก็จะได้รับการปรับตำแหน่งขึ้นในระดับ ๖

ผลปรากฎว่า ในปีนั่นผู้เขียนมีโอกาสสอบได้และรับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายที่สำนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา และสำนักงานฯได้มีการจัดการฝึกอบรมให้กับผู้ที่ได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งดังกล่าว เป็นเวลาหลายวัน และต้องเดินทางไปศึกษาดูงานที่ต่างประเทศอีกด้วย

เป็นเรื่องที่อัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง ปรากฎว่า...หัวหน้าฝ่ายที่เคยเป็นหัวหน้าผู้เขียน ก็สอบได้ในุ่นเดียวกับผู้เขียนเช่นกัน และได้เข้าอบรมในรุ่นเดียวกัน..ความฝันที่เคยฝันไว้ว่า...ขอให้มีความก้าวหน้าเพียงได้เป็นหัวหน้าธุรการ ระดับ ๕ (เจ้าหน้าที่บริหารงานธุรการ)  ก็พอแล้ว ถือว่า..เป็นตำแหน่งสูงสุดในชีวิตของข้าราชการระดับเดียวกับเรา

แต่ความฝันกลับกลายเป็นความจริงที่เกินฝัน เพราะชีวิตราชการสามารถก้าวมาไกลถึงหัวหน้่าฝ่ายธุรการระดับ ๗ (เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไประดับ ๗)  และได้เข้าอบรมรุ่นเดียวกันกับหัวหน้าธุรการ ที่เคยเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้เขียนที่เข้ารับราชการครั้งแรกอีกด้วย

จึงเป็นเรื่องเหลือเชื่อและอัศจรรย์ของชีวิตจริง ๆ !!!



วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562

อัศจรรย์ของชีวิต : (๗) งานในหน้าที่

มีสถานที่ ๔ แห่ง ที่ทุกคนไม่อยากเข้าไปใช้บริการ ได้แก่โรงพัก ศาล เรือนจำ โรงพยาบาล เพราะสถานที่ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับความเป็น ความตายของชีวิต



ผู้เขียนตั้งแต่ได้เข้ารับราชการที่สำนักงานอัยการสูงสุด พอเข้ามาบรรจุใหม่ ๆ หน้าที่แรกที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ได้แก่การปฏิบัติหน้าที่ยื่นฟ้องต่อศาล การประสานงานกับศาล และตำรวจ

ตื่นเช้าขึ้นมาสิ่งที่ต้องทำประจำคือ ต้องมาตรวจสอบที่สมุดนัดทำการ(บ.๒)ของสำนักงานทุกเช้า เพื่อตรวจสอบว่าในแต่ละวัน มีการนัดส่งตัวผู้ต้องหากี่เรื่อง ครบฝากขังกี่คดี มีคดีที่ศาลนัดอ่านคำพิพากษาจำนวนกี่คดี  พนักงานอัยการท่านใดเป้นเจ้าของสำนวน เพื่อจะได้ติดตามเรื่องตามที่กำหนดนัดหมายไว้

ในแต่ละวันจึงได้พบเห็นใบหน้าของผู้ต้องหา พยาน จำเลย และประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการมีคดีขึ้นสู่ศาลในแต่ละวัน

บางคนทำความผิดมาเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำไปเพราะความคิดชั่ววูบ ทำไปเพราะความจำเป็นและป้องกันตัว และบางคนทำไปเพราะมีเถยจิตที่เป็นผู้ร้ายด้วยความเคยชิน

แม้ว่าผู้เขียนจะได้ย้ายไปทำงานในที่ใด ชีวิตก็มักจะต้องเกี่ยวข้องกับการไปศาล ห้องขัง และโรงพักม่าตลอดของชีวิตการรับราชการ

ในช่วงที่ไปปฏิบัิติราชการที่สำนักงานอัยการจังหวัดแห่งหนึ่ง ได้ปฏิบัติหน้าที่ต้องไปยื่นฟ้องต่อศาล ยื่นอุทธรณ์ ฎีกา การฝากขัง และทำเวรชี้ ประสานงานศาล กับพนักงานสอบสวนนานกว่า ๑๐ ปี

และก่อนที่จะได้ัรับแต่งตั้งขึ้นเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของสำนักงานฯ ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่กเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือกฎหมายแก่ประชาชน เป็นเจ้าหน้าที่จัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี การออกไปเผยแพร่กฎหมาย การจัดฝึกอบรมกฎหมายเบื้องต้นให้กับผู้นำหมู่บ้าน การคุ้มครองสิทธิ และการไกล่เกลี่ยประนีประนอมให้กับประชาชนที่มีความเดือดร้อนมานานหลายปี และบางช่วงก็ต้องไปยุ่งกับศาลและตำรวจเช่นกัน

จึงเป็นเรื่องที่แปลกแต่จริงของชีวิตราชการ แม้จะโยกย้ายไปรับราชการที่ใด ก็จะไม่พ้นที่จะต้องไปเกี่ยวข้องกับศาล  และโรงพัก

นี่คือ ความอัศจรรย์ของชีวิตของตนเองครับ !!!





อัศจรรย์ของชีวิต : (๘)การสอบเลื่อนตำแหน่ง

ในชีวิตราชการของข้าราชการทุกคน ความปรารถนาสูงสุดคือความก้าวหน้าในชีวิตราชการ แม้จะไม่ก้าวหน้ามากมาย ก็อย่าให้ด้อยกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน ที่มีความรู้ ความสามารถไม่แตกต่างกัน


ผู้เขียนสอบเข้ารับราชการเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๓ ช่วงแรกเข้ารับราชการ ณ สำนักงานที่ดินอำเภออมก๋อย สังกัด สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ ในตำแหน่ง เจ้าหน้าท่ี่ดิน ๑ อยู่ได้ประมาณ ๓ เดือน ก็ต้องลาออกจากราชการ เนื่องจากไปอยู่ในกันดาร และลำบากในการพักอาศัย การอยู และการกิน ไม่สะดวก

ในช่วงที่สองได้เข้ารับการราชการ ณ สำนักงานอัยการจังหวัดลำปาง (ที่ทำการอัยการจัวหวัดลำปาง) ในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ธุรการ ๑ ในเพื่อนร่วมรุ่นที่เข้าทำงานด้วยกัน จำนวน ๒ คน รวมเป็น ๓ คน กับผู้เขียน โดย ๒ คนรับราชการในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่พิมพ์ดีด ๑

การเลือนตำแหน่งในสมัยก่อน หากทำงานมาครบกำหนด ๕ ปี ก็จะเลื่อนขึ้นไปดำรงตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ธุรการระดับ ๒ และหากทำงานต่อไปอีกประมาณ ๘ ปี ก็จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการระดับ ๓ ส่วนระดับ ๔ - ๕-๖-๗ ต้องมีการสอบแข่งขัน เพื่อคัดเลือกขึ้นดำรงตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งมีไม่บ่อยนัก

บางช่วงอาจใช้เวลาประมาณ ๓ - ๔ ปี จะมีการสอบแข่งขันสักครั้ง เป็นไปตามตำแหน่งที่ว่าง หรือ ได้รับการจัดสรรอัตราตำแหน่งมาทดแทนในกรณีมีการเกษียณ การเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ก็จะมีการจัดสอบเพื่อทดแทนตำแหน่งที่

ในชีวิตราชการ ถือว่าเป็นบุญและกุศลที่ยิ่งใหญ่ของตัวเอง ที่ส่งผลให้การสอบแข่งขันเลือนตำแหน่งแต่ละครั้ง ประสบผลสำเร็จเกินคาดหมาย และสิ่งที่ตนได้รับ ไม่อยากเชื่อว่าตนเองทำได้ งงตนเอง!!! มีการสอบแข่งขันในแต่ละครั้ง พอสรุปได้ดังนี้

ครั้งที่ ๑ ; การสอบแข่งขันเลื่อนตำแหน่งจากเจ้าหน้าที่ธุรการ ๓ ขึ้นสู่ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการระดับ ๔ สอบได้ลำดับที่ ๒๑  และมีคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แต่ช่วยราชการที่สำนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์

ครั้งที่ ๒ : การสอบสวนแข่งขันเพื่อเลือนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป  ๕ (ระดับ ๕) สอบได้ลำดับที่ ๑ มีคำสั่งแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป สำนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ (ผู้อำนวยการ สำนักอำนวยการ ปัจจุบัน)

ครั้งที่ ๓ : การสอบแข่งขันเพื่อเลือนแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ๖ (ระดับ ๖) สอบได้ลำดับที่ ๑ และมีคำสั่งแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ๖ ที่สำนักงานอัยการจังหวัดกันทรลักษณ์ และเปลี่ยนสายงานไปดำรงตำแหน่งนิติกร ๖ ณ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูงภาค ๓ สำนักงานอัยการภาค ๓ จังหวัดนครราชสีมา

ครั้งที่ ๔ : การสอบแข่งขันเพื่อเลื่อนขึ้นไปดำรงตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ๗ (ระดับ ๗) สอบได้ลำดับที่ ๗ ได้รับการแต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ๗(ผู้อำนวยการ สำนักอำนวยการ ปัจจุบัน) ณ  สำนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา

ครั้งที่ ๕ : การสอบแข่งขันเพื่อเลื่อนขึ้นไปดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารทั่วไป ๘ (ระดับ ๘) สอบได้ลำดับที่ ๑ และมีคำสั่งให้ไปดำรงตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ๘ (ผู้ิอำนวยการ) สำนักอำนวยการ สำนักงานอัยการภาค ๓ จังหวัดนครราชสีมา

ครั้งที่ ๖ : การสอบแข่งขันเพื่อแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสือสาร (ระดับ ๙) สำนักงานอัยการสูงสุด ผลการสอบแข่งขันได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานอัยการสูงสุด

ผลการสอบสวนแข่งขันในแต่ละครั้ง ก็ไม่ได้เตรียมตัวมาก คงทำงานไปตามปกติ แต่ได้มีการศึกษา ค้นคว้า กฎหมาย ระเบียบ หรือหนังสือสั่งการ ในระหว่างการปฏิบัติงาน เป็นประจำ ทำให้การทำข้อสอบในแต่ละครั้งผ่านมาด้วยดี และอีกประการหนึ่ง ได้เรียนมาทางด้านกฎหมาย และสอบได้เนติบัณฑิต อาจจะมีส่วนที่ทำให้ได้เปรียบคนอื่น ๆ ในการสอบแข่งขันแต่ละครั้ง

นอกจากนี้ ผู้เขียนเองจะไหว้พระ สวดมนต์เป็นประจำทุกวัน ในแต่ละจังหวัดที่ได้โยกย้ายไปปฏิบัติราชการ ก็จะหมั่นเข้าวัด ทำบุญในวันพระ เป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงเข้าพรรษา จะเข้าร่วมกิจกรรมกับพุทธสมาคมของแต่ละจังหวัด เพื่อร่วมทำบุญกับโครงการต่าง ๆ ของแต่ละจังหวัดอีกด้วย

ด้วยผลานิสงค์และผลบุญที่ได้กระทำมา จึงส่งผลให้การสอบแข่งขันเลื่อนตำแหน่งแต่ละครั้งประสบผลสำเร็จเกินกว่าที่คาดหมาย

ใครจะคิดว่า ข้าราชการผู้น้อย ที่เริ่มต้นจากเจ้าหน้าที่ธุรการ ๑ จะก้าวหน้ามาไกลจนถึงไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการระดับ ๙ ได้ นิคือ...ความมหัศจรรย์ของชีวิต ครับ !!!