เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสอบสัมภาษณ์ข้าราชการ ตำแหน่ง นักจัดการงานทั่วไป ซึ่งเป็นบุคลากรภายใน เพื่อคัดเลือกเข้ารับราชการในสำนักงานฯ และมีข้อสังเกตุในการสอบครั้งนี้ ดังนี้
๑. ผู้เข้าสอบ และกรรมการสอบสัมภาษณ์ : มีผู้เข้าสอบจำนวน ๗๖๙ คน และมีกรรมการสอบสัมภาษณ์ จำนวน ๖๒ ท่าน โดยจัดเป็นโต๊ะจำนวน ๓๑ โต๊ะ ๆ ละ ๒ ท่าน ใช้สถานที่ห้องจัดเลี้ยง จำนวน ๑๔ โต๊ะ ห้องประชุม ๑๒๐ ปี จำนวน ๖ โต๊ะ และห้อง ๓๐๒ ชั้น จำนวน ๑๑ โต๊ะ
๒. ผู้เข้าสอบ : จะเป็นบุคลากรของสำนักงาน ได้แก่ลูกจ้างประจำ จ้างเหมาบริการ พนักงานราชการ และข้าราชการธุรการ ในตำแหน่งเ้าพนักงานธุรการปฏิบัติการ ซึ่งผ่านการสอบภาค ก. และภาคข. ของสำนักงานฯมาแล้ว
๓. การสอบสัมภาษณ์ : จากการปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้ ทำให้ได้เห็น ได้รู้ ความเปลี่ยนของบุคลากรที่เข้ามาสอบในครั้งหลายประการ เช่น
ด้านองค์ความรู้ : ผู้เข้าสอบส่วนมาก มีการเตรียมตัวมาดี ตอบคำถามได้คล่องแคล่ว ชัดเจน บางคนตอบได้ตามประเด็นที่ถามได้อย่างครบถ้วน
ด้านอายุการทำงาน : ส่วนใหญ่จะมีอายุการทำงานเกินกว่า ๑ ปี มีบางคนปฏิบัติงานหน้าที่เป็นจ้างเหมาบริการมานาน ๑๕ ปี และพยายามสอบมาหลายครั้ง ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ
ด้านคุณวุฒิ : ผู้เข้าสอบส่วนมากจะจบปริญญาตรี จะมีเพียงจำนวนน้อยที่ไม่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี บางคนจบเนติบัณฑิต แต๋ยอมมาสอบในตำแหน่งดังกล่าว สืบเนื่องมาจากเป็นจ้างเหมาบริการมาหลายปี ตั้งความหวังขอเพียงได้เป็นข้าราชการก็พอใจแล้ว
สำหรับเกณฑ์ในการให้คะแนน จะแยกเป็นแต่ละประเด็น ได้แก่
-การแต่งกาย จำนวน ๑๐ คะแนน
-ประสบการในการทำงาน ๑๐ คะแนน
- บุคลลิกภาพ จำนวน ๑๐ คะแนน
- อายุการทำงาน จำนวน ๑๐ คะแนน
- การเข้าร่วมกิจกรรมกับหน่วยงาน จำนวน ๑๐ คะแนน
-การคำถามกลาง จำนวน ๕๐ คะแนน
ส่วนคำถามในการสอบสัมภาษณ์ จะมีคำถามกลาง ทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย จะมีเนื้อหาไม่แตกต่างกัน จะเป็นคำถามปลายเปิด ให้แสดงความคิดเห็น และความรู้ ความเข้าใจของผู้เข้าสอบ
ขั้นตอนในการสอบสัมภาษณ์
- มีการแนะนำตัวเอง ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน และประสบการณ์
- การตอบคำถามกลางพื้นฐาน ซึ่งจะใช้ถามเดียวกัน ทั้งในภาคเช้า และภาคบ่าย
- คำถามหลัก ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน และตำแหน่งที่ผู้สอบจะไปปฏิบัติงาน นั่นเอง
การให้คะแนน
กรรมการจะให้คะแนนตามประเด็นที่กำหนดไว้ โดยดูจากการแต่งกาย บุคคลิกภาพ ไหวพริบ ประวัติการทำงาน ประสบการณ์ อายุงาน และการตอบคำถามกลาง
ดีใจกับน้อง ๆ ที่ตอบคำถามได้ และบางท่านอาจจะตอบคำถามไม่ได้ แต่กรรมการทุกท่านก็มีความเมตตา อยากให้ทุกคนสอบได้ จึงไม่อยากจะตัดคะแนน ยกเว้นแต่...ไม่ไหวจริง ๆ ครับ !!!
วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562
การเตรียมสอบ : (๔) เตรียมฝึกซ้อม
แม้จะรู้ทฤษฎีมากเพียงใด ถ้าขาดการลงมือทำแล้วไซร้ ก็เป็นได้แค่เพียงนักทฤษฎี การอ่านหนังสือไปสอบก็เช่นกัน หากเราอ่านได้มากมาย แต่ไม่เคยทดลองฝึกทำข้อสอบ ความรู้ก็ยังกระจัดกระจาย ไม่สามารถนำมาจัดเป็นหมวดหมู่ได้ การฝึกทำข้อสอบจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้เราสะกัดความรู้ที่มีมากมาย นำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาในทางปฏิบัติ
กรรมการที่ออกข้อสอบ มักจะนำเรื่องที่เกี่ยวโยงกันมาทำเป็นข้อสอบ เพื่อวัดความรู้ ความเข้าใจ ของผู่สอบว่า สามารถนำเอาความรู้มาใช้ในการปฏิบัติงานได้ถูกต้องหรือไม่
เปรียบดั่ง นักมวยที่จะขึ้นต่อสู้ในสังเวียน ต้องมีการฝึกซ้อมลงนวม จะชกแค่ ๑๐ ยก ต้องฝึกซ้อมมาไม่น้อยกว่า ๑๒๐ ยก ร่างกายถึงจะฟิตและมีความแข้งแร็งพอในการขึ้นสู่สังเวียนดังกล่าว
การจะเข้าสู่สนามสอบก็เช่นกัน เราจะต้องฝึกซ้อมทำข้อสอบมาไม่น้อยกว่า ๑๐ เท่าของข้อสอบที่เราจะทำในการเข้าสอบแต่ละสนาม ดังนั้น เราจะต้องทราบว่าการสอบในแต่ละสนามที่เราจะลงต่อสู้ มีข้อสอบจำนวนกี่ข้อในแต่ละปีที่ผ่านมา
ในการสอบสนามสอบ ตำแหน่งผู้อำนวยการที่ผ่านมา จะมีข้อสอบในแต่ละวิชาจำนวน ๓ - ๕ ข้อ จะออกข้อสอบเกี่ยวกับความรู้ความสามารถทั่วไป และความรู้เฉพาะสำหรับตำแหน่ง จะแยกกันสอบอาจจะเป็นภาคเช้าวิชาหนึ่ง และภาคบ่ายวิชาหนึ่ง
การดูหนังสือจึงต้องดูให้ครบตามกำหนดที่ได้วางแผนไว้ในเรื่องการแตรียมความรู้ ดังที่ได้แนะนำมา ส่วนในเรื่องการเตรียมฝึกซ้อม มีวิธีการ และข้อแนะนำ ดังนี้
๑. ฝึกทำข้อสอบในช่วงที่เราเตรียมความรู้เป็นเบื้องต้น โดยในช่วงอ่านตำราแต่ละวิชา ก็ขอให้ตั้งคำถามเพื่อนำมาเป็นข้อสอบในการอ่านแต่ละเรื่อง ที่เราไได้อ่านมาด้วย เช่น อ่านเรื่องแผน/งานโครงการ ควรจะตั้งคำถามว่า.
๑.การจัดทำโครงการที่ถูกต้องมีองค์ประกอบอย่างไรบ้าง?
๒.หากสนย.มีหนังสือแจ้งให้หน่วยงานของท่านจัดทำโครงการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มาจำนวน ๑ โครง ให้ท่านจัดทำโครงการเฉลิมพระเกียรต เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมาจำนวน ๑ โครงการ และมีองค์ประกอบครบตามหลักเกณฑ์ของจัดทำโครงการด้วย..
ท่านจะต้องทำข้อสอบตามโจทย์ดังกล่าว เพื่อให้มีความชำนาญ หากไปลงสนามสอบจริง ๆ ท่านจะคิดไม่ออก และทำไม่ทันภายในกำหนด
เมื่อเราอ่านเนื้อหาไปจนครบทั้งเรื่องแล้ว เราก็พอจะเดาออกว่า เรื่องใดที่สำคัญ เรื่องใดที่กรรมการควรจะนำมาออกเป็นข้อสอบ
๒. ควรหาข้อสอบเก่า หรือแนวข้อสอบจากรุ่นพี่ที่เคยผ่านการสอบมาแล้ว และหาข้อสอบเก่า ๆ มาลองฝึกทำ เพื่อเป็นการซ้อมทำข้อสอบล่วงหน้าไปในตัว
๓. จะต้องฝึกทำข้อสอบอย่างน้อยจำนวน ๑๐ เท่าของข้อสอบที่จะทำ ตัวอย่างเช่น ข้อสอบในภาคความรู้ความสามารถทั่วไป เคยออกข้อสอบมาจำนวน ๔ ข้อ ท่านจะต้องลองฝึกซ้อมทำข้อสอบในหัวข้อวิชาดังกล่าว ไม่ควรต่ำว่า ๔๐ ข้อ(๑๐ เท่า) ยิ่งฝึกทำได้มากเท่าไหร่ ยิ่งเกิดความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ควรจะแยกทำในแต่ละเรื่อง ตามที่เราเห็นว่ามีความสำคัญ และน่าจะนำมาเป็นข้อสอบตามข้อ ๑
นอกจากนี้ในการปฏิบัติงานประจำวัน ก็ไม่ควรละเลย ควรจะติดตามอ่านหนังสือเวียนที่สำคัญต่าง ๆ และเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการองค์กรของหน่วยงานราชการ เช่น หนังสือเวียนเกี่ยวกับเรื่อง การประเมินผลการแฏิบัติราชการประจำปี การนำเครื่องมือใหม่ ๆ มาใช้ในหน่วยงาน การนำระบบงานใหม่ ๆ ที่นำมาใช้ในองค์กร และกฎหมายที่มีการแก้ไขใหม่ ๆ เป็นต้น
ในสมัยที่ผู้เขียนเข้าสอบคัดเลือก ปรากฎว่าข้อสอบที่ออกมาเป็นงานที่เราทำอยู่ประจำ จึงทำให้การสอบประสบผลสำเร็จ และตัวอย่างข้อสอบทีี่ผ่านมา เช่น ข้อสอบความรู้เกี่ยวกับองค์กร ได้นำพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ ที่แก้ไขใหม่ นำมาออกเป็นข้อสอบ ในประเด็นเกี่ยวการการเลือกตั้งประธาน กอ. และองค์ประกอบของ กอ.ใหม่ เป็นต้น
ในสมัยที่ผู้เขียนเข้าสอบก็เช่นกัน มีการแก้ไขระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการระบบใหม่ นำมาใช้ แต่หนังสือเวียนอยู่ระหว่างเวียนไปต่างจังหวัด ก็นำมาเป็นข้อสอบ ปรากฎว่า.คนต่างจังหวัดยังไม่ได้รับหนังสือทราบหนังสือเวียนดังกล่าวเลย กรรมการก็นำเรื่องดังกล่าวมาออกเป็นข้อสอบ .คนที่ทำได้กลายเป็นผู้สมัครสอบที่ปฏิบัติงานในส่วนกลาง ส่วนต่างจังหวัดตอบตามระบบเดิม ทำให้ผลสอบออกมา...ทำไม่ได้ในข้อดังกล่าว
ดังนี้ เพื่อให้การสอบในแต่ละครั้งประสบผลสำเร็จ เราควรจะเตรียมกาย เตรียมใจ เตรียมความรู้ และฝึกซ้อมมาให้เต็มที่ แล้วความสำเร็จและความมหัศจรรย์จะเกิดแก่ท่านครับ !!!
กรรมการที่ออกข้อสอบ มักจะนำเรื่องที่เกี่ยวโยงกันมาทำเป็นข้อสอบ เพื่อวัดความรู้ ความเข้าใจ ของผู่สอบว่า สามารถนำเอาความรู้มาใช้ในการปฏิบัติงานได้ถูกต้องหรือไม่
เปรียบดั่ง นักมวยที่จะขึ้นต่อสู้ในสังเวียน ต้องมีการฝึกซ้อมลงนวม จะชกแค่ ๑๐ ยก ต้องฝึกซ้อมมาไม่น้อยกว่า ๑๒๐ ยก ร่างกายถึงจะฟิตและมีความแข้งแร็งพอในการขึ้นสู่สังเวียนดังกล่าว
การจะเข้าสู่สนามสอบก็เช่นกัน เราจะต้องฝึกซ้อมทำข้อสอบมาไม่น้อยกว่า ๑๐ เท่าของข้อสอบที่เราจะทำในการเข้าสอบแต่ละสนาม ดังนั้น เราจะต้องทราบว่าการสอบในแต่ละสนามที่เราจะลงต่อสู้ มีข้อสอบจำนวนกี่ข้อในแต่ละปีที่ผ่านมา
ในการสอบสนามสอบ ตำแหน่งผู้อำนวยการที่ผ่านมา จะมีข้อสอบในแต่ละวิชาจำนวน ๓ - ๕ ข้อ จะออกข้อสอบเกี่ยวกับความรู้ความสามารถทั่วไป และความรู้เฉพาะสำหรับตำแหน่ง จะแยกกันสอบอาจจะเป็นภาคเช้าวิชาหนึ่ง และภาคบ่ายวิชาหนึ่ง
การดูหนังสือจึงต้องดูให้ครบตามกำหนดที่ได้วางแผนไว้ในเรื่องการแตรียมความรู้ ดังที่ได้แนะนำมา ส่วนในเรื่องการเตรียมฝึกซ้อม มีวิธีการ และข้อแนะนำ ดังนี้
๑. ฝึกทำข้อสอบในช่วงที่เราเตรียมความรู้เป็นเบื้องต้น โดยในช่วงอ่านตำราแต่ละวิชา ก็ขอให้ตั้งคำถามเพื่อนำมาเป็นข้อสอบในการอ่านแต่ละเรื่อง ที่เราไได้อ่านมาด้วย เช่น อ่านเรื่องแผน/งานโครงการ ควรจะตั้งคำถามว่า.
๑.การจัดทำโครงการที่ถูกต้องมีองค์ประกอบอย่างไรบ้าง?
๒.หากสนย.มีหนังสือแจ้งให้หน่วยงานของท่านจัดทำโครงการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มาจำนวน ๑ โครง ให้ท่านจัดทำโครงการเฉลิมพระเกียรต เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมาจำนวน ๑ โครงการ และมีองค์ประกอบครบตามหลักเกณฑ์ของจัดทำโครงการด้วย..
ท่านจะต้องทำข้อสอบตามโจทย์ดังกล่าว เพื่อให้มีความชำนาญ หากไปลงสนามสอบจริง ๆ ท่านจะคิดไม่ออก และทำไม่ทันภายในกำหนด
เมื่อเราอ่านเนื้อหาไปจนครบทั้งเรื่องแล้ว เราก็พอจะเดาออกว่า เรื่องใดที่สำคัญ เรื่องใดที่กรรมการควรจะนำมาออกเป็นข้อสอบ
๒. ควรหาข้อสอบเก่า หรือแนวข้อสอบจากรุ่นพี่ที่เคยผ่านการสอบมาแล้ว และหาข้อสอบเก่า ๆ มาลองฝึกทำ เพื่อเป็นการซ้อมทำข้อสอบล่วงหน้าไปในตัว
๓. จะต้องฝึกทำข้อสอบอย่างน้อยจำนวน ๑๐ เท่าของข้อสอบที่จะทำ ตัวอย่างเช่น ข้อสอบในภาคความรู้ความสามารถทั่วไป เคยออกข้อสอบมาจำนวน ๔ ข้อ ท่านจะต้องลองฝึกซ้อมทำข้อสอบในหัวข้อวิชาดังกล่าว ไม่ควรต่ำว่า ๔๐ ข้อ(๑๐ เท่า) ยิ่งฝึกทำได้มากเท่าไหร่ ยิ่งเกิดความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ควรจะแยกทำในแต่ละเรื่อง ตามที่เราเห็นว่ามีความสำคัญ และน่าจะนำมาเป็นข้อสอบตามข้อ ๑
นอกจากนี้ในการปฏิบัติงานประจำวัน ก็ไม่ควรละเลย ควรจะติดตามอ่านหนังสือเวียนที่สำคัญต่าง ๆ และเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการองค์กรของหน่วยงานราชการ เช่น หนังสือเวียนเกี่ยวกับเรื่อง การประเมินผลการแฏิบัติราชการประจำปี การนำเครื่องมือใหม่ ๆ มาใช้ในหน่วยงาน การนำระบบงานใหม่ ๆ ที่นำมาใช้ในองค์กร และกฎหมายที่มีการแก้ไขใหม่ ๆ เป็นต้น
ในสมัยที่ผู้เขียนเข้าสอบคัดเลือก ปรากฎว่าข้อสอบที่ออกมาเป็นงานที่เราทำอยู่ประจำ จึงทำให้การสอบประสบผลสำเร็จ และตัวอย่างข้อสอบทีี่ผ่านมา เช่น ข้อสอบความรู้เกี่ยวกับองค์กร ได้นำพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ ที่แก้ไขใหม่ นำมาออกเป็นข้อสอบ ในประเด็นเกี่ยวการการเลือกตั้งประธาน กอ. และองค์ประกอบของ กอ.ใหม่ เป็นต้น
ในสมัยที่ผู้เขียนเข้าสอบก็เช่นกัน มีการแก้ไขระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการระบบใหม่ นำมาใช้ แต่หนังสือเวียนอยู่ระหว่างเวียนไปต่างจังหวัด ก็นำมาเป็นข้อสอบ ปรากฎว่า.คนต่างจังหวัดยังไม่ได้รับหนังสือทราบหนังสือเวียนดังกล่าวเลย กรรมการก็นำเรื่องดังกล่าวมาออกเป็นข้อสอบ .คนที่ทำได้กลายเป็นผู้สมัครสอบที่ปฏิบัติงานในส่วนกลาง ส่วนต่างจังหวัดตอบตามระบบเดิม ทำให้ผลสอบออกมา...ทำไม่ได้ในข้อดังกล่าว
ดังนี้ เพื่อให้การสอบในแต่ละครั้งประสบผลสำเร็จ เราควรจะเตรียมกาย เตรียมใจ เตรียมความรู้ และฝึกซ้อมมาให้เต็มที่ แล้วความสำเร็จและความมหัศจรรย์จะเกิดแก่ท่านครับ !!!
วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2562
จะเลือกใครดี...มีคำตอบ
วันนี้มีเพื่อนส่งไลน์ข้อความมา อ่านแล้วได้ข้อคิดหลายประการ เหมาะเข้าสถานการณ์ในการจะลงไปเลือกตั้งพอดี ทำให้การตัดสินใจมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ลองอ่านดู ขอขอบคุณเจ้าของข้อเขียนมา ณ โอกาสนี้ครับ
ผมชอบแนวคิดแบบนี้ นี่แหละเขาเรียกว่าแนวคิดคนรุ่นใหม่ของจริง อ่านให้ชัดอ่านให้เข้าใจแล้วคุณจะก้าวข้ามความขัดแย้ง จะไม่มีใครคนใดมาอ้างว่าต้องทำรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า
10 ข้อ(คิด) ก่อนใช้สิทธิเลือกตั้ง
............
1. ประเทศไทย ไม่ใช่สังเวียน หรือ เวที ให้ใครมาต่อสู้กันอีกแล้ว เราบอบช้ำมามากแล้ว
2. ประเทศไทย ไม่ใช่เวทีชำระสะสางความแค้นของใคร ทั้งส่วนตัวและเพื่อส่วนรวม
3. ประเทศไทย ไม่ใช่บริษัทส่วนตัวที่จะให้ใครมาทดลองงาน ฝึกงาน เพราะทุกอย่าง เดิมพันด้วยชีวิตประชาชน
4. ประเทศไทย ไม่ใช่บริษัทส่วนตัวที่ใครจะขอมาแก้มืออีกสักครั้ง เพราะครั้งที่แล้วมีโอกาส แต่ "เอาไม่อยู่" ครั้งนี้ มาขอโอกาส "เอาใหม่
5. ประเทศไทย ไม่ใช่แผ่นดินกว้างใหญ่ และ มั่งคั่ง มากพอที่จะให้ใครๆ มาทำไร่ความฝันเลื่อนลอย ทุกอย่างที่พูดต้องทำได้จริง ทำได้เลย ทำได้ทันที และต้องใช้คนทำงานเป็น มาทำ งาน เพราะทุกนาทีที่เสียไป คือ ความสูญเสียของประชาชน
6. ประเทศไทย ไม่ใช่เวทีโต้วาที หรือ ยอวาที ที่จะตัดสินกันด้วยคำพูด ใครพูดเก่งชนะ ใครพูดไม่เก่งแพ้ แท้จริงแล้วประชาชนต้องการคนพูดเก่ง หรือ คนทำงานเก่ง เข้าไปทำงานกันแน่ ถามใจตัวเองดู
7. ประเทศไทย ไม่ใช่ประเทศร่ำรวย ที่จะมีเงินแจกประชาชนพร่ำเพรื่อ เราเป็นประเทศที่มีทรัพยากรมากมาย เคยได้ยินภาษิต "นักการเมืองให้ปลา พระราชาให้เบ็ด" ไหม ต้องช่วยให้ประชาชนหาปลา ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องเป็นหนี้บุญคุณใคร
8. ประเทศไทย ถึงเวลาต้องเปลี่ยนวิธีคิด ใช้เงินที่มีน้อยให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนสูงสุด ต้องเลือกว่าจะซื้อรถถัง หรือ ซื้อรถไถแจกชาวไร่ชาวนา ต้องเลือกจะแจกเงินซื้อนมให้เด็ก ไม่กี่ปี หรือ สร้างอาชีพที่มั่นคงให้พ่อแม่ มีรายได้เลี้ยงลูกตลอดไป
9. ประเทศไทย จะเข้มแข็งได้ ถ้าประชาชนส่วนใหญ่เข้มแข็ง ประเทศไทยจะรวยได้ ถ้าประชาชนส่วนใหญ่รวย ถ้าประชาชนยากจน ประเทศไทยจะรวย รัฐบาลจะมีเงินมาแจกได้อย่างไร นอกจากกู้เงินมาแจก รัฐบาลมาแล้วก็ไป แต่หนี้ที่กู้มา ประชาชนต้องจ่ายด้วยภาษี ดังนั้น อย่าแปลกใจ ที่เราจะถูกรีดภาษีมากขึ้นทุกปี
10. ประเทศไทย ต้องการรัฐบาลที่คิดเป็น ทำงานเป็น หารายได้เข้าประเทศเป็น รัฐบาลที่หาเงินหางาน หาอาชีพให้ประชาชน มีรายได้ เป็น รัฐบาลที่มองปัญหาออก แก้ปัญหาเป็น มีเป้าหมายแก้ปัญหาปากท้องประชาชนเป็น เรื่องแรก ไม่ใช่รัฐบาลที่มีเป้าหมายจะไปล้มใคร ล้างแค้นใคร ปลุกระดมประชาชน ไปฉีกรัฐธรรมนูญ สร้างเงื่อนไขให้เกิดความไม่สงบขึ้นในประเทศไทย อีก
อ่าน 10 ข้อนี้ แล้ว ตัดสินใจได้เลยว่า จะเลือกพรรคไหน
อ่านแล้ว คงจะได้คำตอบอยู่ในใจครับ !!!
ผมชอบแนวคิดแบบนี้ นี่แหละเขาเรียกว่าแนวคิดคนรุ่นใหม่ของจริง อ่านให้ชัดอ่านให้เข้าใจแล้วคุณจะก้าวข้ามความขัดแย้ง จะไม่มีใครคนใดมาอ้างว่าต้องทำรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า
10 ข้อ(คิด) ก่อนใช้สิทธิเลือกตั้ง
............
1. ประเทศไทย ไม่ใช่สังเวียน หรือ เวที ให้ใครมาต่อสู้กันอีกแล้ว เราบอบช้ำมามากแล้ว
2. ประเทศไทย ไม่ใช่เวทีชำระสะสางความแค้นของใคร ทั้งส่วนตัวและเพื่อส่วนรวม
3. ประเทศไทย ไม่ใช่บริษัทส่วนตัวที่จะให้ใครมาทดลองงาน ฝึกงาน เพราะทุกอย่าง เดิมพันด้วยชีวิตประชาชน
4. ประเทศไทย ไม่ใช่บริษัทส่วนตัวที่ใครจะขอมาแก้มืออีกสักครั้ง เพราะครั้งที่แล้วมีโอกาส แต่ "เอาไม่อยู่" ครั้งนี้ มาขอโอกาส "เอาใหม่
5. ประเทศไทย ไม่ใช่แผ่นดินกว้างใหญ่ และ มั่งคั่ง มากพอที่จะให้ใครๆ มาทำไร่ความฝันเลื่อนลอย ทุกอย่างที่พูดต้องทำได้จริง ทำได้เลย ทำได้ทันที และต้องใช้คนทำงานเป็น มาทำ งาน เพราะทุกนาทีที่เสียไป คือ ความสูญเสียของประชาชน
6. ประเทศไทย ไม่ใช่เวทีโต้วาที หรือ ยอวาที ที่จะตัดสินกันด้วยคำพูด ใครพูดเก่งชนะ ใครพูดไม่เก่งแพ้ แท้จริงแล้วประชาชนต้องการคนพูดเก่ง หรือ คนทำงานเก่ง เข้าไปทำงานกันแน่ ถามใจตัวเองดู
7. ประเทศไทย ไม่ใช่ประเทศร่ำรวย ที่จะมีเงินแจกประชาชนพร่ำเพรื่อ เราเป็นประเทศที่มีทรัพยากรมากมาย เคยได้ยินภาษิต "นักการเมืองให้ปลา พระราชาให้เบ็ด" ไหม ต้องช่วยให้ประชาชนหาปลา ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องเป็นหนี้บุญคุณใคร
8. ประเทศไทย ถึงเวลาต้องเปลี่ยนวิธีคิด ใช้เงินที่มีน้อยให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนสูงสุด ต้องเลือกว่าจะซื้อรถถัง หรือ ซื้อรถไถแจกชาวไร่ชาวนา ต้องเลือกจะแจกเงินซื้อนมให้เด็ก ไม่กี่ปี หรือ สร้างอาชีพที่มั่นคงให้พ่อแม่ มีรายได้เลี้ยงลูกตลอดไป
9. ประเทศไทย จะเข้มแข็งได้ ถ้าประชาชนส่วนใหญ่เข้มแข็ง ประเทศไทยจะรวยได้ ถ้าประชาชนส่วนใหญ่รวย ถ้าประชาชนยากจน ประเทศไทยจะรวย รัฐบาลจะมีเงินมาแจกได้อย่างไร นอกจากกู้เงินมาแจก รัฐบาลมาแล้วก็ไป แต่หนี้ที่กู้มา ประชาชนต้องจ่ายด้วยภาษี ดังนั้น อย่าแปลกใจ ที่เราจะถูกรีดภาษีมากขึ้นทุกปี
10. ประเทศไทย ต้องการรัฐบาลที่คิดเป็น ทำงานเป็น หารายได้เข้าประเทศเป็น รัฐบาลที่หาเงินหางาน หาอาชีพให้ประชาชน มีรายได้ เป็น รัฐบาลที่มองปัญหาออก แก้ปัญหาเป็น มีเป้าหมายแก้ปัญหาปากท้องประชาชนเป็น เรื่องแรก ไม่ใช่รัฐบาลที่มีเป้าหมายจะไปล้มใคร ล้างแค้นใคร ปลุกระดมประชาชน ไปฉีกรัฐธรรมนูญ สร้างเงื่อนไขให้เกิดความไม่สงบขึ้นในประเทศไทย อีก
อ่าน 10 ข้อนี้ แล้ว ตัดสินใจได้เลยว่า จะเลือกพรรคไหน
อ่านแล้ว คงจะได้คำตอบอยู่ในใจครับ !!!
การเตรียมสอบ : (๓) เตรียมความรู้
ภาษิตจีนกล่าวว่า "..รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง .."
พุทธภาษิต ตรัสว่า "...วิริเย ทุกขมัตเจติ.." คนจะล่วงทุกข์ได้ ก็เพราะความเพียร
การไปสอบคัดเลือกเพื่อเลือนแต่งตั้งขึ้นไปดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น เป็นลงสู่สนามรบเฉกเช่นเดียวกับการออกไปสู่รบกับศัตรูในชายแดนทีเดียว เพราะการสอบดังกล่าวต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง หน้าที่ และความก้าวหน้าของชีวิตราชการ
ผู้จะสมัครจะต้องมีคุณสมบัติหลายประการ ประกอบด้วยระยะเวลาการดำรงตำแหน่งต้องครบตามกำหนด เงินเดือนต้องถึงขั้นต่ำของตำแหน่งที่จะสอบ คุณสมบัติด้านคุณวุฒิต้องตรงตามตำแหน่งที่จะสอบ เช่นตำแหน่งนิติกร จะต้องจบปริญญาด้านกฎหมาย เป็นต้น นอกจากนี้จะต้องมีประสบการณ์ในหน้าที่ที่จะต้องสอบมาครบระยะเวลาตามที่กำหนดอีกด้วย
นอกจากจะมีคุณสมบัติครบตามที่กำหนดดังกล่าวแล้ว มิใช่ว่าจะสอบได้กัทุกคน ต้องมีการสอบวัดความรู้ ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง มีการสอบสัมภาษณ์ ตรวจสอบประวัติการทำงาน ความประพฤติตลอดเวลาที่ผ่านมาประกอบด้วย
สิ่งสำคัญที่สุด คือการมีความรู้ที่จะนำไปใช้ในการตอบข้อสอบ เป็นเรื่องที่สำคัญ หากทำไม่ได้ หรือทำได้ไม่เต็มที่ ก็จะทำให้เราไม่ผ่านการคัดเลือกในการสอบดังกล่าว..สอบไม่ได้นั่นเอง
การเตรียมความรู้จึงมีความสำคัญมาก จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่เคยผ่านสนามสอบมาชั่วชีวิต ใคร่ขอแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการเตรียมความรู้ พอสรุป ได้ดังนี้
ขั้นตอนที่ ๑ : ดูขอบเขตเนื้อหาจะใช้ในการสอบแต่ละครั้ง โดยตรวจสอบจากการประกาศรับสมัครสอบ ซึ่งจะมีการกำหนดไว้ให้ เช่นการสมัครสอบนักจัดการงานทั่วไปชำนาญการพิเศษ (ผอ.) กำหนดการ ไว้ดังนี้
- ความรู้ความสามารถทั่วไป จะสอบเกี่ยวกับความรู้เกี่ยวกับองค์กรอัยการ
- ความรู้ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง จะทดสอบเกี่ยวกับงานในตำแหน่งหน้าที่ ได้แก่งานสารบรรณ งานสารบบคดี งานการเงิน งานพัสดุ งานการประเมินผลการปฏิบัติราชการ งานบริหารงานบุคคล ดูได้ที่นี่ ประกาศสมัครสอบ
ขั้นตอนที่ ๒ :วางแผนในการอ่านหนังสือตามเนื้อหาที่กำหนดไว้ จะต้องหาตำรา เอกสาร คู่มือที่เกี่ยวมาให้ครบ และต้องมีเนื้อหาทันสมัย เป็นปัจจุบันด้วย หลังจากนั่นมาตรวสอบเนื้อหา หรือความรู้ใด ที่เรามีอยู่แล้ว ก็ควรจะให้เวลาในการค้นคว้าน้อยหน่อย ส่วนเนื้อหาใดที่เราไม่มีความรู้เลย ควรให้เวลาในการอ่านและทำความเข้าใจให้มากเป็นพิเศษ
ในการจัดตารางอ่านหนังสือ ควรจะอ่านเรื่องที่มีเนื้อหายาก กับ เนื้อหาที่ง่าย ๆ สลับกัน มิเช่นนั้น จะทำให้เราเกิดอาการเครียด..ลองทดสอบดู หากอ่านไปสักระยะหนึ่งก็จะทำให้เรารูปัญหา และหาทาแก้ไขได้
เทคนิคในการอ่านควรจะจดบันทึกไว้ ในประเด็นสำคัญเพื่อสะดวกในการมาทบทวนทีหลัง และในช่วงอ่านควรจะคิดหรือฝึกหักตั้งคำถามด้วยว่า..หากเราเป็นกรรมการจะออกข้อสอบในเรื่องที่เราอ่าน กรรมการจะออกข้อสอบมาในประเด็นใด และฝึกถามตอบไปด้วย จะทำให้เราจำและเข้าใจ
ขั้นตอนที่ ๓ : ]ลงมือทำตามแผนดังกล่าว มีแผนไม่่ลงมือทำ แม้เราจะเก่งกาจอย่างไร หากไม่ยอมอ่านหนังสือ และฝึกทดสอบการออกข้อสอบ เราก็จะไม่สามารถประสบผลสำเร็จได้ครับ
การออกเดินใหม่ ๆ จะอืดอาดหน่อย อาจจะมีอาการเจ็บปวดมั่ง แต่หากเราเดินไปเรื่อย ๆ และเดินบ่อย ๆ ก็จะรักในการเดินเอง
เช่นเดี่ยวกันกับการอ่านหนังสือใหม่ ๆ อ่านจะขี้เกียจ อ่านไม่รู้เรื่อง ทำให้ขาดไฟในการอ่าน เราต้องฝืน เพราะการทำความดี คือ...การฝืนใจตัวเองนั่นเอง..ฝืนบ่อย ๆ เราก็จะชินเอง
หากเราอยากไม่เหมือนคนเดิม เราจะต้องไม่ทำตัวเหมือนคนเดิม ๆ ที่เคยทำมา
จงเริ่มฝึกตัวเองเป็น ผอ.ตั้งแต่เริ่มเตรียมสอบครับ สักวันหนึ่งความฝันจะกลายเป็นความจริง
สิ่งมหัศจรรย์มักจะเกิดขึ้นอยู่เสมอกับคนที่มีความพยายาม ขี้เกียจก็ทำ ขยันก็ทำ
ผมเคยถามเจ้านายท่านหนึ่งว่า...ท่านมีเทคนิคในการหนังสืออย่างไรบ้าง ถึงประสบผลสำเร็จในการเรียน และการสอบเข้าทำงาน เพราะท่านสอบได้ทั้งอัยการและผู้พิพากษา แต่ท่านเลือกเป็น..พนักงานอัยการ
คำตอบที่ได้รับ ท่านตอบว่า...อ่านให้ซึ้งถึงแก่นจิต ชั่วชีวิตจะไม่ลืม...555
พุทธภาษิต ตรัสว่า "...วิริเย ทุกขมัตเจติ.." คนจะล่วงทุกข์ได้ ก็เพราะความเพียร
การไปสอบคัดเลือกเพื่อเลือนแต่งตั้งขึ้นไปดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น เป็นลงสู่สนามรบเฉกเช่นเดียวกับการออกไปสู่รบกับศัตรูในชายแดนทีเดียว เพราะการสอบดังกล่าวต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง หน้าที่ และความก้าวหน้าของชีวิตราชการ
ผู้จะสมัครจะต้องมีคุณสมบัติหลายประการ ประกอบด้วยระยะเวลาการดำรงตำแหน่งต้องครบตามกำหนด เงินเดือนต้องถึงขั้นต่ำของตำแหน่งที่จะสอบ คุณสมบัติด้านคุณวุฒิต้องตรงตามตำแหน่งที่จะสอบ เช่นตำแหน่งนิติกร จะต้องจบปริญญาด้านกฎหมาย เป็นต้น นอกจากนี้จะต้องมีประสบการณ์ในหน้าที่ที่จะต้องสอบมาครบระยะเวลาตามที่กำหนดอีกด้วย
นอกจากจะมีคุณสมบัติครบตามที่กำหนดดังกล่าวแล้ว มิใช่ว่าจะสอบได้กัทุกคน ต้องมีการสอบวัดความรู้ ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง มีการสอบสัมภาษณ์ ตรวจสอบประวัติการทำงาน ความประพฤติตลอดเวลาที่ผ่านมาประกอบด้วย
สิ่งสำคัญที่สุด คือการมีความรู้ที่จะนำไปใช้ในการตอบข้อสอบ เป็นเรื่องที่สำคัญ หากทำไม่ได้ หรือทำได้ไม่เต็มที่ ก็จะทำให้เราไม่ผ่านการคัดเลือกในการสอบดังกล่าว..สอบไม่ได้นั่นเอง
การเตรียมความรู้จึงมีความสำคัญมาก จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่เคยผ่านสนามสอบมาชั่วชีวิต ใคร่ขอแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการเตรียมความรู้ พอสรุป ได้ดังนี้
ขั้นตอนที่ ๑ : ดูขอบเขตเนื้อหาจะใช้ในการสอบแต่ละครั้ง โดยตรวจสอบจากการประกาศรับสมัครสอบ ซึ่งจะมีการกำหนดไว้ให้ เช่นการสมัครสอบนักจัดการงานทั่วไปชำนาญการพิเศษ (ผอ.) กำหนดการ ไว้ดังนี้
- ความรู้ความสามารถทั่วไป จะสอบเกี่ยวกับความรู้เกี่ยวกับองค์กรอัยการ
- ความรู้ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง จะทดสอบเกี่ยวกับงานในตำแหน่งหน้าที่ ได้แก่งานสารบรรณ งานสารบบคดี งานการเงิน งานพัสดุ งานการประเมินผลการปฏิบัติราชการ งานบริหารงานบุคคล ดูได้ที่นี่ ประกาศสมัครสอบ
ขั้นตอนที่ ๒ :วางแผนในการอ่านหนังสือตามเนื้อหาที่กำหนดไว้ จะต้องหาตำรา เอกสาร คู่มือที่เกี่ยวมาให้ครบ และต้องมีเนื้อหาทันสมัย เป็นปัจจุบันด้วย หลังจากนั่นมาตรวสอบเนื้อหา หรือความรู้ใด ที่เรามีอยู่แล้ว ก็ควรจะให้เวลาในการค้นคว้าน้อยหน่อย ส่วนเนื้อหาใดที่เราไม่มีความรู้เลย ควรให้เวลาในการอ่านและทำความเข้าใจให้มากเป็นพิเศษ
ในการจัดตารางอ่านหนังสือ ควรจะอ่านเรื่องที่มีเนื้อหายาก กับ เนื้อหาที่ง่าย ๆ สลับกัน มิเช่นนั้น จะทำให้เราเกิดอาการเครียด..ลองทดสอบดู หากอ่านไปสักระยะหนึ่งก็จะทำให้เรารูปัญหา และหาทาแก้ไขได้
เทคนิคในการอ่านควรจะจดบันทึกไว้ ในประเด็นสำคัญเพื่อสะดวกในการมาทบทวนทีหลัง และในช่วงอ่านควรจะคิดหรือฝึกหักตั้งคำถามด้วยว่า..หากเราเป็นกรรมการจะออกข้อสอบในเรื่องที่เราอ่าน กรรมการจะออกข้อสอบมาในประเด็นใด และฝึกถามตอบไปด้วย จะทำให้เราจำและเข้าใจ
ขั้นตอนที่ ๓ : ]ลงมือทำตามแผนดังกล่าว มีแผนไม่่ลงมือทำ แม้เราจะเก่งกาจอย่างไร หากไม่ยอมอ่านหนังสือ และฝึกทดสอบการออกข้อสอบ เราก็จะไม่สามารถประสบผลสำเร็จได้ครับ
การออกเดินใหม่ ๆ จะอืดอาดหน่อย อาจจะมีอาการเจ็บปวดมั่ง แต่หากเราเดินไปเรื่อย ๆ และเดินบ่อย ๆ ก็จะรักในการเดินเอง
เช่นเดี่ยวกันกับการอ่านหนังสือใหม่ ๆ อ่านจะขี้เกียจ อ่านไม่รู้เรื่อง ทำให้ขาดไฟในการอ่าน เราต้องฝืน เพราะการทำความดี คือ...การฝืนใจตัวเองนั่นเอง..ฝืนบ่อย ๆ เราก็จะชินเอง
หากเราอยากไม่เหมือนคนเดิม เราจะต้องไม่ทำตัวเหมือนคนเดิม ๆ ที่เคยทำมา
จงเริ่มฝึกตัวเองเป็น ผอ.ตั้งแต่เริ่มเตรียมสอบครับ สักวันหนึ่งความฝันจะกลายเป็นความจริง
สิ่งมหัศจรรย์มักจะเกิดขึ้นอยู่เสมอกับคนที่มีความพยายาม ขี้เกียจก็ทำ ขยันก็ทำ
ผมเคยถามเจ้านายท่านหนึ่งว่า...ท่านมีเทคนิคในการหนังสืออย่างไรบ้าง ถึงประสบผลสำเร็จในการเรียน และการสอบเข้าทำงาน เพราะท่านสอบได้ทั้งอัยการและผู้พิพากษา แต่ท่านเลือกเป็น..พนักงานอัยการ
คำตอบที่ได้รับ ท่านตอบว่า...อ่านให้ซึ้งถึงแก่นจิต ชั่วชีวิตจะไม่ลืม...555
วันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2562
อัศจรรย์ของชีวิต : (๑๗) พระพุทธอัยการมงคลโลกนาถ
เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๘ พรรษา เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๘ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สำนักงานอัยการสูงสุด จึงได้จัดสร้างพระพทุธรูปประจำสำนักงานขึ้น ซึ่งรับพระราชทานนามว่า " พระพุทธอัยการมงคลโลกนาถ "
พระพุทธอัยการมงคลโลกนาถ แปลว่า " พระพุทธรูปทรงเป็นสิริมงคลแก่สำนักงานอัยการสูงสุด และเป็นที่พึ่งของชาวโลก " โดยสมเด็จพระวันรัต รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นผู้ถวายพระนาม
พระพุทธอัยการมงคลโลกนาถ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะแบบสุโขทัยร่วมสมัย พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์วางหงายบนพระเพลา พระหัตถ์ขวาวางที่พระชานุ นิ้วพระหัตถ์ชี้ลงที่พื้นธรณี
ปางมารวิชัย แสดงพุทธจริยาตอนที่พระสิทธัตถะ ได้เลิกจากการบำเพ็ญทุกรกิริยาแล้ว ทรงหันมาบำเพ็ญเพียรทางใจ ประทับนั่งใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ มีพระยามารวสวัสดีพร้อมหมู่เสนา ยกพลเข้าผจญแต่พ่ายแพ้ต่อพุทธบารมี
จำนวนการจัดสร้าง พระพุทธอัยการมงคลโลกนาถ มีขนาดหน้าตักกว้าง ๙๙.๙๙ เซนติเมตร เนื้อนวโลหะปิดทอง จำนวน ๑ องค์ พระพุทธรูปจำลองเพื่อประดิษฐาน ณ สำนักงานอัยการจังหวัดทั่วประเทศ หน้าตักกว้าง ๙ นิ้ว เนื้อนวโลหะปิดทอง จำนวน ๒๙๙ องค์ และเหรียญที่ระลึกเพื่อมอบให้แก่ข้าราชการอัยการ ข้าราชการธุรการ และครอบครัว จำนวน ๑๙,๙๙๙ เหรียญ
เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ) ได้ทำพิธีเททอง พุทธาภิเษก พระพุทธอัยการโลกนาถ พระกริ่งอัยเรศ -พระชัยวัฒน์ ณ พระอุโบสถวัดสุทัศน์เทพวราราม ได้มีโอกาสเข้าร่วมพิธีสำคัญในครั้งนี้ นอกจากนี้ยังได้เข้าร่วมพิธีบ่วงสรวงเทพยดาและสิ่งศักดิ์ิสิทธิ์ และเข้านั่งในมณฑลพิธีพุทาภิเษกอีกด้วย
สำหรับพระเกจิที่มาร่วมนั่งปรกในครั้งนี้ พระเถราจารย์นั่งปรก ชุดที่ ๑ ได้แก่ หลวงพ๋อพูน (พระมงคลวุฒาจารย์) วัดบ้านแพน หลวงพ่อฟู (พระมงคลสุทธิคุณ) วัดบางสมัคร หลวงพ่อชำนาญ (พระมงคลวโรปการ) วัดชินวราราม พระครูพิศาลจริยาภรม วัดประดู่สมุทรสงคราม หลวงพ่อพิมพ์ วัดพฤกษวัน พิจิตร หลวงหวั่น วัดคลองคูณ หลวงพ่อพยนต์ วัดโพธิ์บัลลังก์ หลวงพ่อปิ่น วัดไชยภูมื อยุธยา
พระเถราจารย์ชุดที่ ๒ ที่ได้ยินชื่อเสียง ได้แก่ หลวงพ่อมาลัย วัดบาหญ้าแพรก กาญจนบุรี หลวงพ่ออิฏฐ์ วัดจุฬามณี สมุทรสงคราม หลวงพ่อบุญมา วัดบ้านเก่ง ปราจันบุรี
นอกจากนี้ ยังได้เข้าร่วมอาบน้ำมนต์ในวันเพ็ญเดือน ๑๒ หน้าพระอุโบสถของวัดสุทัศน์เทพวราราม ซึ่งเป็นประเพณ๊ที่ได้ทำสืบกันมาแต่โบราณกาล ซึ่งจะมีพุทธศานิกชนมาร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก มีการแย่งเข้าตักน้ำพระพุทธมนต์กันมาก เป็นพิธีที่หาดูได้ยาก
การทีได้เข้าร่วมพิธีเททอง พุทธาภิเษก พระพุทธอัยการมงคลโลกนาถในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันเป็นมงคลแก่ตนเองและครอบครัว เพราะพิธีเช่นนี้ ตั้งแต่ตั้งสำนักงานมานานกว่า ๑๒๒ ปี ยังไม่มีการจัดสร้างพระพุทธรูปประจำสำนักงานฯมาก่อน
การเข้าร่วมพิธี และการได้อาบน้ำมนต์วันเพ็ญพระจันทร์ จึงเป็นเรื่องอัศจรรย์ในชีวิตของตนเอง จึงบันทึกไว้เพื่อให้ลูกหลานได้รับรู้ครับ !!!
พระพุทธอัยการมงคลโลกนาถ แปลว่า " พระพุทธรูปทรงเป็นสิริมงคลแก่สำนักงานอัยการสูงสุด และเป็นที่พึ่งของชาวโลก " โดยสมเด็จพระวันรัต รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นผู้ถวายพระนาม
พระพุทธอัยการมงคลโลกนาถ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะแบบสุโขทัยร่วมสมัย พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์วางหงายบนพระเพลา พระหัตถ์ขวาวางที่พระชานุ นิ้วพระหัตถ์ชี้ลงที่พื้นธรณี
ปางมารวิชัย แสดงพุทธจริยาตอนที่พระสิทธัตถะ ได้เลิกจากการบำเพ็ญทุกรกิริยาแล้ว ทรงหันมาบำเพ็ญเพียรทางใจ ประทับนั่งใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ มีพระยามารวสวัสดีพร้อมหมู่เสนา ยกพลเข้าผจญแต่พ่ายแพ้ต่อพุทธบารมี
จำนวนการจัดสร้าง พระพุทธอัยการมงคลโลกนาถ มีขนาดหน้าตักกว้าง ๙๙.๙๙ เซนติเมตร เนื้อนวโลหะปิดทอง จำนวน ๑ องค์ พระพุทธรูปจำลองเพื่อประดิษฐาน ณ สำนักงานอัยการจังหวัดทั่วประเทศ หน้าตักกว้าง ๙ นิ้ว เนื้อนวโลหะปิดทอง จำนวน ๒๙๙ องค์ และเหรียญที่ระลึกเพื่อมอบให้แก่ข้าราชการอัยการ ข้าราชการธุรการ และครอบครัว จำนวน ๑๙,๙๙๙ เหรียญ
เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ) ได้ทำพิธีเททอง พุทธาภิเษก พระพุทธอัยการโลกนาถ พระกริ่งอัยเรศ -พระชัยวัฒน์ ณ พระอุโบสถวัดสุทัศน์เทพวราราม ได้มีโอกาสเข้าร่วมพิธีสำคัญในครั้งนี้ นอกจากนี้ยังได้เข้าร่วมพิธีบ่วงสรวงเทพยดาและสิ่งศักดิ์ิสิทธิ์ และเข้านั่งในมณฑลพิธีพุทาภิเษกอีกด้วย
สำหรับพระเกจิที่มาร่วมนั่งปรกในครั้งนี้ พระเถราจารย์นั่งปรก ชุดที่ ๑ ได้แก่ หลวงพ๋อพูน (พระมงคลวุฒาจารย์) วัดบ้านแพน หลวงพ่อฟู (พระมงคลสุทธิคุณ) วัดบางสมัคร หลวงพ่อชำนาญ (พระมงคลวโรปการ) วัดชินวราราม พระครูพิศาลจริยาภรม วัดประดู่สมุทรสงคราม หลวงพ่อพิมพ์ วัดพฤกษวัน พิจิตร หลวงหวั่น วัดคลองคูณ หลวงพ่อพยนต์ วัดโพธิ์บัลลังก์ หลวงพ่อปิ่น วัดไชยภูมื อยุธยา
พระเถราจารย์ชุดที่ ๒ ที่ได้ยินชื่อเสียง ได้แก่ หลวงพ่อมาลัย วัดบาหญ้าแพรก กาญจนบุรี หลวงพ่ออิฏฐ์ วัดจุฬามณี สมุทรสงคราม หลวงพ่อบุญมา วัดบ้านเก่ง ปราจันบุรี
นอกจากนี้ ยังได้เข้าร่วมอาบน้ำมนต์ในวันเพ็ญเดือน ๑๒ หน้าพระอุโบสถของวัดสุทัศน์เทพวราราม ซึ่งเป็นประเพณ๊ที่ได้ทำสืบกันมาแต่โบราณกาล ซึ่งจะมีพุทธศานิกชนมาร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก มีการแย่งเข้าตักน้ำพระพุทธมนต์กันมาก เป็นพิธีที่หาดูได้ยาก
การทีได้เข้าร่วมพิธีเททอง พุทธาภิเษก พระพุทธอัยการมงคลโลกนาถในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันเป็นมงคลแก่ตนเองและครอบครัว เพราะพิธีเช่นนี้ ตั้งแต่ตั้งสำนักงานมานานกว่า ๑๒๒ ปี ยังไม่มีการจัดสร้างพระพุทธรูปประจำสำนักงานฯมาก่อน
การเข้าร่วมพิธี และการได้อาบน้ำมนต์วันเพ็ญพระจันทร์ จึงเป็นเรื่องอัศจรรย์ในชีวิตของตนเอง จึงบันทึกไว้เพื่อให้ลูกหลานได้รับรู้ครับ !!!
วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562
ตัวชี้วัด(KPI)
ปัจจับัน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของภาคราชการ และเอกชน พยายามหาเครื่องมือในการนำมาวัดผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานของตนเอง เพื่อจะได้ทราบปัญหา อุปสรรค ความก้าวหน้า และข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานในแต่ละปี
การวัดผลการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงานดังกล่าว เปรียบเหมือนกับตรวจโรคประจำปีของบุคคล เพื่อจะทราบสุขภาพของตนเองว่า มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรงหรือไม่ การเต้นของหัวใจเป็นปกติหรือไม่ ไขมัน เม็ดเลือด น้ำหนักเกิดพิกัดหรือไม่ การตรวจสุขภาพร่างกายประจำปี ก็เพื่อที่จะให้ตัวเองได้รับทราบสภาพของร่างกายในปัจจุบัน มีโรคภัย หรือมีความเสี่ยงอย่างไรบ้าง เพื่อจะนำไปสู่การดูแลรักษาให้ทันท่วงที หากมีอาการหนักก็จะต้องเข้าโรงซ่อมรักษาให้หายดี มีความปกติสุขต่อไป
หน่วยงานราชการหรือภาคเอกชนก็เช่นกัน การที่จะทราบว่าสุขภาพขององค์กรมีสภาวะเช่นไร ก็จะหาเครื่องมือเข้าวัด เพื่อตรวจสุขภาพขององค์กรประจำปี เครื่องมือหนึ่งที่นิยมกัน ได้แก่เครื่องมือที่เรียกว่าตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (Key Performance Indicators) หรือ KPI มาใช้ในการตรวจวัดสุขภาพองค์กรดังกล่าว
KPI คือ ค่าที่วัดจากผลการปฏิบัติงนที่เกิดขึ้นจริง เพื่อแสดงผลสำเร็จของการบรรลุตามวัตถุประสงค์
KPI หมายถึงสิ่งที่จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าหน่วยงานปฏิบัติงานบรรลุเป้าประสงค์ที่วางไว้ได้หรือไม่ ขั้นตอนนี้จะต้องหาปัจจัยที่เป็นตัวบ่งชี้ดังกล่าว
เป้าประสงค์ หมายถึงสิ่งที่จะวัด จะวัดอะไร (What to measure) อาจจะวัดในเรื่องคน เรื่องกระบวนงาน ผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงาน สินค้า หรือความต้องการของลูกค้า ภายใต้เป้าประสงค์แต่ละประการ อะไรคือตัวชี้วัดที่จะบอกได้ว่าบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว
ตัวชี้วัด หมายถึงวิธีการวัด จะวัดอย่างไร (How to measure) ตัวชี้วัดสามารถพิจารณาได้ในด้านปริมาณ /คุณภาพ/ต้นทุน/เวลา
ประเภทของตัวชี้วัด มี ๒ ประเภท ได้แก่ Lead Indicators ตัวชี้วัดมีเงื่อนไขหรือเป็นปัจจัยที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดผลการปฏิบัติงานที่ดี(Performance Drivers) และ Lag Indicators ตัวชี้วัดที่เป็นผลการดำเนินงานที่วัดได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นผลลัพธ์ของการปฏิบัติงานขององค์กร (Outcome Measure)
การวัดสามารถวัดได้ ๔ ด้าน ได้แก่
๑.ด้านคุณภาพ (Quality) เข้น ข้อร้องเรียน คำชม ความพึงพอใจของลูกค้า
๒. ด้านปริมาณ (Quantity) ได้แก่หน่วยเป็นวัน จำนวนหน่วยที่ผลิต จำนวนโครงการที่สำเร็จ จำนวนชิ้นงานที่ผลิตได้
๓. ด้านกำหนดเวลา (Timeliness) ระยะเวลาในการจัดการข้อร้องเรียน ช่วงเวลาในการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า
๔. ด้านความคุ้มค่าของต้นทุน (Cost -Effectiveness) ได้แก่จำนวนเงินที่ใช้จ่าย จำนวนคำแนะนำที่มีการปฏิบัติตาม ค่าใช้จ่ายนอกเหนืองบประมาณ ร้อยละของเงินงบประมาณที่เบิกจ่ายได้
ดังนั้น ในการทำตัวชี้วัดของแต่ละหน่วยงาน จึงพยายามที่จะหาเครื่องมือมาวัดผลการดำเนินงานให้ได้ครอบคลุมทุกด้าน เพื่อจะได้มีเครื่องตรวจสอบ และวัดผลการดำเนินงานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อจะนำผลที่ได้ไปพัฒนา ปรับปรุง และแก้ไขให้มีการพัฒนามากยิ่งขึ้น และสามารถจะแข่งขันกับคู่แข่งได้ทันท่วงทีต่อไป
ตัวชี้วัดจึงมีความสำคัญด้วยประการฉะนี้แล!!!
การวัดผลการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงานดังกล่าว เปรียบเหมือนกับตรวจโรคประจำปีของบุคคล เพื่อจะทราบสุขภาพของตนเองว่า มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรงหรือไม่ การเต้นของหัวใจเป็นปกติหรือไม่ ไขมัน เม็ดเลือด น้ำหนักเกิดพิกัดหรือไม่ การตรวจสุขภาพร่างกายประจำปี ก็เพื่อที่จะให้ตัวเองได้รับทราบสภาพของร่างกายในปัจจุบัน มีโรคภัย หรือมีความเสี่ยงอย่างไรบ้าง เพื่อจะนำไปสู่การดูแลรักษาให้ทันท่วงที หากมีอาการหนักก็จะต้องเข้าโรงซ่อมรักษาให้หายดี มีความปกติสุขต่อไป
หน่วยงานราชการหรือภาคเอกชนก็เช่นกัน การที่จะทราบว่าสุขภาพขององค์กรมีสภาวะเช่นไร ก็จะหาเครื่องมือเข้าวัด เพื่อตรวจสุขภาพขององค์กรประจำปี เครื่องมือหนึ่งที่นิยมกัน ได้แก่เครื่องมือที่เรียกว่าตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (Key Performance Indicators) หรือ KPI มาใช้ในการตรวจวัดสุขภาพองค์กรดังกล่าว
KPI คือ ค่าที่วัดจากผลการปฏิบัติงนที่เกิดขึ้นจริง เพื่อแสดงผลสำเร็จของการบรรลุตามวัตถุประสงค์
KPI หมายถึงสิ่งที่จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าหน่วยงานปฏิบัติงานบรรลุเป้าประสงค์ที่วางไว้ได้หรือไม่ ขั้นตอนนี้จะต้องหาปัจจัยที่เป็นตัวบ่งชี้ดังกล่าว
เป้าประสงค์ หมายถึงสิ่งที่จะวัด จะวัดอะไร (What to measure) อาจจะวัดในเรื่องคน เรื่องกระบวนงาน ผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงาน สินค้า หรือความต้องการของลูกค้า ภายใต้เป้าประสงค์แต่ละประการ อะไรคือตัวชี้วัดที่จะบอกได้ว่าบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว
ตัวชี้วัด หมายถึงวิธีการวัด จะวัดอย่างไร (How to measure) ตัวชี้วัดสามารถพิจารณาได้ในด้านปริมาณ /คุณภาพ/ต้นทุน/เวลา
ประเภทของตัวชี้วัด มี ๒ ประเภท ได้แก่ Lead Indicators ตัวชี้วัดมีเงื่อนไขหรือเป็นปัจจัยที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดผลการปฏิบัติงานที่ดี(Performance Drivers) และ Lag Indicators ตัวชี้วัดที่เป็นผลการดำเนินงานที่วัดได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นผลลัพธ์ของการปฏิบัติงานขององค์กร (Outcome Measure)
การวัดสามารถวัดได้ ๔ ด้าน ได้แก่
๑.ด้านคุณภาพ (Quality) เข้น ข้อร้องเรียน คำชม ความพึงพอใจของลูกค้า
๒. ด้านปริมาณ (Quantity) ได้แก่หน่วยเป็นวัน จำนวนหน่วยที่ผลิต จำนวนโครงการที่สำเร็จ จำนวนชิ้นงานที่ผลิตได้
๓. ด้านกำหนดเวลา (Timeliness) ระยะเวลาในการจัดการข้อร้องเรียน ช่วงเวลาในการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า
๔. ด้านความคุ้มค่าของต้นทุน (Cost -Effectiveness) ได้แก่จำนวนเงินที่ใช้จ่าย จำนวนคำแนะนำที่มีการปฏิบัติตาม ค่าใช้จ่ายนอกเหนืองบประมาณ ร้อยละของเงินงบประมาณที่เบิกจ่ายได้
ดังนั้น ในการทำตัวชี้วัดของแต่ละหน่วยงาน จึงพยายามที่จะหาเครื่องมือมาวัดผลการดำเนินงานให้ได้ครอบคลุมทุกด้าน เพื่อจะได้มีเครื่องตรวจสอบ และวัดผลการดำเนินงานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อจะนำผลที่ได้ไปพัฒนา ปรับปรุง และแก้ไขให้มีการพัฒนามากยิ่งขึ้น และสามารถจะแข่งขันกับคู่แข่งได้ทันท่วงทีต่อไป
ตัวชี้วัดจึงมีความสำคัญด้วยประการฉะนี้แล!!!
การเตรียมสอบ : (๒) เตรียมใจ
ท่านคงเคยได้ยินที่ว่า
...จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว..หรือ...ใจเป็นเป็นประธาน
ใจเป็นหัวหน้า ทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ...
จิตใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ
หากใจไม่เอา ใจไม่สู้ ทุกอย่างก็จบ ทุกท่านที่สมัครเข้ามาสอบ ก็แสดงให้เห็นว่า
ท่านได้ตัดสินใจที่จะสู้ ที่จะลงสู้สนาม แล้ว
การสู้ที่น่าประทับใจของคนดูก็คือ
ถ้านักสู้คนใด สู้อย่างเต็มที่ สู้อย่างสุดฝีมือ มุ่งมั่น อดทน ไม่ย่อท้อ
คนดูย่อมจะปรบมือให้ แม้จะแพ้ ก็แพ้อย่างชนะ
เมื่อเราตัดสินใจจะสอบแล้ว
เราจะต้องสร้างพลังใจ ที่จะสอบให้ได้
พยายามสร้างกำลังใจด้วยการ..คิดถึงเป้าหมายบ่อย ๆ... เมื่อความอยากมาเยือนยามใด
ใจก็จะดิ้นรนหาวิธีการไปสู่เป้าหมายจนได้...
ท่านลองย้อนคิดถึงยามที่ท่านมีความรักเถิด
ท่านเองยอมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะได้เธอมา แม้จะลำบากลำบนสักเพียงใด บางคนถึงกลับยอมเอาชีวิตเข้าแลกก็ยังมี ...ดั่งนั้น ถ้าทำหรืออ่านหนังสืออย่างหนัก
ยอมเอาชีวิตเข้าแลก รับรองว่าท่านจะต้องสอบได้แน่นอน..
เพียงแต่ให้ท่านถามใจตัวเองเถิดว่า...ท่านอยากเป็น
ผอ.จริง ๆ หรือ ไม่ ? (อย่าหลอกตัวเอง)
ในโลกนี้ ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ
ใครลงแรงมากก็ได้มาก ใครเก่งกว่าเรา เขาก็ต้องสอบ หากเก่งพอ ๆ กัน
ก็จะสอบได้พร้อมกัน
กำลังใจที่จะทำให้ท่านมีพลัง
และนำไปสู่การสอบที่ประสบผลสำเร็จ ไม่มีอะไรจะสู้การทำบุญกุศล
ช่วงนี้ขอให้ท่านทำบุญ ทำทานให้มาก ๆ ถ้าไม่เคยเข้าวัด ฟังธรรม ก็ควรจะลองดู
บุญเท่านั้นที่จะทำให้เรามีชีวิตที่ประสบผลสำเร็จ และเจริญก้าวหน้า จะทำสิ่งใด
ก็จะราบรื่น ไม่มีอุปสรรค สิ่งที่ยากที่ก็กลายเป็นง่าย สิ่งที่ไม่น่าจะเป็น
ก็ได้เป็น ความมหัศจรรย์จะเกิดแก่ท่าน ก็เพราะผลบุญกุศลที่ท่านทำมานั่นเอง
หากมีที่พึ่งอย่างอื่น
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไปบนเจ้าที่ หรือสิ่งศักดิ์ทั้งหลายที่ท่านเชื่อถือ และมีเคารพ
ก็ลองไปทำ ถ้าทำแล้วทำให้ท่านมีความมั่นใจ ก็อย่ารีรอ
คนที่จะรู้ดีที่สุดคือ...ตัวท่าน
อีกสิ่งหนึ่งที่ควรจะลองทำ
ก็คือบทสวดมนต์ ซึ่งสมัยโบราณกาล ไม่ว่าจะเป็นพระนเรศวรมหาราช หรือพระเจ้าตากสิน
ก็เคยใช้บทสวดมนต์นี้มาแล้ว
จึงทำให้พระมหากษัตริย์ไทยสามารถกู้เอกราชมาได้จนทุกวันนี้คือ
บทสวดพาหุง..มหากา..ของหลวงพ่อจรัญฯ วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี และคาถาชินบัญชร ของหลวงพ่อโต
ก่อนนอนท่านควรจะสวดมนต์บทนี้ และนั่งสมาธิ
แล้วแผ่เมตตาให้กับเจ้ากรรมนายเวร เพราะเจ้ากรรม และนายเวร นี่เอง
ที่มีส่วนในการขัดขวางให้ชีวิตของเรามีอุปสรรค ขัดขวาง ไม่ราบรื่น
และทำให้ท่านไม่ประสบผลสำเร็จ .... แต่เหนือสิ่งอื่นใด อย่าลืมอ่านหนังสือนะครับ
หากท่านทำได้เป็นประจำ
จะทำให้จิตใจของท่านมีสมาธิ เยือกเย็น จะคิดสิ่งใด ก็จะสว่าง ง่ายไปหมด
ไม่ทำให้เราเครียด เมื่อเราทำทุกอย่างเต็มที่แล้ว ก็ต้องทำใจปล่อยวาง
ขอให้เราทำให้ดีที่สุด ...สุดแต่ฟ้าจะประทาน....
ครั้งหนึ่ง
ผู้เขียนไปสอบเลือนตำแหน่งเช่นกัน แต่มีตำแหน่งน้อย มีคนสอบจำนวนร้อยกว่าคน
แต่มีตำแหน่งว่างเพียง ๒ ตำแหน่งเท่านั่น เลยถามผู้ใหญ่ท่านหนึ่งว่า..ใครสอบได้บ้างครับเจ้านาย
? ซึ่งในช่วงนั่นอยู่ในระหว่างตรวจข้อสอบ
ท่านบอกว่า...ใครจะสอบได้หรือไม่ได้
ฟ้าเบื้องบนเขากำหนดไว้แล้ว เดี่ยวก็รู้เอง....ฮาๆๆๆๆ
การเตรียมสอบ : (๑) เตรียมกาย
เครียด ! เครียด ! เครียด ! มีเสียงบ่นกันมาก
ในหมู่ข้าราชการธุรการที่เตรียมตัวสอบนักจัดการงานทั่วไประดับชำนาญการพิเศษ หรือ
ตำแหน่ง ผอ.
บางท่านก็อ้างว่า งานมาก
ไม่มีเวลาอ่านหนังสือ บ้างก็อ้างว่า ไม่รู้จะอ่านหนังสืออะไร อ่านตรงไหน
บ้างก็อ้างว่า เซ็ง ๆ สอบมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ประสบผลสำเร็จ... อย่างย่อยยับ...
ทุกที เบื่อไม่อยากจะสอบ
ผู้เขียนเองก็เคยประสบกับเหตุการณ์เช่นดังว่า
ครามีการเข้าสอบเลื่อนตำแหน่งมาทุกครั้งเช่นกัน มีหลายท่านอยากให้ผู้เขียนแนะนำการอ่านหนังสือ การเตรียมตัวสอบ
การเขียนคำตอบและอื่น ๆ ซึ่งผู้เขียนก็แนะนำไปตามโอกาสที่จะอำนวย
บางครั้งก็บอกว่า จะเขียนลงใน KMS ค่อยติดตามอ่านก็แล้วกัน แต่ก็ไมค่อยมีอารมณ์จะเขียนสักที พูดง่าย
ๆ ก็คือ ขี้เกียจ ฮา ๆๆ
ในการเตรียมตัวสอบไม่ว่าจะสอบอะไร
จะสอบสนามไหน และจะสอบเข้าทำงานที่ใดก็ตาม ก็จะหนีไม่พ้นในการเตรียมตัว ประกอบด้วย
๕ เตรียม กล่าวคือ
๑.เตรียมด้านร่างกาย
๒. เตรียมด้านจิตใจ
๓. เตรียมด้านความรู้
๔. เตรียมการฝึกซ้อมในการต่อสู้
๕.และเตรียมดูยุทธวิธีในการตอบ
ในแต่ละวิธีก็จะแนะนำให้พี่ ๆ น้อง
ๆ ให้ลองไปพิจารณาดู หากเห็นว่าดีก็ทำ หากดูแล้ว ไร้สาระ ก็ไม่ต้องทำ
ดั่งที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “ กัมมุนา วัตตติโลโก :
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม “ ไม่ว่ากัน
เพราะถือว่า... เป็นวิทยาทาน
๑.เตรียมตัวด้านร่างกาย
อาจกล่าวได้ว่าร่างกายมีส่วนสำคัญและมีความสัมพันธ์กับการสอบไม่น้อย
หากร่างกายท่านใด ไม่สมบูรณ์แข็งแรง มีอาการเจ็บป่วย สามวันดี สี่วันไข้
ก็ควรดูแลสุขภาพก่อน หากท่านดูหนังสือไป หรือเตรียมตัวไป อาจจะมีปัญหาในวันเข้าสอบ
สิ่งที่เตรียมมาเป็นแรมเดือนอาจจะเป็นหมันในพริบตา นอกจากนั้น
ท่านที่มีสุขภาพไม่ดี ก็จะพลอยทำให้ขาดสมาธิในการอ่านหนังสือ
ทำให้อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง เสียเวลา และเสียพลังงานไปโดยไร้ประโยชน์
ทางแก้ : ท่านควรจะรักษาสุขภาพและออกกำลังกายอยู่เสมอ หรือ
ก็ในช่วงเตรียมสอบ ควรงดเว้นจากกิจที่มีผลต่อสุขภาพสักระยะหนึ่ง
ต้องทำตนเหมือนกับอยากเป็น ผอ.จริง ๆ บางคนอยากสอบได้ แต่ก็ยังทำเหมือนสิ่งเดิม ๆ
ที่ผ่านมา ก็อาจคาดได้ว่า ท่านก็คงจะได้เป็นคนเดิม ๆ เหมือนดังที่เคยได้มา
การออกกำลังกายที่ราคาถูกที่สุด และได้ผลดี ซึ่งผู้เขียนทำอยู่เป็นประจำ ได้แก่ การวิ่ง การเดิน
ที่ไม่ต้องลงทุนมาก นอกจากนี้ การแกว่งแขน จำนวน ๕๐๐ ครั้ง/ครั้ง ก็ถือว่าวิเศษเช่นกัน
หากอยากให้สนุกมากหน่อย กีฬาฮูลาฮูป
นี่ก็ไม่เบา ยังลดหุ่นให้สวย กะทัดรัดอีกด้วย ท่านที่เป็นโรคปวดหัว ไมเกรน
และปวดตาเกิดจากการอ่านหนังสือมาก ๆ ก็ลองดูจะได้ไม่ต้องไปเยี่ยมหมอ ให้เสียเงิน เสียเวลา และเสียประสาท
ดั่งที่ผู้รู้ท่านกล่าวว่า...ถ้าอยากเป็นคนไม่เหมือนเดิม จงอย่าทำแบบเดิม ๆ ดั่งเคยทำมา...ถ้าอยากสอบได้ ก็ไม่ควรทำแบบเดิม ๆ
ดั่งที่เคยสอบมา...ควรฝึกตัวเป็นผอ.เสียแต่วันนี้ 555
อัศจรรย์ของชีวิต: (๑๖) คนดีศรีสุรินทร์
ทุกสายงานอาชีพจะมีการคัดเลือกบุคคลที่อยู่ในสายอาชีพนั้น ๆ เพื่อคัดสรรหาบุคคลที่มีผลงานดีเด่น สำหรับนำมาเป็นแบบอย่างในการดำรงตนและมีการมอบรางวัล เกียรติบัตร หรือประกาศเกียรติคุณ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน
เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๑ ได้รับการคัดเลือกเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่นของจังหวัดสุรินทร์ เนื่องจากได้จัดทำโครงการการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน จนได้รับคัดเลือกเป็นสำนักงาน สคช.ดีเด่นของสำนักงานอัยการสูงสุด
นอกจากนี้ในปีเดียวกัน สำนักงานอัยการสูงสุด ยังได้คัดเลือกให้เป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปีพ.ศ.๒๕๓๑ เช่นกัน และน่าจะเป็นข้าราชการคนแรกของสำนักงานฯที่ได้รับคัดเลือกเป็นข้าราชการดีเด่นทั้งในระดับจังหวัด และในระดับประเทศ
และในปีเดียวกันนี่เอง ทางจังหวัดสุรินทร์ ก็ได้มีโครงการมอบเหรียญ "คนดีศรีสุรินทร์" ให้กับบุคคล และนิิติบุคคล ที่ได้ทำคุณความดี สร้่างประโยชน์ให้แก่ชประชาชน ชุมชน จนนำชื่อเสียงมาให้กับจังหวัดสุรินทร์ โดยผู้ว่าราชการจังหวัด จะเป็นประธานในพิธีเพื่อมอบเหรียญดังกล่าวให้กับบุคลลที่ได้รับการคัดเลือก
จึงนับว่าเป็นเกียรติประวัติและความภาคภูมิใจของข้าราชการชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง ที่ได้รับการคัดเลือก และเข้ารับมอบเหรียญ "คนดีศรีสุรินทร์" จากนายเถกิง เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ณ ศาลาประชาคมจังหวัดสุรินทร์
การได้รับการเชิดชูเกียรติและการประกาศเกียรติคุณในคั้งนี้ จึงเป็นความอัศจรรย์ของชีวิต และเป็นสิ่งที่ไม่เคยคาดหวังมาก่อน และไม่เคยไฝ่ฝันมาเช่นกัน จึงถือว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ของชีวิตจริง !!!
วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2562
วิสัยทัศน์ที่ดี
ปัจจุบัน หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน ต่างก็มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ และแผนปฏิบัติการ บางแห่งก็ทำแผนยุทธศาสตร์ ๔ ปี บางแห่งก็ ๕ ปี
ในแผนยุทธศาสตร์ของทุกหน่วยงาน จะขาดเสียมิได้คือ "วิสัยทัศน์ " ซึ่งจะต้องมีการกำหนดไว้ให้ชัดเจน หากไม่มีสิ่งนี้ก็ไม่สามารถที่จะจัดทำแผนยุทธศาสตร์ของหน่วยงานได้ เพราะไม่รู้ว่าหน่วยงานจะมีทิศทางเดินไปทางไหน
คำว่า "วิสัยทัศน์ ( Vision) " หมายถึง จุดมุ่งหมาย หรือความมุ่งมั่นที่องค์การต้องการให้เกิดขึ้นหรือต้องการให้บรรลุในอนาคต ภายในกรอบเวลาที่กำหนดไว้เช่น ๒ ปี ๓ ปี ๔ ปี ข้างหน้า ซึ่งความมุ่งมั่นดังกล่าว จะต้องเกิดความต้องการของบุคลากรในองค์กร มิใช่เกิดจากหน่วยงานที่จัดทำยุทธศาสตร์เสียเอง
วิสัยทัศน์ไม่จำเป็นต้องเป็นลายลักษณ์อักษร หรืออาจกำหนดไว้แล้วนำมาใช้ จะสั้นยาวแค่ไหนก็ไม่เป็นไร แต่ที่สำคัญ คือวิสัยทัศน์บุคคลในองค์กรทุกคนต้องเข้า
ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์หน่วยงานราชการทั่วไป จึงนิยมไปจัดจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอกมาเป็นที่ปรึกษา หรือมาจัดทำแผนยุทธศาสตร์ให้ เพราะเชื่อว่าหน่วยงานภายนอกเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว
แต่ในความเป็นจริง การจัดทำยุทธศาสตร์ให้ได้ดี น่าจะเป็นบุคลากรภายในสำนักงานเอง เพราะเป็นผู้รู้ความต้องการของคนในองค์กร รู้ประวัติศาสตร์ รู้กระบวนงานในองค์กร รู้ปัญหา อุปสรรคในองค์กรได้ดีกว่าคนภายนอก...แต่คนในองค์กรมักจะไม่ให้การยอมรับ...จำเป็นต้องไปจัดจ้างคนภายนอกดีกว่า
มีปัญหาว่า การจัดทำวิสัยทัศน์ให้ดี ต้องมีลักษณะอย่างไร ...จากเอกสารสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ได้แนะนำว่า วิสัยทัศน์ที่ดี ต้องมีลักษณะดังนี้
๑. มีความชัดเจน สามารถนำไปปฏิบัติได้
๒. เป็นภาพบวก สะท้อนความเป็นเลิศขององค์กร
๓. สร้างศรัทธาให้ทุกคน มุ่งมั่น ไขว่คว้า
๔. ต้องท้าทายความรู้ ความสามารถทั้งผู้นำและสมาชิกทุกคนในองค์กร
๕. คำนึงถึงผู้มารับบริการเป็นสำคัญ (Customer Oriented)
๖. มีความสอดคล้องกับแนวโน้มในอนาคต
ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ จึงต้องคำนึงถึงการจัดทำวิสัยทัศน์ก่อนเป็นสำคัญ ปัญหาที่ประสบมาตลอดของทุกหน่วยงาน กล่าวคือ บุคลากรในองค์กรไม่รู้ว่า องค์กรของตนเอง มีวิสัยทัศน์ว่าอย่างไร มีความหมายอย่างไร ทำอย่างไรถึงจะทำให้วิสัยทัศน์บรรลุได้
จึงเป็นปัญหาของหน่วยงานที่จัดทำแผนยุทธศาสตร์ ในการที่จะสื่อสารให้ทุกคนในองค์กร ได้มีความเข้าใจตรงกัน นอกเหนือจากความเข้าใจแล้ว การที่จะทำให้คนในองค์กรเกิดความมุ่งมั่น ความศรัทธาในวิสัยทัศน์ จึงเป็นปัญหาอัสำคัญ
การจัดทำแผนยุทธศาตร์ ทำได้ง่าย และการที่จะเดินตามแผนที่ทำไว้ เพื่อให้เกิดความสำเร็จตามแผนเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก...สำหรับผู้ปฏิบัติครับ!!!!
ในแผนยุทธศาสตร์ของทุกหน่วยงาน จะขาดเสียมิได้คือ "วิสัยทัศน์ " ซึ่งจะต้องมีการกำหนดไว้ให้ชัดเจน หากไม่มีสิ่งนี้ก็ไม่สามารถที่จะจัดทำแผนยุทธศาสตร์ของหน่วยงานได้ เพราะไม่รู้ว่าหน่วยงานจะมีทิศทางเดินไปทางไหน
คำว่า "วิสัยทัศน์ ( Vision) " หมายถึง จุดมุ่งหมาย หรือความมุ่งมั่นที่องค์การต้องการให้เกิดขึ้นหรือต้องการให้บรรลุในอนาคต ภายในกรอบเวลาที่กำหนดไว้เช่น ๒ ปี ๓ ปี ๔ ปี ข้างหน้า ซึ่งความมุ่งมั่นดังกล่าว จะต้องเกิดความต้องการของบุคลากรในองค์กร มิใช่เกิดจากหน่วยงานที่จัดทำยุทธศาสตร์เสียเอง
วิสัยทัศน์ไม่จำเป็นต้องเป็นลายลักษณ์อักษร หรืออาจกำหนดไว้แล้วนำมาใช้ จะสั้นยาวแค่ไหนก็ไม่เป็นไร แต่ที่สำคัญ คือวิสัยทัศน์บุคคลในองค์กรทุกคนต้องเข้า
ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์หน่วยงานราชการทั่วไป จึงนิยมไปจัดจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอกมาเป็นที่ปรึกษา หรือมาจัดทำแผนยุทธศาสตร์ให้ เพราะเชื่อว่าหน่วยงานภายนอกเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว
แต่ในความเป็นจริง การจัดทำยุทธศาสตร์ให้ได้ดี น่าจะเป็นบุคลากรภายในสำนักงานเอง เพราะเป็นผู้รู้ความต้องการของคนในองค์กร รู้ประวัติศาสตร์ รู้กระบวนงานในองค์กร รู้ปัญหา อุปสรรคในองค์กรได้ดีกว่าคนภายนอก...แต่คนในองค์กรมักจะไม่ให้การยอมรับ...จำเป็นต้องไปจัดจ้างคนภายนอกดีกว่า
มีปัญหาว่า การจัดทำวิสัยทัศน์ให้ดี ต้องมีลักษณะอย่างไร ...จากเอกสารสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ได้แนะนำว่า วิสัยทัศน์ที่ดี ต้องมีลักษณะดังนี้
๑. มีความชัดเจน สามารถนำไปปฏิบัติได้
๒. เป็นภาพบวก สะท้อนความเป็นเลิศขององค์กร
๓. สร้างศรัทธาให้ทุกคน มุ่งมั่น ไขว่คว้า
๔. ต้องท้าทายความรู้ ความสามารถทั้งผู้นำและสมาชิกทุกคนในองค์กร
๕. คำนึงถึงผู้มารับบริการเป็นสำคัญ (Customer Oriented)
๖. มีความสอดคล้องกับแนวโน้มในอนาคต
ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ จึงต้องคำนึงถึงการจัดทำวิสัยทัศน์ก่อนเป็นสำคัญ ปัญหาที่ประสบมาตลอดของทุกหน่วยงาน กล่าวคือ บุคลากรในองค์กรไม่รู้ว่า องค์กรของตนเอง มีวิสัยทัศน์ว่าอย่างไร มีความหมายอย่างไร ทำอย่างไรถึงจะทำให้วิสัยทัศน์บรรลุได้
จึงเป็นปัญหาของหน่วยงานที่จัดทำแผนยุทธศาสตร์ ในการที่จะสื่อสารให้ทุกคนในองค์กร ได้มีความเข้าใจตรงกัน นอกเหนือจากความเข้าใจแล้ว การที่จะทำให้คนในองค์กรเกิดความมุ่งมั่น ความศรัทธาในวิสัยทัศน์ จึงเป็นปัญหาอัสำคัญ
การจัดทำแผนยุทธศาตร์ ทำได้ง่าย และการที่จะเดินตามแผนที่ทำไว้ เพื่อให้เกิดความสำเร็จตามแผนเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก...สำหรับผู้ปฏิบัติครับ!!!!
วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2562
อัศจรรย์ของชีวิต : (๑๕) หัวหน้าฝ่ายจบเนติบัณฑิต
หน่วยงานที่อยู่ในกระวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นหน่วยของศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด หรือกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าฝ่าย หรือหัวหน้ากลุ่มงาน ควรจะต้องจบปริญญาตรีด้านนิติศาสตร์ จึงจะได้รับความเชื่อถือและมีความเหมาะสม
ผู้เขียนเข้ารับราชการตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๓ ผ่านหัวหน้างานมาหลายท่าน และหลายสำนักงาน ก็ยังไม่ปรากฎว่ามีหัวหน้าฝ่ายและหัวหน้างานคนใดจบปริญญาตรีด้านกฎหมาย จะมีก็เพียงจบมัธยมศึกษาปีที่ ๓ และไต่เต้าขึ้นมาจนได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้างานหรือหัวหน้าฝ่าย
มาระยะหลัง ๆ สำนักงานฯมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้ข้าราชการไปศึกษาต่อ เพราะปรากฎว่ามีสถิติข้าราชการที่จบระดับปริญญามีจำนวนน้อยมาก สถิติส่วนมากจะจบการศึกาษาต่ำกว่าปริญญาตรี
ต่อมาปรากฎว่าข้าราชการจึงได้ไปเรียนกันภาควันเสาร์ - อาทิตย์ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏประจำจังหวัดกัน ผู้ที่จะเป็นหัวหน้างานหรือหัวหน้าฝ่าย ก็จะจบปริญญามาด้านสายการจัดการทั่วไปเสียส่วนมาก ก็ยังไม่มีใครที่จบปริญญาตรีด้านกฎหมายแต่อย่างใด
เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๓ ผู้เขียนมีโอกาสได้เข้าสอบคัดเลือกเพื่อขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานธุรการ ระดับ ๕ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไปของสำนักงานอัยการจังหวัดฯว่างจำนวนหลายอัตรา คนที่สอบคัดเลือกได้จะต้องรับแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าธุรการในต่างจังหวัด ที่มีตำแหน่งอัตราว่างดังกล่าว
ผลการสอบคัดเลือกว่า ผู้เขียนสอบคัดเลือกได้ลำดับที่ ๑ และได้เสนอความต้องการขอไปดำรงตำแหน่งที่สำนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุพรรณบุรี สำนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ สำนักงานอัยการจังหวัดน่าน และอีกหลายแห่งที่มีตำแหน่งว่าง
ปรากฎว่า ผู้บริหารได้คัดเลือกและมีคำสั่งแต่ตั้งให้ไปดำรงตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารงานธุรการ ๕ ที่สำนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ และได้เดินทางไปดำรงตำแหน่งดังกล่าว
จากการตรวจสอบปรากฎว่าหัวหน้าฝ่ายของสำนักงานอัยการจังหวัด ไม่มีสำนักงานใดที่หัวหน้าฝ่าย จบปริญญาด้านกฎหมาย และจบเนติบัณฑืตไทย มีเพียงสำนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ แห่งเดียว เท่านั่น
จึงถือว่า เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารงานธุรการ คนแรกของสำนักงานอัยการสูงสุด ที่จบปริญญานิติศาสตร์บัณฑิต และจบเนติบัณฑืตไทย (นบท.)
การได้รับแต่งตั้งครั้งนี้ จึงถือว่าเป็นความมหัศจรรย์ของชีวิต ในการเป็นข้าราชการในครั้งนี้ และเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารงานธุรการคนแรกที่จบเนติบัณฑืตไทย (นบท.) ครับ !!!!
ผู้เขียนเข้ารับราชการตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๓ ผ่านหัวหน้างานมาหลายท่าน และหลายสำนักงาน ก็ยังไม่ปรากฎว่ามีหัวหน้าฝ่ายและหัวหน้างานคนใดจบปริญญาตรีด้านกฎหมาย จะมีก็เพียงจบมัธยมศึกษาปีที่ ๓ และไต่เต้าขึ้นมาจนได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้างานหรือหัวหน้าฝ่าย
มาระยะหลัง ๆ สำนักงานฯมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้ข้าราชการไปศึกษาต่อ เพราะปรากฎว่ามีสถิติข้าราชการที่จบระดับปริญญามีจำนวนน้อยมาก สถิติส่วนมากจะจบการศึกาษาต่ำกว่าปริญญาตรี
ต่อมาปรากฎว่าข้าราชการจึงได้ไปเรียนกันภาควันเสาร์ - อาทิตย์ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏประจำจังหวัดกัน ผู้ที่จะเป็นหัวหน้างานหรือหัวหน้าฝ่าย ก็จะจบปริญญามาด้านสายการจัดการทั่วไปเสียส่วนมาก ก็ยังไม่มีใครที่จบปริญญาตรีด้านกฎหมายแต่อย่างใด
เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๓ ผู้เขียนมีโอกาสได้เข้าสอบคัดเลือกเพื่อขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานธุรการ ระดับ ๕ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไปของสำนักงานอัยการจังหวัดฯว่างจำนวนหลายอัตรา คนที่สอบคัดเลือกได้จะต้องรับแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าธุรการในต่างจังหวัด ที่มีตำแหน่งอัตราว่างดังกล่าว
ผลการสอบคัดเลือกว่า ผู้เขียนสอบคัดเลือกได้ลำดับที่ ๑ และได้เสนอความต้องการขอไปดำรงตำแหน่งที่สำนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุพรรณบุรี สำนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ สำนักงานอัยการจังหวัดน่าน และอีกหลายแห่งที่มีตำแหน่งว่าง
ปรากฎว่า ผู้บริหารได้คัดเลือกและมีคำสั่งแต่ตั้งให้ไปดำรงตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารงานธุรการ ๕ ที่สำนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ และได้เดินทางไปดำรงตำแหน่งดังกล่าว
จากการตรวจสอบปรากฎว่าหัวหน้าฝ่ายของสำนักงานอัยการจังหวัด ไม่มีสำนักงานใดที่หัวหน้าฝ่าย จบปริญญาด้านกฎหมาย และจบเนติบัณฑืตไทย มีเพียงสำนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ แห่งเดียว เท่านั่น
จึงถือว่า เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารงานธุรการ คนแรกของสำนักงานอัยการสูงสุด ที่จบปริญญานิติศาสตร์บัณฑิต และจบเนติบัณฑืตไทย (นบท.)
การได้รับแต่งตั้งครั้งนี้ จึงถือว่าเป็นความมหัศจรรย์ของชีวิต ในการเป็นข้าราชการในครั้งนี้ และเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารงานธุรการคนแรกที่จบเนติบัณฑืตไทย (นบท.) ครับ !!!!
วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2562
อัศจรรย์ของชีวิต :(๑๔) หลักสูตรนักบริหารระดับสูง
การเข้าทำงานราชการ เป็นอาชีพหนึ่ง ที่คนทั่วไปใฝ่ฝันอยากเป็น อาจจะเป็นเพราะเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ มีสวัสดิการดี เป็นอาชีพที่มั่นคง และเหตุผลอื่น ๆ
ในความเป็นข้าราชการเอง ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่คนอยู่ในอาชีพดังกล่าวต้องการ ไม่ว่าเป้นเงินเดือน การเลื่อนขั้น การเลื่อนตำแหน่ง และได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้บริหาร
การพัฒนาตนเอง ก็เป็นเหตุผลประการหนึ่ง ที่คนอยู่ในอาชีพราชการต้องการให้หน่วยงานได้ให้ความสำคัญ เพราะการที่องค์กรจะมีความก้าวหน้า มีการพัฒนา เป็นองค์กรที่ทันสมัย คนจะมีส่วนสำคัญในการที่จะผลักดันให้องค์กรก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างดี มีคุณภาพ
คนที่จะเก่ง จะดี มีคุณภาพ ก็ขึ้นอยู่กับการอบรม การพัฒนาขององค์กรว่ามีระบบการนพัฒนาบุคลากรได้ดี มีมาตรฐานหรือไม่
บุคคลที่จะเลื่อนขึ้นสู่ตำแหน่งแต่ละตำแหน่ง มีการเตรียมคน เตรียมองค์ความรู้ เตรียมอาวุธให้กับคนที่จะไปปฏิบัติงานในแต่ละตำแหน่ง แตละสายงานอย่างไรบ้าง
การเป็นผู้บริหารก็เช่นเดียวกัน การที่ข้าราชการแต่ละกรม แต่ละกระทรวง ที่จะได้รับแต่งตั้งให้ขึ้นสู่ผู้บริหาร ได้แก่ผู้บริหารระดับต้น และผู้บริหารระดับสูง จึงได้กำหนดคุณสมบัติประการหนึ่งไว้ว่า จะต้องมีการผ่านการอบรมหลักสูตร นักบริหารระดับสูงจากสำนักงาน กพ.ด้วย ถึงจะมีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับต้น และผู้บริหารระดับสูงได้แก่ตำแหน่ง รองอธิบดี และตำแหน่ง
อธิบดี ดังกล่าว
หลักสูตรดังกล่าวจึงเป็นท่ี่ใฝ่ฝันของข้าราชการพลเรือนในแต่ละกรม และกระทรวงต่าง ๆ เป็นอย่างมาก เพราะแต่ละกรม และกระทรวง จะมีการคัดเลือกบุคคลากรเข้าอบรมหลักสูตรดังกล่าวอย่างเข้มข้น เอาจริงเอาจัง เพราะถือว่าเป็นบันไดขั้นแรกในการที่จะได้ไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งผุ้บริหารดังกล่าว
จึงถือว่าเป็นความอัศจรรย์ของชีวิตเช่นเดียวกัน เพราะในปีที่ขอเข้ารับการอบรมตามหลักสูตรดังกล่าว ปรากฎว่าไม่มีคู่แข่ง และไดรับคัดเลือกเข้าอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง (นบส.๑) รุ่นที่ ๘๑ ของสำนักงาน กพ.เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๗
ในอดีตที่ผ่านมา ก็ปรากฎว่าผู้ที่ผ่านหลักสูตรนี้มา ก็จะได้รับการคัดเลือกผู้บริหารระดับต้น(ผอ.ใหญ่)ของข้าราชการธุรการทุกคนตลอดมา
พอเข้ามาในช่วงหลังปี พ.ศ.๒๕๕๘ ก็ปรากฎว่า มีผู้เข้าสมัครคัดเลือกเข้าอบรมหลักสูตรนี้ เป็นจำนวนมาก แต่สำนักงานฯก็ได้รับโค้วต้า จำนวน ๑ คน เท่านั่น
จึงเป็นโชคคดีของชีวิต และเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่ชีวิตได้รับมาในครั้งนี้ครับ !!!
แต่งกายชุดประจำชาติของเอเชีย
ในความเป็นข้าราชการเอง ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่คนอยู่ในอาชีพดังกล่าวต้องการ ไม่ว่าเป้นเงินเดือน การเลื่อนขั้น การเลื่อนตำแหน่ง และได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้บริหาร
การพัฒนาตนเอง ก็เป็นเหตุผลประการหนึ่ง ที่คนอยู่ในอาชีพราชการต้องการให้หน่วยงานได้ให้ความสำคัญ เพราะการที่องค์กรจะมีความก้าวหน้า มีการพัฒนา เป็นองค์กรที่ทันสมัย คนจะมีส่วนสำคัญในการที่จะผลักดันให้องค์กรก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างดี มีคุณภาพ
คนที่จะเก่ง จะดี มีคุณภาพ ก็ขึ้นอยู่กับการอบรม การพัฒนาขององค์กรว่ามีระบบการนพัฒนาบุคลากรได้ดี มีมาตรฐานหรือไม่
บุคคลที่จะเลื่อนขึ้นสู่ตำแหน่งแต่ละตำแหน่ง มีการเตรียมคน เตรียมองค์ความรู้ เตรียมอาวุธให้กับคนที่จะไปปฏิบัติงานในแต่ละตำแหน่ง แตละสายงานอย่างไรบ้าง
การเป็นผู้บริหารก็เช่นเดียวกัน การที่ข้าราชการแต่ละกรม แต่ละกระทรวง ที่จะได้รับแต่งตั้งให้ขึ้นสู่ผู้บริหาร ได้แก่ผู้บริหารระดับต้น และผู้บริหารระดับสูง จึงได้กำหนดคุณสมบัติประการหนึ่งไว้ว่า จะต้องมีการผ่านการอบรมหลักสูตร นักบริหารระดับสูงจากสำนักงาน กพ.ด้วย ถึงจะมีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับต้น และผู้บริหารระดับสูงได้แก่ตำแหน่ง รองอธิบดี และตำแหน่ง
อธิบดี ดังกล่าว
หลักสูตรดังกล่าวจึงเป็นท่ี่ใฝ่ฝันของข้าราชการพลเรือนในแต่ละกรม และกระทรวงต่าง ๆ เป็นอย่างมาก เพราะแต่ละกรม และกระทรวง จะมีการคัดเลือกบุคคลากรเข้าอบรมหลักสูตรดังกล่าวอย่างเข้มข้น เอาจริงเอาจัง เพราะถือว่าเป็นบันไดขั้นแรกในการที่จะได้ไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งผุ้บริหารดังกล่าว
จึงถือว่าเป็นความอัศจรรย์ของชีวิตเช่นเดียวกัน เพราะในปีที่ขอเข้ารับการอบรมตามหลักสูตรดังกล่าว ปรากฎว่าไม่มีคู่แข่ง และไดรับคัดเลือกเข้าอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง (นบส.๑) รุ่นที่ ๘๑ ของสำนักงาน กพ.เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๗
ในอดีตที่ผ่านมา ก็ปรากฎว่าผู้ที่ผ่านหลักสูตรนี้มา ก็จะได้รับการคัดเลือกผู้บริหารระดับต้น(ผอ.ใหญ่)ของข้าราชการธุรการทุกคนตลอดมา
พอเข้ามาในช่วงหลังปี พ.ศ.๒๕๕๘ ก็ปรากฎว่า มีผู้เข้าสมัครคัดเลือกเข้าอบรมหลักสูตรนี้ เป็นจำนวนมาก แต่สำนักงานฯก็ได้รับโค้วต้า จำนวน ๑ คน เท่านั่น
จึงเป็นโชคคดีของชีวิต และเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่ชีวิตได้รับมาในครั้งนี้ครับ !!!
วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2562
กรอบความคิด...ของคน
สิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราได้ยิน อาจจะไม่เป็นดั่งที่เราเห็นและได้ยินมาก็ได้
บางอย่างเราดูแล้วว่าไม่ดี แต่หากดูลึก ๆ แล้ว สิ่งนั่นกลับกลายเป็นดี
การทำความดี ทำไปแล้วมีแต่คนว่า คนบ่น อาจจะทำให้ความคิดเราเขวไป กลายเป็นความไม่ดีไปก็มี ความดีบางอย่างต้องใช้เวลาในการพิสูจน์
" ลูกหล่า ! น้องคนข้างบ้าน เขาไม่ได้เรียนหนังสือสูงเลยน่ะ แต่เขามีรายได้เดือนละหลายหมื่่น " คุณพ่อพูดกับลูกสาว ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา
ลูกสาวของพ่อคนนี้ ได้ศึกษามาจนจบปริญญาโทด้านวิศวกรรมศาสตร์ พอมาเข้าทำงานที่บริษัทเอกชน ได้เงินเดือน ๆ ละ ๒ หมื่นกว่าบาท มีรายจ่ายมากมายที่อยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้มีเงินส่งพ่อและแม่เดือนละไม่มาก
คงจะเป็นสาเหตุทำให้คุณพ่อพูดขึ้นมา เพื่อตัดพ้ออะไรสักอย่าง
"เขาทำงานอะไรละพ่อ ทำไมได้รับเงินเดือนมากจัง " ลูกสาวสอบถามพ่อด้วยความสงสัย
"น้องคนนี้ เขาเป็นเจ้ามือหวยเถื่อน เดือนนี้ ทำยอดได้เกินทะลุเป้า มีการเลี้ยงฉลองให้กับเพื่อนบ้าน " พ่อตอบด้วยความยิ้มแย้ม แจ่มใส
ลูกสาวทำหน้างง !!! ที่พ่อพูดมาหมายความว่าอย่างไร อยากให้ลูกสาวไปทำงานเหมือนเพื่อนบ้านเช่นนั่นหรือ
ตามชนบทเรา ที่ไม่นิยมและส่งเสริมให้ลูก ๆ เข้ามาเรียนหนังสือในเมือง หรือเรียนต่อในระดับสูง ๆ ก็เพราะมีความเห็นเช่นนี้เอง
อยากได้เงินมาแบบง่าย ๆ อยากรวยทางลัดประมาณนั่น จึงส่งผลให้วัยรุนตามชนบทไม่นิยมเรียนต่อกัน พอจบมัธยมปลายก็จะหันเหชีวิตไปเป็นสาวโรงงานกันเสียส่วนมาก
"ลูกหล่า!!! ไม่ต้องไปเรียนให้สูง ๆ หรอก พ่อมีนา มีไร่ ให้ทำกินตั้งเยอะแยะ อยู่บ้านเราก็พออยู่ พอกินแล้ว ไปเรียนสูงทำไม " บางครั้งคุณพ่อก็พูดกับลูกสาวด้วยความเป็นห่วง ไม่อยากให้ลูกเดินทางเข้าเรียนในเมือง ไปอยู่ด้วยความลำบาก
คุณพ่อที่พูดกับลูกสาวก็เพื่อความหวังดี มิได้คิดให้ไกล เพราะสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ ทำให้คุณพ่อได้เห็น ได้ยิน ได้รู้ ตามที่เห็นจนชินชาในชีวิตประจำวัน
สภาพแวดล้อมทำให้กรอบความคิดของคุณพ่อท่านก็คิดได้ตามที่ท่านเห็น ได้ฟังมานั่นเอง !!!
บางอย่างเราดูแล้วว่าไม่ดี แต่หากดูลึก ๆ แล้ว สิ่งนั่นกลับกลายเป็นดี
การทำความดี ทำไปแล้วมีแต่คนว่า คนบ่น อาจจะทำให้ความคิดเราเขวไป กลายเป็นความไม่ดีไปก็มี ความดีบางอย่างต้องใช้เวลาในการพิสูจน์
" ลูกหล่า ! น้องคนข้างบ้าน เขาไม่ได้เรียนหนังสือสูงเลยน่ะ แต่เขามีรายได้เดือนละหลายหมื่่น " คุณพ่อพูดกับลูกสาว ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา
ลูกสาวของพ่อคนนี้ ได้ศึกษามาจนจบปริญญาโทด้านวิศวกรรมศาสตร์ พอมาเข้าทำงานที่บริษัทเอกชน ได้เงินเดือน ๆ ละ ๒ หมื่นกว่าบาท มีรายจ่ายมากมายที่อยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้มีเงินส่งพ่อและแม่เดือนละไม่มาก
คงจะเป็นสาเหตุทำให้คุณพ่อพูดขึ้นมา เพื่อตัดพ้ออะไรสักอย่าง
"เขาทำงานอะไรละพ่อ ทำไมได้รับเงินเดือนมากจัง " ลูกสาวสอบถามพ่อด้วยความสงสัย
"น้องคนนี้ เขาเป็นเจ้ามือหวยเถื่อน เดือนนี้ ทำยอดได้เกินทะลุเป้า มีการเลี้ยงฉลองให้กับเพื่อนบ้าน " พ่อตอบด้วยความยิ้มแย้ม แจ่มใส
ลูกสาวทำหน้างง !!! ที่พ่อพูดมาหมายความว่าอย่างไร อยากให้ลูกสาวไปทำงานเหมือนเพื่อนบ้านเช่นนั่นหรือ
ตามชนบทเรา ที่ไม่นิยมและส่งเสริมให้ลูก ๆ เข้ามาเรียนหนังสือในเมือง หรือเรียนต่อในระดับสูง ๆ ก็เพราะมีความเห็นเช่นนี้เอง
อยากได้เงินมาแบบง่าย ๆ อยากรวยทางลัดประมาณนั่น จึงส่งผลให้วัยรุนตามชนบทไม่นิยมเรียนต่อกัน พอจบมัธยมปลายก็จะหันเหชีวิตไปเป็นสาวโรงงานกันเสียส่วนมาก
"ลูกหล่า!!! ไม่ต้องไปเรียนให้สูง ๆ หรอก พ่อมีนา มีไร่ ให้ทำกินตั้งเยอะแยะ อยู่บ้านเราก็พออยู่ พอกินแล้ว ไปเรียนสูงทำไม " บางครั้งคุณพ่อก็พูดกับลูกสาวด้วยความเป็นห่วง ไม่อยากให้ลูกเดินทางเข้าเรียนในเมือง ไปอยู่ด้วยความลำบาก
คุณพ่อที่พูดกับลูกสาวก็เพื่อความหวังดี มิได้คิดให้ไกล เพราะสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ ทำให้คุณพ่อได้เห็น ได้ยิน ได้รู้ ตามที่เห็นจนชินชาในชีวิตประจำวัน
สภาพแวดล้อมทำให้กรอบความคิดของคุณพ่อท่านก็คิดได้ตามที่ท่านเห็น ได้ฟังมานั่นเอง !!!
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




